Thursday, 4 June 2026
สินค้าราคาถูก

'ดร.สันติธาร' วิเคราะห์!! '6 แม่น้ำ + 1 ต้นน้ำ' ชนวนปัญหาสินค้าจีนราคาถูกทะลักไทย

(22 ส.ค.67) ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ ต้นสน นักเศรษฐศาสตร์ การเงิน ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซชื่อดัง บุตรชาย นายสุรเกียรติ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเหตุผลที่สินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าไทยในปัจจุบัน ว่า...

หากเปรียบปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูกทะลักเข้าไทยเสมือน ‘ปัญหาน้ำท่วม’ การจะแก้ปัญหาอาจต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าทำไม ‘น้ำ’ (สินค้าจากจีน) ถึงล้นและ น้ำเหล่านี้ไหลผ่าน ‘แม่น้ำ’ (ช่องทางการขาย) สายไหนบ้างมาที่ไทย 

ในฐานะคนที่เคยทำงานในธุรกิจแพลตฟอร์มและวิเคราะห์การค้า-การลงทุนระหว่างประเทศมานาน วันนี้ อยากชวนแกะประเด็นใหญ่ของประเทศนี้ที่ผมคิดว่ามีความซับซ้อนสูง เพราะมีหลายปัญหาถูกมัดรวมอยู่ด้วยกัน 

เริ่มจาก 6 แม่น้ำที่เป็นเส้นทางสำคัญที่สินค้าไหลเข้าประเทศ...

1) Trader คนไทย (Offline/Online) - ผู้ขายไทยนำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อขายในร้านค้าทั่วไปในไทยหรือ ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Shopee Lazada และ Tiktok เพื่อขายให้ผู้บริโภคไทย

ผลกระทบ: อาจมีผลเสียต่อผู้ผลิตในประเทศ เพราะต้องแข่งกับสินค้านำเข้าราคาถูก แต่อย่างน้อยรายได้ยังอยู่กับคนไทยที่นำสินค้าเข้ามาขาย 

2) Crossborder sellers - ผู้ขายในต่างประเทศใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ เพื่อขายตรงให้กับผู้บริโภคไทยโดยไม่ต้องจดทะเบียนในประเทศ

ผลกระทบ: เพราะผู้ขายไม่ได้อยู่ในประเทศอาจสามารถหลีกเลี่ยงกฎหมายและภาษีไทย ทำให้ได้เปรียบผู้ขายในประเทศ

3) Trader ต่างชาติแปลงตัวเป็นไทย - ผู้ขายต่างชาติ เปิดธุรกิจและร้านค้าออนไลน์ในไทย แต่ส่วนใหญ่ขายสินค้านำเข้าจากจีน 

ผลกระทบ: ผู้ขายต่างชาติในร่างไทยเหล่านี้ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายและมักหลีกเลี่ยงภาษี ทำให้เกิดความได้เปรียบเหนือธุรกิจในท้องถิ่นในหลายมิติ (และปัญหานี้ก็ไม่ได้อยู่แต่ในภาคการค้าเท่านั้น แต่กระทบหลายอุตสาหกรรมเลย)

4) Factory2consumer โมเดล - แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเช่น Temu อาจช่วยให้โรงงานในจีนสามารถ bypass ร้านค้า ขายตรงให้กับผู้บริโภคไทย ถือเป็นรูปแบบใหม่ล่าสุด

ผลกระทบ: เพราะผู้ขายไม่ได้อยู่ในประเทศ อาจสามารถหลีกเลี่ยงกฎหมายและภาษีไทย ทำให้ได้เปรียบผู้ขายในประเทศ และสามารถขายได้ในราคาถูกมาก นอกจากนี้การควบคุมคุณภาพสินค้าและบริการอาจยากยิ่งขึ้นเพราะไม่มี 'ผู้ขาย' ชัดเจน 

โจทย์สำคัญ: จะสังเกตได้ว่าปัญหาสำคัญของช่องทาง 2-4 คือการไม่บังคับใช้กฎกติกาที่มีของไทย ทั้งเรื่องมาตรฐานสินค้า ภาษีต่าง ๆ ฯลฯ กับคนขายต่างชาติ ทั้งที่อยู่ในประเทศและนอกประเทศ (Crossborder) กลายเป็นว่าทำให้กฎกติกาของไทยทำให้คนไทยเสียเปรียบเสียเอง 

หัวใจคือ อย่างน้อยควรสร้าง Level playing field ทางกฎกติกา ด้วยการบังคับใช้กฎหมายของไทยที่มีอยู่แล้วกับธุรกิจและคนขายต่างชาติที่อยู่ในและนอกประเทศทั้งการคุ้มครองผู้บริโภค, ภาษี และพรบ.ธุรกิจต่างด้าว 

เท่าที่ผมเข้าใจบางส่วนเป็นปัญหาเรื่องช่องโหว่ทางกฎหมายที่ต้องมีการอุดรอยรั่ว แต่บางส่วนเป็นแค่เรื่องการบังคับใช้กฎที่มีอยู่แล้ว แต่ขอยังไม่ลงรายละเอียดตรงนี้

5) China +1 โมเดล - สงครามการค้า ทำให้บริษัทข้ามชาติเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากที่เคยส่งออกจากโรงงานในจีนไปอเมริกาตรง เปลี่ยนเป็นส่งจากจีนมาไทยก่อนแล้วค่อยไปอเมริกา ในกรณีนี้ไทยนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปจากจีน เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ 

ผลกระทบ: การนำเข้าประเภทนี้ ส่งผลให้เกิดการขาดดุลการค้ากับจีนก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นการส่งออกไปยังตลาดอื่น ๆ อาจทำให้เกินดุลกับประเทศอื่น ๆ มากขึ้น (เช่น สหรัฐฯ) จึงไม่ควรดูแต่ดุลการค้าไทย-จีนเท่านั้น อาจได้ภาพไม่ครบ และหากกีดกันสินค้าประเภทนี้ อาจมีต้นทุนกับผู้ผลิตในประเทศไทยสูง

โจทย์สำคัญ: ในอนาคตต้องพยายามดึงการผลิตให้มาอยู่ในประเทศให้มากที่สุดและพัฒนาศักยภาพแรงงาน ให้สร้าง Value added ได้มากขึ้น จะได้ลดการนำเข้า, เพิ่มมูลค่าให้การส่งออก, สร้างงาน-รายได้ในประเทศ (เช่น อุตสาหกรรมนิกเกิลในอินโดนีเซีย) 

6) แพลตฟอร์มต่างชาติ - แพลตฟอร์มเป็นของคนสัญชาติใด จดทะเบียนในไทยหรือไม่?

เรื่องนี้ชอบถูกผสมเข้าไปกับประเด็นที่ว่าคนขายเป็นคนไทยหรือเปล่า และ ผู้ผลิตสินค้าอยู่ในไทยหรือเปล่า ซึ่งล้วนแต่เป็นคนละประเด็นกัน 

โจทย์สำคัญ: ความจริงประเด็นอาจไม่ได้อยู่ที่แพลตฟอร์มเป็นสัญชาติไหน เพราะแพลตฟอร์มไทยก็อาจนำสินค้าเข้าจากจีนหากต้นทุนถูกกว่าผลิตเอง และแพลตฟอร์มต่างชาติก็มีคนขายสัญชาติไทย 

หัวใจ คือไม่ว่าเป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไหนหากมีธุรกิจในไทยก็ควร

- ปฏิบัติตามกฎหมายไทย
- จ่ายภาษีในไทย 
- และจะให้ดีต้องช่วยพัฒนา SME ไทยด้วย 

โดยเราควรเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ใช้แพลตฟอร์มต่างชาติที่มีสาขาในหลายประเทศเป็นช่องทางช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทย พัฒนา SME ให้กลายเป็น Exporter ได้เจาะตลาดใหม่ ๆ อย่างที่หลายประเทศก็ทำมาแล้ว 

แต่ประเด็นที่แก้ยากที่สุดและเป็น 'ต้นน้ำ' ของปัญหาก็คือ สภาวะกำลังผลิตเกินในประเทศจีน (Oversupply/Overcapacity) - ทำให้ต้องระบายส่งออกสินค้าในราคาถูกสู่โลก ซึ่งทำให้ไปแข่งกับสินค้าส่งออกไทยในตลาดอื่นอีกด้วย

เสมือนน้ำที่ล้นเขื่อน ต่อให้เราพยายามกั้นแม่น้ำต่างๆ สุดท้ายน้ำก็จะไหลมาอยู่ดีในช่องทางใหม่ ๆ ต่อให้ปิดรูรั่วทางกฎหมายที่ไม่เท่าเทียม ก็ต้องยอมรับว่าหลายสินค้าจากจีน ก็อาจจะต้นทุนถูกกว่าไทยอยู่ดี

เรื่องนี้เป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่ได้แก้ได้ง่าย ๆ หลายธุรกิจหาตลาดส่งออกใหม่, สร้างแบรนด์, และ ขยับขึ้น Value Chain เพื่อไม่ต้องแข่งกับสินค้าราคาถูกโดยตรง แต่แน่นอนไม่ใช่ทุกคนทำได้ ส่วนบางประเทศเลือกใช้กำแพงภาษีหรือมาตรการป้องกันการทุ่มตลาดในบางสินค้า แต่ก็ต้องระวัง เพราะหากทำผิดพลาดอาจเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ธุรกิจในประเทศและทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นอีก

ขอส่งท้ายว่าในบทความสั้น ๆ คงไม่สามารถพูดถึงการแก้ปัญหาอย่างลงลึก แต่ที่แน่ ๆ นี่คงไม่ใช่ปัญหาที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งจะแก้ได้ แต่ต้องร่วมมือกันหลายหน่วยงานและมียุทธศาสตร์ระดับประเทศที่ชัดเจน

ปล.บทความนี้ไม่ได้ต้องการจะกล่าวโทษประเทศใดเป็นพิเศษเพราะปัญหานี้อาจมาจากประเทศไหนก็ได้ และหลายข้อก็เป็นปัญหาที่ประเทศเราต้องรีบแก้ไขที่ตัวเราเอง

‘รวมไทยสร้างชาติ’ จับมือผู้ค้า-เอกชน จัดงาน ‘รวมไทยสร้างชาติแฟร์’ จัดทัพ ‘สินค้าราคาถูก’ ออกจำหน่ายแก่ประชาชน เริ่ม 12-15 ก.ย. นี้

(4 ก.ย. 67) ที่อาคารรัฐสภา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เปิดเผยถึงกำหนดการและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ‘รวมไทยสร้างชาติแฟร์’ โดยระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศนโยบายของพรรคตั้งแต่เริ่มต้นว่า จะรื้อ ลด ปลด สร้าง เพื่อสังคมที่ถูกต้องและเป็นธรรม 

ปัจจุบันประชาชนชาวไทยกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยด้านอื่น ๆ จึงต้องเร่งลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน โดยนำหลักการการแบ่งปันมาใช้ คนที่มีมากแบ่งปันให้คนที่มีน้อยหรือคนที่ขาดแคลน จึงเป็นที่มาของการจัดงาน ‘รวมไทยสร้างชาติแฟร์’ ร่วมกับผู้ค้าและภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในเบื้องต้น โดยงานนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 กันยายน 2567 ณ MBK Center ลานกิจกรรม Avenue A ชั้น G ฝั่งถนนพระราม 1 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.-19.00 น. รวม 4 วัน

ทั้งนี้ ภายในงานจะมีสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายมาจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ยกตัวอย่าง ข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม จำหน่ายเพียง 100 บาท ไข่ไก่คละไซซ์ 40 ฟอง ราคา 100 บาท น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม ราคาเพียง 20 บาท เนื้อไก่สดกิโลกรัมละ 50 บาท และอาหารพร้อมรับประทาน 20 บาททุกเมนู 

นอกจากนี้ ยังมี อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป น้ำมันพืช ผลไม้ตามฤดูกาล ของใช้ภายในบ้าน สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ มาจำหน่ายในงาน พร้อมมอบส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมให้ผู้ร่วมงานอีกคนละ 200 บาท ด้วย

“พรรครวมไทยสร้างชาติพยายามที่จะแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนตามนโยบาย รื้อ ลด ปลด สร้าง และการช่วยเหลือดูแลแบ่งปันกัน ในภาวะต้นทุนในการค้าขายและการผลิตที่สูงขึ้นในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงได้ประสานงานและขอความร่วมมือจากผู้ค้าสินค้าอุปโภคบริโภคหลายแห่งและหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระและมอบความสุขให้แก่พี่น้องประชาชน รวมถึงพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่จะได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ในราคาถูก” นายพีระพันธุ์กล่าว

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เปิดเผยถึงสิทธิพิเศษที่จะช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมว่า ภายในงานได้รับการสนับสนุนคูปองส่วนลดพิเศษให้ผู้ร่วมงานอีกคนละ 200 บาท เพื่อเป็นส่วนลดเพิ่มเติมในการซื้อสินค้าทุกประเภท วันละ 2,500 สิทธิ รวมทั้งสิ้น 10,000 สิทธิ โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนเพื่อรับคูปองส่วนลดพิเศษนี้ได้ด้วยตนเองวันละ 2 รอบ ในเวลา 10.30 น. และ 17.00 น.

“ถึงแม้สินค้าทุกอย่างภายในงานจะจำหน่ายในราคาถูกอยู่แล้ว แต่พี่น้องประชาชนก็ยังสามารถจับจ่ายสินค้าเหล่านี้ในราคาที่ถูกลงไปได้อีก จากการใช้คูปองส่วนลดพิเศษ 200 บาท ซึ่งจะมอบให้ภายในงานวันละ 2,500 สิทธิ และสามารถลงทะเบียนรับได้ที่หน้างาน” นายเอกนัฏกล่าว

ขณะที่ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ในงานนี้จะมีผู้ค้าและภาคเอกชนที่ประสงค์จะช่วยเหลือประชาชนนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาถูกเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน

“ผู้ค้าและภาคเอกชนจำนวนมากติดต่อขอนำสินค้าบริโภคหลายรายการมาจำหน่ายในงานในราคาถูกกว่าท้องตลาดเกือบครึ่ง เช่น น้ำตาลทรายที่จำหน่ายเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท เท่านั้น นับเป็นน้ำใจที่มีกับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง” นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าว

ด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า ในงานจะมีศิลปินนักร้องมาสร้างความคึกคัก และยังมีกิจกรรมเสริมสร้างอาชีพ การเสวนา และการแสดงบนเวที ตลอดทั้ง 4 วันของการจัดงาน อาทิ เวิร์กช็อปสอนการทำอาหารเพื่อต่อยอดด้านอาชีพ ซึ่งอำนวยการสอนโดย อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ อาจารย์สอนทำอาหารและพิธีกรชื่อดัง การแสดงจากศิลปินนักร้อง รวมทั้ง โชว์พิเศษจากสมาชิก และ สส. พรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Page พรรครวมไทยสร้างชาติ

‘พีระพันธุ์’ ปลื้ม!! ‘รวมไทยสร้างชาติแฟร์’ วันแรก บรรยากาศสุดคึกคัก ประชาชนแห่ซื้อสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด บรรเทาภาระค่าครองชีพ

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย. 67) ที่ ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมเปิดงาน ‘รวมไทยสร้างชาติแฟร์’ ณ ลานกิจกรรม Avenue A ชั้น G ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมจับจ่ายสินค้าราคาถูกภายในงานอย่างคับคั่ง

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยถึงแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ว่า ‘รวมไทยสร้างชาติแฟร์’ เป็นกิจกรรมที่แตกย่อยมาจากแนวคิดใหญ่เรื่อง ‘เศรษฐกิจแบ่งปัน’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในนโยบาย ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง’ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นการนำหลักการแบ่งปันมาประยุกต์ใช้เพื่อลดภาระของพี่น้องประชาชนผู้ที่ไม่มีรายได้หรือรายได้ไม่เพียงพอ

โดยคนที่มีมากสามารถแบ่งปันให้คนที่มีน้อยหรือคนที่ขาดแคลน เพื่อสร้างสังคมแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พรรครวมไทยสร้างชาติจึงได้ประสานงานเชิญผู้ค้าและภาคเอกชนที่มีความพร้อมและมีน้ำใจจะช่วยเหลือแบ่งปันให้สังคม มาร่วมจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาถูกในครั้งนี้ เพื่อช่วยลดภาระด้านค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบันจากสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยด้านอื่น ๆ และหวังว่าการจัดงาน ‘รวมไทยสร้างชาติแฟร์’ จะสามารถช่วยลดภาระของพี่น้องประชาชน และต่อยอดแนวคิด ‘เศรษฐกิจแบ่งปัน’ ได้อีกระดับหนึ่ง

“พรรครวมไทยสร้างชาติพยายามที่จะลดภาระของพี่น้องประชาชน ตามนโยบาย รื้อ ลด ปลด สร้าง ที่ได้ประกาศไว้ และเราได้เล็งเห็นถึงปัญหาความเดือดร้อนจากภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น จึงได้ประสานงานและขอความร่วมมือจากผู้ค้าและภาคเอกชนที่พร้อมจะเอื้อเฟื้อและช่วยเหลือแบ่งปัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนรวมถึงพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ในราคาถูก โดยหวังว่าการจัดงานรวมไทยสร้างชาติแฟร์ในครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระและมอบความสุขให้แก่พี่น้องประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน พรรครวมไทยสร้างชาติต้องขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุก ๆ ฝ่ายที่ช่วยให้งานนี้เกิดขึ้นได้สำเร็จ และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทุก ๆ ท่านครับ” นายพีระพันธุ์กล่าว  

ทั้งนี้ ภายในงานจะมีสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายมาจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ยกตัวอย่าง ข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม จำหน่ายเพียง 100 บาท ไข่ไก่คละขนาด 40 ฟอง ราคา 100 บาท น้ำตาลทรายแพคละ 2 กิโลกรัม ราคาเพียง 20 บาท เนื้อไก่สดกิโลกรัมละ 50 บาท หมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 100 บาท และอาหารพร้อมรับประทาน 20 บาททุกเมนู 

นอกจากนี้ ยังมี อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป น้ำมันพืช ผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง รวมถึงของใช้ภายในบ้าน สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ มาจำหน่ายในงานด้วย

นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังสามารถลงทะเบียนรับคูปองส่วนลดพิเศษ 200 บาท สำหรับซื้อสินค้าทุกประเภทภายในงาน วันละ 2 รอบ ในเวลา 10.30 น. และ 16.00 น. วันละ 2,500 สิทธิ และภายในงานยังมีศิลปินนักร้องชื่อดังมาสร้างความคึกคัก พร้อมเวิร์กช็อปสอนการทำอาหารเพื่อต่อยอดด้านอาชีพตลอดทั้ง 4 วัน ของการจัดงาน ‘รวมไทยสร้างชาติแฟร์’ ณ ลานกิจกรรม Avenue A ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ฝั่งถนนพระราม 1 ระหว่างวันที่ 12-15 กันยายน 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.-19.00 น.

ก.อุตสาหกรรม เผยภาพรวมงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ช่วยลดค่าครองชีพปชช. พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงกลางปี

(6 ส.ค. 68) ปิดฉากไปแล้วกับงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' บิ๊กอีเวนต์แห่งปี ซึ่งจัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ กระทรวงคมนาคม และภาคเอกชน ภายใต้แนวคิด “รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย" ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ บางซื่อ 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การจัดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” นับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยตลอดระยะเวลา 4 วันของการจัดงาน พบว่ามีประชาชนสนใจเข้ามาร่วมงานและจับจ่ายซื้อสินค้าภายในงานเฉลี่ยถึงวันละ 30,000 คน หรือรวมกว่า 120,000 คน มีเงินสะพัดจากการซื้อขายรวมกว่า 20 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วงกลางปีได้กว่า 300 ล้านบาท

งานดังกล่าวได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน 

อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงาน SMEs และวิสาหกิจชุมชน ยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรม เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม รวมผู้ประกอบการกว่า 330 บูธ แบ่งเป็น 4 โซน ซึ่งประกอบด้วย
1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค - บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ ที่ได้นำสินค้าคุณภาพราคาประหยัดมาให้ประชาชนได้เลือกซื้ออย่างจุใจ
2. โซน 'รถที่ใช่ดีลที่ชอบ' กับข้อเสนอสุดพิเศษ จากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ถึง 19 แบรนด์
3. โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่บรรดาผู้ประกอบการได้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพมีมาตรฐาน มอก. ราคาประหยัด มาจัดโปรโมชันอย่างมากมาย อาทิ พัดลม หม้อหุงข้าว ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ 
และ 4. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของใช้ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ สินค้าสายมู อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มชงสด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มแปรรูป เป็นต้น ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงานในครั้งนี้ที่ได้พาผู้ประกอบการมาเปิดขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง

และในภาวะสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดจุดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภค "อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย" เพื่อส่งต่อน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนและผู้ประสบภัยน้ำท่วม ให้สำหรับผู้เข้าร่วมจับจ่ายสินค้าภายในงานที่ต้องการแบ่งปันขอแสดงความห่วงใย พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย โดยสามารถนำส่งผ่านจุดรับบริจาคอุตสาหกรรมรวมใจ หรือจุดรับของไปรษณีย์ไทย ภายในงาน ซึ่งพัสดุที่บริจาคน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม สามารถรับบริการโดยไม่คิดค่าจัดส่ง และภายในงานยังมีกิจกรรมตลอดทั้งวันไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปสร้างอาชีพ กิจกรรมนาทีทองเล่นเกมชิงรางวัล กิจกรรมการประกวดแข่งขันร้องเพลงของกระทรวงอุตสาหกรรม (Voice of MIND 2025) และ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ไอซ์ ศรัณยู, อะตอม ชนกันต์, ป๊อป ปองกูล และ อ๊อฟ ปองศักดิ์ ที่ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วัน นอกจากนี้ ยังมีโซนการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador ของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมในปี 2568 

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ World Bank จัดกิจกรรม “Ozone Run : วิ่งฟิน อินแฟร์” มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมวิ่งกว่า 1,350 คน แบ่งระยะการวิ่งออกเป็น 1) Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 2) มินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร ใช้เส้นทางโดยรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นรณรงค์ให้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซนและสภาพภูมิอากาศโลก   

โดยทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟชานเมือง (สายสีแดง) เชื่อมต่อจากพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกได้อย่างรวดเร็ว รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน) ครอบคลุมเส้นทางสำคัญในเมืองในอัตราค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย รถไฟทางไกลที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะที่สามารถเดินทางเข้าถึงยังพื้นที่จัดงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร หรือหากนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาร่วมงาน ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย มีพื้นที่จอดรถและจุดรับ-ส่ง ที่จัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ

ขณะเดียวกัน การจัดงานในครั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางและการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กับ กระทรวงคมนาคม โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมราง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนต่อไป

ทุกอย่าง 20 บาท โมเดลร้านขายของเล็กๆ แต่เกมธุรกิจไม่เล็ก ถอดรหัสกำไร-ต้นทุน-การคัดของเข้าร้าน ทำไมยุคออนไลน์แล้ว ร้านแบบนี้ยังเกิดใหม่ไม่หยุด ผู้ประกอบการไทยเรียนรู้อะไรได้บ้างจากโมเดลนี้

หลังเลิกงานหลายคนน่าจะเคยมีโมเมนต์แบบเดียวกัน คือ เดินผ่านหน้าร้านป้ายใหญ่ ๆ เขียนว่า “ทุกอย่าง 20 บาท” แล้วเผลอแวะเข้าไป หยิบนั่นนิด นี่หน่อย สุดท้ายจ่ายออกมาร้อยกว่าบาทโดยที่ยังนึกไม่ค่อยออกด้วยซ้ำว่าซื้ออะไรมาบ้าง

ภาพแบบนี้เกิดขึ้นทุกเย็นหน้าอพาร์ตเมนต์ หน้า 7-Eleven ในตลาดนัด และตามหัวมุมชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ  

คำถามคือ ในยุคที่คนซื้อของออนไลน์ได้ของถูก ส่งถึงบ้าน ร้านทุกอย่าง 20 บาทยังอยู่ได้อย่างไร แถมยังผุดขึ้นเรื่อย ๆ  

ถ้ามองผ่าน ๆ ร้านทุกอย่าง 20 บาทเหมือนแค่ร้านขายของจิปาถะราคาเดียว แต่ถ้ามองในมุม “ถอดรหัสธุรกิจ” จะพบว่านี่คือโมเดลที่ซ่อนทั้งเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภค การบริหารต้นทุน สต๊อก ระบบหลังร้าน ไปจนถึงโอกาสขยายสเกลเป็นแฟรนไชส์

บทความนี้ TST BIZ ชวนมองร้านทุกอย่าง 20 บาทในมุม “เกมธุรกิจ” และลองแปลเป็นบทเรียนสำหรับคนที่อยากทำธุรกิจหน้าร้านของตัวเอง

1. ร้าน 20 บาทไม่ได้ขาย “ของถูก” อย่างเดียว แต่ขาย “ความง่ายในการใช้เงิน”

หัวใจแรกของร้านทุกอย่าง 20 บาท คือความรู้สึกว่า “ซื้ออะไรก็ได้ ไม่ต้องคิดเยอะ”  

ลูกค้าที่เข้าร้านส่วนใหญ่ไม่ได้มีรายการของชัดเจนในหัว ไม่เหมือนเวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ตที่ต้องซื้อของกินของใช้ประจำบ้าน แต่เป็นอารมณ์แวะดูเล่น ฆ่าเวลา หรือเดินกลับบ้านแล้วเห็นเลยลองเข้าไปดู  

ราคาเดียวทำให้คนรู้สึกปลอดภัยในการใช้เงิน  
- ไม่ต้องยืนเทียบราคาหลายป้าย  
- ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน  
- หยิบ 3 ชิ้นก็พอเดาได้ว่าจ่ายประมาณเท่าไหร่  

และเมื่อเข้าร้านแล้ว ลูกค้าไม่ค่อยหยิบแค่ชิ้นเดียว  
มือซ้ายหยิบของใช้ มือขวาหยิบของน่ารัก ของจุกจิกที่ไม่จำเป็นแต่ “ราคาเท่านี้ก็ลองได้”

ผลลัพธ์คือบิลหนึ่งอาจไม่สูงมาก แต่ถ้าต่อวันมีลูกค้าหลายสิบคน ร้านแบบนี้จึงหมุนเงินได้ไม่เลวทีเดียว

ในมุมผู้ประกอบการ โมเดลนี้กำลังบอกเราว่า เวลาออกแบบธุรกิจที่ขายสินค้าราคาไม่สูง “ความง่ายและความสบายใจตอนจ่ายเงิน” เป็นจุดขายที่สำคัญไม่แพ้ตัวสินค้า

2. 20 บาททำกำไรยังไง: เบื้องหลังของที่ดูคุ้ม และของชิ้นเล็ก ๆ ที่แอบทำเงิน

คำถามที่คนชอบคิดคือ “ขายทุกอย่าง 20 บาท มีกำไรจริงหรือ?”  

คำตอบคือ กำไรไม่ได้เท่ากันทุกชิ้น ในร้านหนึ่งร้านมักมีการแบ่งบทบาทสินค้าคร่าว ๆ เป็น 2 กลุ่ม  

1. สินค้าล่อ (ของดูคุ้มเกินราคา) คือของชิ้นใหญ่ ดูแพง ดูมีฟังก์ชันเยอะ แต่ต้นทุนอาจสูงกว่าเฉลี่ย แต่ทำหน้าที่ดึงคนเข้าร้าน และสร้างภาพจำว่า “ร้านนี้ของคุ้มจัง”  

2. สินค้าทำกำไร (ของเล็ก ๆ ดูธรรมดา แต่ต้นทุนต่ำมาก) เช่น คลิปหนีบกระดาษ, เทปใส, ที่มัดผม, ของจุกจิกเล็ก ๆ ที่มีหน้าตาธรรมดา แต่ต้นทุนอาจอยู่หลักไม่กี่บาทต่อชิ้น  

เมื่อเดินในร้านไปเรื่อย ๆ ลูกค้าจะหยิบทั้งของที่รู้สึกคุ้ม และของที่ไม่คิดมาก ถ้าเฉลี่ยต้นทุนทุกอย่างรวมกันแล้ว ยังเหลือมาร์จินเพียงพอให้จ่ายค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่าขนส่ง ก็ถือว่าโมเดลเดินได้

เบื้องหลังคือการคุมต้นทุนสินค้าตั้งแต่หน้าโรงงาน  
- สั่งจากจีนล็อตใหญ่  
- ใช้ซัพพลายเออร์ที่รับผลิตล็อตใหญ่ราคาต่อชิ้นต่ำ  
- ไม่ยึดติดกับแบรนด์ เน้นฟังก์ชัน “ใช้ได้” มากกว่า “ต้องใช้แบรนด์ดัง”  

เจ้าของร้านที่ “คัดของเป็น” จะรู้ว่าควรเอาอะไรเข้าร้านในสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อให้ภาพรวมของร้านดูคุ้ม แต่ตัวเลขกำไรยังสมเหตุสมผล

3. ทำเลและหน้าร้าน: หัวมุมธรรมดาที่กลายเป็นทำเลทอง

โมเดล 20 บาทไม่ได้แข่งด้วยการตกแต่งร้านหรู แต่แข่งด้วยการ “โผล่ให้ถูกที่ ถูกเวลา และเดินเข้าได้ง่าย”

ทำเลยอดนิยมมักอยู่ในจุดที่คนต้องผ่านอยู่แล้ว  
- หน้า 7-Eleven หรือซูเปอร์มาร์เก็ตย่อย  
- ทางเข้าตลาดนัดชุมชน  
- ใต้หอพัก อพาร์ตเมนต์ หรือหน้าโครงการหมู่บ้าน  
- ใกล้โรงเรียนหรือป้ายรถเมล์  

หน้าร้านมักทำให้ดูเข้าใจง่ายตั้งแต่แรกเห็น คือ ป้ายใหญ่ ตัวหนังสือชัดเจน มีเลข “20” ตัวโต ๆ ภายในร้านจัดทางเดินไม่กว้างมาก ชั้นวางของสูงพอให้รู้สึกว่า “ของเยอะ” เดินไปทางไหนก็เจอของให้หยิบ

การจัดวางก็มีบทเรียนธุรกิจซ่อนอยู่ หากเป็นของใช้จำเป็นและขายประจำ เช่น ฟองน้ำล้างจาน ถุงขยะ สก็อตเทป มักวางลึกเข้าไปหน่อย เพื่อให้ลูกค้าต้องเดินผ่านโซนของจุกจิกก่อน และมีโอกาสหยิบอย่างอื่นเพิ่ม

สำหรับผู้ประกอบการที่คิดจะทำร้านหน้าร้านเล็ก ๆ บทเรียนคือ ทำเลไม่จำเป็นต้องหรูที่สุด แต่ต้อง “ติดเส้นทางชีวิตประจำวันของคน” และหน้าร้านต้องบอกจุดขายให้จบในเสี้ยววินาที

4. สินค้าเยอะ แต่ไม่ใช่ “สต๊อกมั่ว”: เกมคัดของให้หมุนทันพฤติกรรมคน

เวลาเดินร้านทุกอย่าง 20 บาท หลายคนรู้สึกว่าของเยอะมาก แต่ถ้าลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าไม่ใช่ “ทุกอย่างบนโลก”  

ส่วนใหญ่คือการเลือกหมวดสินค้าให้กว้าง แต่ความลึกของแต่ละหมวดไม่ต้องเยอะเกินไป เช่น ของใช้ในบ้าน เครื่องเขียน ของเล่นเล็ก ๆ gadget มือถือ ของตกแต่งบ้านเล็ก ๆ กระเป๋าผ้า ของตามเทศกาล ฯลฯ  

ของบางอย่างเข้ามาทดลองขาย ถ้าไม่หมุนก็ไม่สั่งเพิ่ม  
ของบางกลุ่มเป็น “ของประจำร้าน” ที่ลูกค้าคาดหวังว่าจะต้องมี เช่น ถุงขยะ ฟองน้ำ ที่หนีบผ้า  

เจ้าของกิจการที่เล่นเกมนี้เก่ง จะรู้ว่าต้องคุม 3 เรื่องพร้อมกัน  
- สินค้าหมุนเร็ว → เสริมให้ของเข้าตลอด ไม่ให้ขาด  
- สินค้าทดลอง → กล้าลองของใหม่ แต่ไม่สต๊อกหนัก  
- สินค้าฤดูกาล → สงกรานต์, ปีใหม่, รับปริญญา ฯลฯ ถ้าคิดล่วงหน้าทัน ก็ทำยอดได้ดี  

ที่น่าสนใจคือ หลายร้านเริ่มมี “สินค้าแบรนด์ตัวเอง” หรืออย่างน้อยก็เลือกสินค้าแบบเดียวกัน สีเดียวกัน มาเรียงให้ดูเป็นเซ็ต  

นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างภาพจำและความต่าง ในธุรกิจที่หลายคนมองว่า “เหมือนกันหมด”

5. ยุคเงินเฟ้อ: ยังต้อง “ทุกอย่าง 20” อยู่ไหม?

ความท้าทายของร้านทุกอย่าง 20 บาทในระยะหลัง คือโลกจริงไม่ได้หยุดอยู่กับเลข 20  

ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หลายร้านต้องเริ่ม “ขยับเพดานราคา”  

เราเริ่มเห็นร้านที่เขียนว่า 20 / 25 / 29 / 39 หรือบางแห่งจัดโซนราคาแบบมีป้ายสีต่างกันในร้านเดียวกัน  

นี่คือการเปลี่ยนจาก “ราคาเดียว” ไปเป็น “โครงสร้างราคาใกล้เคียงกัน” โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้าใจง่าย และไม่รู้สึกว่าถูกหลอก  

บางร้านใช้วิธี รักษา “ภาพ 20 บาท” ด้วยการให้สัดส่วนสินค้าที่ราคา 20 ยังเยอะที่สุด ส่วนสินค้าราคา 25-39 มักทำให้ดูพรีเมียมกว่า พิเศษกว่า เพื่อให้ลูกค้ายอมรับความต่างของราคา  

สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือบทเรียนเรื่องการตั้งราคาในระยะยาว จุดแข็งของเราอาจเริ่มจาก “ตัวเลขหนึ่งตัว” แต่วันหนึ่งเราอาจต้องยอมปรับ เพื่อให้ธุรกิจยังไปต่อได้ โดยไม่ทิ้งภาพจำเดิมทั้งหมด

6. หลังร้านคือสนามจริง: สต๊อก การสูญเสีย และระบบที่ไม่คุมไม่ได้แล้ว

ถ้าหน้าร้านคือเวทีให้ลูกค้าหยิบของ หลังร้านคือสนามจริงที่พิสูจน์ว่าธุรกิจจะรอดหรือไม่  

ร้านทุกอย่าง 20 บาทต้องจัดการสต๊อกจำนวนมากและหลากหลายประเภท ของบางอย่างแตกหักง่าย ของบางอย่างหมดฤดูกาลแล้วขายต่อยาก ของบางอย่างหายไปแบบไม่รู้ตัวจากการหยิบแล้วไม่จ่าย หรือวางผิดที่จนหาของไม่เจอ  

เจ้าของร้านที่คิดแบบ “นักธุรกิจ” จะไม่ปล่อยให้สต๊อกเป็นแค่กองของ แต่จะเริ่มเก็บข้อมูลยอดขายอย่างง่าย ๆ  
- อะไรขายดีในวันธรรมดา vs วันหยุด  
- หมวดไหนหมุนเร็ว-หมุนช้า  
- สินค้าไหนอยู่เกินกำหนดแล้วควรเอามาลดราคาหรือจัดโปร  

ไม่จำเป็นต้องมีระบบซอฟต์แวร์ซับซ้อนตั้งแต่วันแรก  
แค่มีวินัยในการจด การเช็กของ การรู้ว่าของไหนคือเงินจม ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจอย่างมีระบบแล้ว

7. จากร้านเดียวสู่หลายสาขา-แฟรนไชส์: เกมขยายสเกลของโมเดล 20 บาท

เมื่อร้านแบบนี้เริ่มจับจุดลูกค้าแถวชุมชนได้ ขั้นต่อไปคือคำถามว่า “ควรเปิดสาขาเพิ่มไหม?”  

เราจึงเริ่มเห็นแบรนด์ร้านทุกอย่าง 20 บาท ที่ขยายหลายสาขา หรือทำเป็นโมเดลแฟรนไชส์  

สิ่งที่ขยับตามมาจากร้านเล็ก ๆ คือ  
- ระบบจัดซื้อที่ใหญ่ขึ้น → ต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ได้ดีขึ้น  
- ระบบคัดสินค้ากลาง → ให้แต่ละสาขาได้ของเหมือนกัน คุณภาพใกล้เคียงกัน  
- เริ่มมีมาตรฐานเรื่องหน้าร้าน โลโก้ การจัดชั้นวาง  

โมเดลแฟรนไชส์ก็ช่วยให้คนที่มีทำเลและทุน แต่ไม่มีเวลาไปคัดของเอง มีทางเลือกเข้ามาเล่นเกมนี้ได้ ในขณะที่เจ้าของแบรนด์ก็โตจากการขายแฟรนไชส์และสร้างชื่อในตลาด

สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือภาพให้เห็นว่า แม้จะเริ่มจาก “ร้านของถูก” แถวบ้าน แต่ถ้าคิดเป็นระบบ สเกลของธุรกิจสามารถใหญ่กว่าที่คิดได้เสมอ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top