Thursday, 4 June 2026
สีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว

‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ เข้าร่วมพิธีมอบ ‘เครื่องราชอิสริยาภรณ์’ ในฐานะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ ‘ญี่ปุ่น-ไทย’

เมื่อไม่นานมานี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘The Order of the Rising Sun, Gold and Silver Star’ สำหรับชาวต่างชาติประจำฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ. 2567 ได้เข้าร่วมพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จัดขึ้น ณ พระราชวังอิมพีเรียล โดยมีนายกรัฐมนตรีคิชิดะเป็นผู้มอบ

โดยนายสีหศักดิ์ ได้รับเครื่องราชฯ  ‘The Order of the Rising Sun, Gold and Silver Star’ จากผลสำเร็จในประเทศไทย ในฐานะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และมิตรภาพอันดีระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกระชับสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพระหว่างญี่ปุ่นและไทย โดยผ่านประสบการณ์ใน การปฏิบัติงานในสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ถึง 2 ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ มีผลสำเร็จและบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่น-ไทย นอกจากนี้ ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนและกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย

‘สีหศักดิ์’ ตอกกลับ!! ‘กัมพูชา’ กลางเวที UN ลั่น!! เหยื่อที่แท้จริง คือทหาร และพลเรือนไทย

(28 ก.ย. 68) อาจารย์แพท พัฒนพงศ์ แสงธรรม อาจารย์ประจำ คณะศิลปศาสตร์ (ภาควิชาภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

ตัด excerpt ตอนสำคัญมาให้ฟัง และแปลมาให้แล้วครับ นี่คือความเป็นผู้ดี แต่ยังคงพูดตรง เหมือนลากเขมรลงไปตบในโตนเลสาป

(สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

เช้าวันนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจจะกล่าวถ้อยแถลงในเชิงสร้างสรรค์และเป็นบวก — สะท้อนถึงความหวังในอนาคต แต่จำเป็นต้องเขียนสุนทรพจน์ใหม่ เนื่องจากถ้อยแถลงที่น่าเสียใจยิ่งจากเพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชา

เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ข้าพเจ้าได้เห็นว่ากัมพูชายังคงพยายามแสดงตนว่าเป็นผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่ตลอดเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า กัมพูชาได้อ้างข้อเท็จจริงในมุมมองของตนเอง ซึ่งเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ก็ปรากฏว่าเป็นเพียงการบิดเบือนความจริง 

เราทราบดีว่าใครคือ “เหยื่อที่แท้จริง” - - เหยื่อที่แท้จริงคือ ทหารไทยที่สูญเสียขาจากกับระเบิด เด็กนักเรียนที่โรงเรียนถูกปืนใหญ่ถล่ม และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ไปจับจ่ายซื้อของในร้านค้าแต่กลับตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยจรวดจากกัมพูชา

เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าได้พบเพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชาในห้องโถงขององค์การสหประชาชาติ เราหารือกันถึงเรื่องสันติภาพ การเจรจา ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ต่อมา ประเด็นนี้ยังได้รับการเน้นย้ำอีกครั้งในการปรึกษาหารือไม่เป็นทางการที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เราขอชื่นชมประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทุ่มเทต่อสันติภาพ

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวในวันนี้กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่กล่าวเมื่อวาน

ที่ประชุมนี้ ได้เผยให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของกัมพูชา ข้อกล่าวหาเหล่านี้เกินเลยจนเหมือนเป็นการเยาะเย้ยความจริง...

กัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มความขัดแย้งมาตั้งแต่ต้น โดยมีเจตนาในการขยายข้อพิพาทชายแดนให้กลายเป็นความขัดแย้งระดับชาติ และผลักดันไปสู่เวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง ดังที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้

หมู่บ้านที่เพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชากล่าวถึงนั้น ตั้งอยู่ในดินแดนไทย — เรื่องนี้ชัดเจน ไม่ควรมีข้อโต้แย้งใด ๆ อีก

แท้จริงแล้ว หมู่บ้านเหล่านี้เกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้เพราะประเทศไทยได้ตัดสินใจบนพื้นฐานด้านมนุษยธรรม เปิดพรมแดนของเราในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เพื่อให้ชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีสงครามกลางเมืองในประเทศตน ได้เข้ามาหลบภัยในประเทศไทย

เราตัดสินใจเช่นนั้นด้วยความกรุณาและหลักมนุษยธรรม และในฐานะนักการทูตหนุ่ม ข้าพเจ้าได้เห็นภาพเหล่านั้นด้วยตนเอง

แม้ว่าสงครามกลางเมืองจะสิ้นสุดลงและค่ายผู้ลี้ภัยได้ปิดตัวไปแล้ว แต่หมู่บ้านกัมพูชาได้ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

แม้ประเทศไทยจะประท้วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กัมพูชาก็มิได้สนใจแก้ไขปัญหาการรุกล้ำนี้

และเมื่อสันติภาพกลับคืนสู่กัมพูชา หลังจากความตกลงสันติภาพปารีส ปี ค.ศ. 1991 เราก็อยู่ที่นั่นเพื่อช่วยฟื้นฟูและบูรณะประเทศกัมพูชา เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เราสร้างบ้าน ถนน โรงพยาบาล เพราะสันติภาพในกัมพูชาเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยเช่นกัน

นี่แหละคือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านควรทำให้กันและกัน!!

ผู้เสียหายที่แท้จริงคือ ฝ่ายทหารไทยต้องเสียขา จากทุ่นระเบิด นักเรียนต้องถูกจรวดของกัมพูชา จนเสียชีวิต พร้อมประชาชน ผู้บริสุทธิ์

(28 ก.ย. 68) เสียงปรบมือ ลั่น UN ‘ท่านทูต สีหศักดิ์’ รมว.ต่างประเทศ สปีช ทัชใจ เชือดนิ่มๆ สุดสุขุม ย้อนอดีต ไทย ช่วยเหลือเขมร มาตลอด ตั้งแต่มีสงคราม กลางเมือง จนช่วยพัฒนาเขมร สร้าง บ้าน สร้างถนน สร้าง รพ. ให้ อันเป็นสิ่งที่เพื่อนบ้านที่ดีควรทำให้กัน แฉ เขมร ดีแต่พูด กล่าวหาไทย แต่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ยังคงวางทุนระเบิดทำทหารไทยขาขาด ส่งโดรน บินรุกล้ำเขตอธิปไตยไทย และยังคงยิงใส่ทหารไทย จนถึงวันนี้ เผย ที่ กัมพูชา พูดเมื่อวานในที่นี้ แต่เขมรทำตรงข้ามหมด

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลง ในการอภิปรายทั่วไปของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 UNGA80 ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 

โดยในช่วงที่กล่าวถึง ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา นายสีหศักดิ์ได้กล่าวว่า  ฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นฝ่ายขยายปัญหาความขัดแย้งเรื่องดินแดนของสองประเทศ ให้เป็นระดับนานาชาติ โดยรุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของประเทศไทย 

พร้อมขอบคุณ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จัดให้มีมีการประชุมหารือ4 ฝ่าย ในการมีข้อตกลงหยุดยิง ระหว่างไทยกับกัมพูชา 

ประเทศไทยพยายามที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง อย่างเคร่งครัด ไม่ใช่แค่คำพูดแต่ปฏิบัติ แต่ปรากฏว่าฝ่ายทหารกัมพูชากลับเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยมาในห้วงหลายวัน ในเดือนกันยายน จนมาถึงวันนี้ 

การหยุดยิงเป็นเรื่องที่เปราะบางและต้องอาศัยความจริงใจจากทั้งสองฝ่ายไม่ใช่แค่เพียงคำพูด เพราะฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและระดมพลเรือนเข้ามาในเขตแดนประเทศไทยและยิงใส่ทหารไทยรวมถึงการใช้โดรนบินสอดแนมรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยไทยและข้อตกลงหยุดยิง

ฝ่ายไทยเองยืนหยัดที่จะอยู่บนเส้นทางของสันติภาพแต่ก็ต้องปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

พร้อมตั้งคำถามตรงไปที่กัมพูชาว่าจะเลือกการเผชิญหน้าต่อไปหรือจะเลือกสันติภาพ เพราะไทยเองพร้อมที่จะยึดแนวทางสันติภาพและใช้กลไกทวิภาคที่มีอยู่ เพราะทั้งสองประเทศก็เป็นครอบครัวอาเซียนด้วยกัน

ในห้วงที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชายังคงแสดงตนว่าเป็นผู้เสียหายครั้งแล้วครั้งเล่าโดยนำเสนอ จากฝ่ายตนเองที่ไม่อาจตรวจสอบได้ และบิดเบือนข้อเท็จจริงเพราะผู้เสียหายที่แท้จริงคือฝ่าย ทหารไทยต้องเสียขาจากทุ่นระเบิด นักเรียนต้องถูกจรวด ของกัมพูชา จนเสียชีวิตพร้อมประชาชน ผู้บริสุทธิ์

‘ไพศาล’ ตั้งคำถามแรง!! ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ มีสิทธิ์อะไร ไปร่วมประชุม UN ก่อนแถลงนโยบาย หวั่น!! ขัดรัฐธรรมนูญ

(28 ก.ย. 68) นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า…

นายสีหศักดิ์ ไปประชุมสหประชาชาติในฐานะอะไร?

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน!!

รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างแจ้งชัดว่า คณะรัฐมนตรีที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว จะเข้ารับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้ก็ต่อเมื่อได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ซึ่งกำหนดการแถลงนโยบายดังกล่าวคือวันที่ 30 กันยายนนี้

แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ ได้แสดงตนและกระทำการในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยเดินทางไปประชุมสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้น ยังไม่อาจปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ได้ เพราะยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ดังนั้น การไปประชุมในครั้งนี้จึงเป็นการ แสดงบทบาทในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศก่อนเวลาอันควร อันสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง

คำถามก็คือ… แล้วเราจะปล่อยให้ประเทศเดินไปในลักษณะนี้หรือ?

• ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป โดยไม่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยใช่หรือไม่?

• ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับปล่อยให้การใช้อำนาจที่อาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญดำเนินต่อไป โดยไม่มีใครรับผิดชอบ และ ภาษีของราษฎรทั้งประเทศก็ต้องถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์

• ส่วน พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคแบกรัฐบาล จะมีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องนี้? จะเลือกปกป้องพรรคอุ้มชูบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือจะยืนหยัดต่อหลักการและความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ?

นี่คือคำถามสำคัญที่สังคมไทยจำเป็นต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วน!!

‘ไทย-อินโดนีเซีย’ กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น ร่วมผลักดันสันติภาพเมียนมา แก้ปัญหากัมพูชาด้วยสันติวิธี

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้พบหารือทวิภาคีระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกับนายซูกีโยโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-อินโดนีเซีย และยินดีต่อการยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะร่วมกันจัดทำ “แผนปฏิบัติการ” (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและมองไปข้างหน้าในระยะยาว พร้อมจะประสานท่าทีในประเด็นยุทธศาสตร์ของภูมิภาคในฐานะประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน โดยได้หารือเกี่ยวกับบทบาทของอาเซียนในการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา และยืนยันว่าประเทศไทยจะดำเนินการแก้ไขปัญหากับกัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบที่จะขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในหลายสาขา เช่น เกษตรกรรม การประมงอย่างยั่งยืน อุตสาหกรรมฮาลาล พลังงาน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอนาคต โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee) ในปี 2569 เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ และได้ขอให้อินโดนีเซียช่วยดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศด้วย

ในหลวง - พระราชินี เสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้ ‘อนุทิน - สีหศักดิ์’ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ย้ำสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี

นายกฯ เผย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี และโปรดเกล้าฯ นายกฯ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

(13 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 - 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตนและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ยืนยันว่าไม่มีภารกิจเพิ่มเติม แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของขบวนเสด็จเท่านั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ อันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความทรงจำ และเป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน โดยแท้จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์บริเวณชายแดน ขณะนี้ได้มีการเปิดช่องทางการสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างดีที่สุด โดยไม่มีความประสงค์ที่จะรุกรานหรือสร้างความขัดแย้งกับประเทศใด แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาคุกคามอธิปไตยของชาติ รวมถึงจะไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทหารต้องประสบภัยอันตราย ทั้งนี้ กองทัพมียุทธวิธีและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการปฏิบัติการและการเยียวยาประชาชน โดยได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อม เป็นคำสอนจากบรรพบุรุษที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ยืนยันว่าตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจการตัดสินใจทางยุทธวิธีให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ โดยมีการสั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งจะประชุมเพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ การเตรียมความพร้อม และพิจารณาการสนับสนุนตามที่กองทัพร้องขอ รวมถึงการปรับแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ขอยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมเต็มที่ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งขณะนี้รัฐสภาได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองและวาระที่สามให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นข้อผูกพันที่ทั้งสองพรรคต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขอให้สอบถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ขยับสถานะสู่สมาชิก BRICS เต็มตัว พร้อมชวนอินเดียร่วมเจ้าภาพต้านสแกมฯ ถกความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก สถานการณ์เมียนมา และชายแดนไทย-กัมพูชา

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศไทยเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายซุปรามณยัม ไชชานการ์ รมว.ต่างประเทศอินเดีย โดยไทยได้ขอการสนับสนุนจากอินเดียให้ช่วยผลักดันความต้องการของไทย ในการยกระดับจาก “รัฐภาคีหุ้นส่วน” ขึ้นเป็น “สมาชิกเต็มรูปแบบ” ของกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียจะทำหน้าที่ประธาน BRICS ในปี 2026

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือประเด็นนโยบายต่างประเทศท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะมิจฉาชีพออนไลน์ และการช่วยเหลือเหยื่อชาวอินเดียที่ได้รับผลกระทบบนแผ่นดินไทย ไทยได้เชิญอินเดียเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ “Global Partnerships to Combat Online Scams” ที่กรุงเทพฯ วันที่ 17–18 ธันวาคม 2025 พร้อมแสดงความสนใจจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมาที่ส่งผลต่อเสถียรภาพชายแดนและความมั่นคงมนุษย์ของภูมิภาค ซึ่งทั้งไทยและอินเดียต่างมองว่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือด้านการทูตและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไป

สำหรับกลุ่ม BRICS จัดตั้งขึ้นในปี 2006 เดิมมีสมาชิกหลัก 5 ประเทศ คือ รัสเซีย บราซิล อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ปัจจุบันขยายรวมอียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทย เบลารุส โบลิเวีย คาซัคสถาน คิวบา มาเลเซีย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน เพิ่งได้รับสถานะ “รัฐภาคีหุ้นส่วน BRICS” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 และกำลังก้าวต่อไปสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบในอนาคต


ที่มา : Sputnik
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top