(28 ก.ย. 68) อาจารย์แพท พัฒนพงศ์ แสงธรรม อาจารย์ประจำ คณะศิลปศาสตร์ (ภาควิชาภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...
ตัด excerpt ตอนสำคัญมาให้ฟัง และแปลมาให้แล้วครับ นี่คือความเป็นผู้ดี แต่ยังคงพูดตรง เหมือนลากเขมรลงไปตบในโตนเลสาป
(สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)
เช้าวันนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจจะกล่าวถ้อยแถลงในเชิงสร้างสรรค์และเป็นบวก — สะท้อนถึงความหวังในอนาคต แต่จำเป็นต้องเขียนสุนทรพจน์ใหม่ เนื่องจากถ้อยแถลงที่น่าเสียใจยิ่งจากเพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชา
เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ข้าพเจ้าได้เห็นว่ากัมพูชายังคงพยายามแสดงตนว่าเป็นผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่ตลอดเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า กัมพูชาได้อ้างข้อเท็จจริงในมุมมองของตนเอง ซึ่งเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ก็ปรากฏว่าเป็นเพียงการบิดเบือนความจริง
เราทราบดีว่าใครคือ “เหยื่อที่แท้จริง” - - เหยื่อที่แท้จริงคือ ทหารไทยที่สูญเสียขาจากกับระเบิด เด็กนักเรียนที่โรงเรียนถูกปืนใหญ่ถล่ม และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ไปจับจ่ายซื้อของในร้านค้าแต่กลับตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยจรวดจากกัมพูชา
เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าได้พบเพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชาในห้องโถงขององค์การสหประชาชาติ เราหารือกันถึงเรื่องสันติภาพ การเจรจา ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ต่อมา ประเด็นนี้ยังได้รับการเน้นย้ำอีกครั้งในการปรึกษาหารือไม่เป็นทางการที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เราขอชื่นชมประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทุ่มเทต่อสันติภาพ
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวในวันนี้กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่กล่าวเมื่อวาน
ที่ประชุมนี้ ได้เผยให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของกัมพูชา ข้อกล่าวหาเหล่านี้เกินเลยจนเหมือนเป็นการเยาะเย้ยความจริง...
กัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มความขัดแย้งมาตั้งแต่ต้น โดยมีเจตนาในการขยายข้อพิพาทชายแดนให้กลายเป็นความขัดแย้งระดับชาติ และผลักดันไปสู่เวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง ดังที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้
หมู่บ้านที่เพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชากล่าวถึงนั้น ตั้งอยู่ในดินแดนไทย — เรื่องนี้ชัดเจน ไม่ควรมีข้อโต้แย้งใด ๆ อีก
แท้จริงแล้ว หมู่บ้านเหล่านี้เกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้เพราะประเทศไทยได้ตัดสินใจบนพื้นฐานด้านมนุษยธรรม เปิดพรมแดนของเราในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เพื่อให้ชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีสงครามกลางเมืองในประเทศตน ได้เข้ามาหลบภัยในประเทศไทย
เราตัดสินใจเช่นนั้นด้วยความกรุณาและหลักมนุษยธรรม และในฐานะนักการทูตหนุ่ม ข้าพเจ้าได้เห็นภาพเหล่านั้นด้วยตนเอง
แม้ว่าสงครามกลางเมืองจะสิ้นสุดลงและค่ายผู้ลี้ภัยได้ปิดตัวไปแล้ว แต่หมู่บ้านกัมพูชาได้ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
แม้ประเทศไทยจะประท้วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กัมพูชาก็มิได้สนใจแก้ไขปัญหาการรุกล้ำนี้
และเมื่อสันติภาพกลับคืนสู่กัมพูชา หลังจากความตกลงสันติภาพปารีส ปี ค.ศ. 1991 เราก็อยู่ที่นั่นเพื่อช่วยฟื้นฟูและบูรณะประเทศกัมพูชา เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เราสร้างบ้าน ถนน โรงพยาบาล เพราะสันติภาพในกัมพูชาเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยเช่นกัน
นี่แหละคือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านควรทำให้กันและกัน!!