Friday, 5 June 2026
สาธารณสุข

ไทยนำเข้า ATK ตรวจไข้เลือดออก จากญี่ปุ่น เริ่มจำหน่าย ม.ค. ปีหน้า

(19 พ.ย.67) นิเคอิรายงานว่า บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติญี่ปุ่นเตรียมแผนเริ่มวางจำหน่ายชุดตรวจไข้เลือดออกแบบรู้ผลเร็วใน 15 นาที ในตลาดประเทศไทยช่วงเดือนมกราคมปีหน้า หลังจากที่บริษัทดังกล่าวได้รับการอนุญาตให้นำเข้าชุดตรวจมาจัดจำหน่ายได้อย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของทางการไทยแล้ว

รายงานระบุว่าบริษัท VisGene ซึ่งเป็นหน่วยงานที่แยกตัวจากสถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยโอซาก้า ได้คิดค้นชุดตรวจไข้เลือดออกแบบรู้ผลเร็วภายใน 15 นาที ซึ่งให้ผลการตรวจที่แม่นยำ อีกทั้งยังประหยัดเวลาการตรวจไข้เลือดออกแบบเก่า ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมงจึงจะรู้ผล

ข้อมูลจากเว็บไซต์ VisGene บริษัทได้พัฒนาชุดตรวจที่สามารถวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก โดยผสานเทคโนโลยีการผลิตชุดตรวจแบบอิมมูโนโครมาโทกราฟีเข้ากับแอนติบอดีจำเพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออก  

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคไวรัสที่มียุงเป็นพาหะ ทำให้เกิดอาการไข้และผื่นขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่นแทบไม่มีรายงานการติดเชื้อภายในประเทศ มีเพียงไม่กี่สิบถึงร้อยรายที่เป็นผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ  

อย่างไรก็ตาม ในระดับโลก การติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีผู้ป่วยราว 100 ล้านคนต่อปี ส่วนใหญ่อยู่ในประมาณ 100 ประเทศในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ในจำนวนนี้ 250,000 คนมีอาการรุนแรง  

โรคไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ และเป็นที่ทราบกันว่าความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อครั้งที่สองจากสายพันธุ์ที่ต่างจากการติดเชื้อครั้งแรก ชุดตรวจวินิจฉัยจำเพาะสำหรับสายพันธุ์ไข้เลือดออกนี้เป็นชุดตรวจแรกที่สามารถแยกแยะสายพันธุ์ได้ด้วยชุดนี้ในเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้สามารถทำได้เฉพาะการตรวจแบบ PCR เท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นชุดตรวจเดียวที่สามารถช่วยป้องกันไม่ให้การติดเชื้อครั้งที่สองมีอาการรุนแรง  

ก่อนหน้านี้ บริษัทมีการทดลองทางคลินิกได้ดำเนินการที่โรงพยาบาลนครนายก ประเทศไทย ในช่วงฤดูร้อนปี 2021 และได้รับผลลัพธ์ที่น่าพอใจ จากผลการทดลองดังกล่าว ทำให้บริษัทตัดสินใจดำเนินการตามแผนเพื่อขยายตลาดในประเทศไทยในปี 2025 

นายกฯ เมืองผู้ดีสั่งยุบ ระบบบริการสาธารณสุข (NHS) ตามแนวทาง 'ทรัมป์' ลดขนาดรัฐบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย

(14 มี.ค. 68) สำนักข่าวเดอะไทมส์ รายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ได้ประกาศยุบหน่วยงาน NHS England ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่ดูแลระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS) โดยให้เหตุผลว่าต้องการลดระบบราชการที่ซ้ำซ้อนและประหยัดงบประมาณของประเทศ

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการย้อนกลับการปรับโครงสร้าง NHS ที่เกิดขึ้นในปี 2012 โดยรัฐบาลผสมของพรรคอนุรักษนิยมและพรรคเสรีประชาธิปไตย โดยนายสตาร์เมอร์ระบุว่าการยุบ NHS England จะนำการบริการสาธารณสุขกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ

อย่างไรก็ตาม การประกาศดังกล่าวได้สร้างความกังวลในหมู่สหภาพแรงงานและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เนื่องจากเกรงว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของพนักงานและคุณภาพการบริการ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการยุบหน่วยงานอาจนำไปสู่การสูญเสียงานของพนักงาน NHS England กว่า 9,500 ตำแหน่ง

ในขณะเดียวกัน นักวิจารณ์บางส่วนตั้งคำถามว่าการยุบ NHS England จะช่วยลดระบบราชการและประหยัดงบประมาณได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความซับซ้อนของการปรับโครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่เช่นนี้

การประกาศยุบ NHS England ครั้งนี้ยังสะท้อนถึงแนวโน้มของรัฐบาลในการลดขนาดหน่วยงานรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยถูกนำเสนอโดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ รัฐบาลอังกฤษยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการยุบ NHS England และวิธีการจัดการกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบบริการสาธารณสุขและพนักงานที่เกี่ยวข้อง

ตอบแทนแผ่นดิน 'วปอ.66' ใจใหญ่! ควัก 4 แสนหนุนภารกิจชายแดน–สาธารณสุข

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) กรุงเทพฯ นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 66 จัดพิธีมอบเงินรายได้จากการแสดงคอนเสิร์ตการกุศล 'The SixTysix' รวม 400,000 บาท สนับสนุนภารกิจความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา และงานด้านสาธารณประโยชน์

โดยมี ดร.วิกร ภูวพัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้แทนนักศึกษา วปอ.66 เป็นตัวแทนส่งมอบเงินให้ 4 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิองค์กรทำดี (บุ๋ม–ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) รับ 100,000 บาท พัฒนาพื้นที่ชายแดนกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) รับ 100,000 บาท จัดหาอุปกรณ์จำเป็นให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจที่ปราสาทตาควายกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.) รับ 100,000 บาท เสริมศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ชายแดน และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ (กองทัพภาค 2) รับ 100,000 บาท จัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วย

ดร.วิกร เปิดเผยว่า การส่งมอบเงินครั้งนี้เป็นหนึ่งในพันธกิจ “ตอบแทนแผ่นดิน” ของ วปอ.66 ที่มุ่งสร้างคุณูปการต่อชาติ ทั้งด้านความมั่นคง การสนับสนุนกำลังพล และการช่วยเหลือสาธารณสุข สะท้อนคติประจำรุ่น “สามัคคีมีความสุข” และเจตนารมณ์แน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทางการแพทย์ให้ รพ.เทพา จ.สงขลา ช่วยเสริมศักยภาพการรักษา ผู้ป่วยและฟื้นฟูระบบสาธารณสุข หลังวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่

(1 ธ.ค. 68) บีไอจี ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ส่งมอบออกซิเจนทางการแพทย์ให้แก่ โรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อช่วยเสริมศักยภาพการรักษาผู้ป่วยและฟื้นฟูระบบสาธารณสุขหลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในจังหวัดสงขลาและพัทลุงอย่างรุนแรง

นางอรลา เจริญลาภ Chief Finance Officer บีไอจี กล่าวว่า “บีไอจีตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาพยาบาลในภาวะวิกฤติที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรสำคัญอย่างออกซิเจนทางการแพทย์ เราได้ระดมกำลังและดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจัดส่งออกซิเจนให้กับโรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) อย่างเร่งด่วน เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะโรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและเสริมความพร้อมของระบบสาธารณสุข”

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบีไอจีในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤต พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย โดยจะประสานงานกับบุคลากรของโรงพยาบาลเพื่อให้การจัดส่งออกซิเจนเป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อความต้องการ และให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้โดยเร็วที่สุด
 

อสม.ชี้ถูกใช้ทางการเมือง 'ชวน หลีกภัย' ตั้งคำถาม อสม.ถูกใช้เครื่องมือ โครงสร้างกระจายอำนาจทำงานทับซ้อน อสม. ยังเป็นกลไกหลักด้านสาธารณสุข เสี่ยงถูกมองเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น

เมื่อ “อสม.” หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ชวน หลีกภัย นักการเมืองอาวุโส พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนเปิดประเด็น ว่า อสม.ถูกพรรคการเมืองบางพรรคใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา และยังรวมไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำลังถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานประสานกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า บทบาทของ อสม. ที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน และโครงสร้างการทำงานแบบปัจจุบันเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง อสม. แตกต่างจากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เข้มข้นเหมือนตำแหน่งฝ่ายปกครองท้องที่ ภาพลักษณ์ของ อสม. ในสายตาชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยังเป็นด้านบวก เนื่องจากบทบาทหลักคือการทำงานด้านสุขภาพชุมชน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ดูแลข้อมูลสุขภาพของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารด้านสาธารณสุขในระดับหมู่บ้าน

ลักษณะการทำงานของ อสม. ยังเป็นระบบที่มีการประสานงานแบบ “รวมศูนย์” และทำงานเป็นทีมในระดับตำบลหรืออำเภอ การเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงมักรับรู้กันในเครือข่ายทั้งหมด ไม่ได้เป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำเหมือนองค์กรอิสระทั่วไป

โดยโครงสร้างเดิม อสม. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงสาธารณสุข และมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อมีนโยบายกระจายอำนาจให้บางจังหวัด โอนย้าย รพ.สต. ไปอยู่ภายใต้การกำกับขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ความซับซ้อนก็เริ่มเกิดขึ้นทันที
อสม.เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือไม่…?

สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่และผู้อำนวยการ รพ.สต. บางแห่งต้องโอนย้ายไปสังกัด อบจ. ขณะที่ อสม. ยังสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม ทำให้เกิดสภาพ “คนละสังกัด แต่ต้องทำงานร่วมกัน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในทางปฏิบัติ อสม. ถือเป็นกำลังสำคัญหรือ “แขนขา” ของ รพ.สต. ในการทำงานกับชุมชน

ช่องว่างของโครงสร้างนี้เอง ที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อาจกลายเป็นพื้นที่ให้การเมืองท้องถิ่นเข้ามามีอิทธิพลต่อเครือข่าย อสม. ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจเข้มแข็ง

เหตุผลสำคัญคือ อสม. เป็นกลุ่มบุคคลที่มี ฐานข้อมูลประชากรในพื้นที่ละเอียดที่สุด รู้จักแทบทุกครัวเรือน รู้ข้อมูลทั้งด้านสุขภาพ โครงสร้างครอบครัว และสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้าน การมีเครือข่ายลักษณะนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองทางการเมือง

ยิ่งในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “โซนบ้านใหญ่” ซึ่งตระกูลการเมืองหนึ่งสามารถครอบครองตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับพร้อมกัน เช่น นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นายก อบจ. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย

เมื่อโครงสร้างการทำงานของ อสม. ต้องประสานกับ รพ.สต. ที่อยู่ภายใต้การกำกับของนักการเมืองท้องถิ่น ขณะที่ตัว อสม. เองยังอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข จึงเกิดภาวะ “กึ่งราชการ กึ่งการเมือง” โดยไม่ตั้งใจ

ผลลัพธ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ เครือข่าย อสม. บางพื้นที่อาจถูกดึงเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่การเป็นผู้ประสานงานในชุมชน ไปจนถึงการถูกมองว่าเป็น เครือข่ายหัวคะแนน ในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า อสม. ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่คือ โครงสร้างการบริหารแบบปัจจุบันกำลังเปิดช่องให้บทบาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยปริยายหรือเปล่า

หากปล่อยให้ความคลุมเครือนี้ดำรงอยู่ต่อไป ภาพลักษณ์ของ อสม. ซึ่งเคยเป็นกลไกด้านสาธารณสุขที่ได้รับความเชื่อถือจากชุมชน อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

และท้ายที่สุด ประเด็นนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ อสม. เท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของระบบบริหารท้องถิ่นไทย ที่โครงสร้างหลายส่วนกำลัง “ซ้อนทับกัน” ระหว่างอำนาจของรัฐส่วนกลางกับการเมืองท้องถิ่นอย่างแยกไม่ออก

พระกรุณาธิคุณต่อผู้ป่วยมะเร็ง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ จัดสรรยาอิมครานิบ 690,000 เม็ด แก่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ หนุนบริการสาธารณสุขทั่วไทยพัฒนา

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปพระราชทาน “รางวัล
ศรีสวางควัฒน” ประจำปี ๒๕๖๘ และพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้า “อิมครานิบ ๑๐๐” จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปในพิธีพระราชทาน “รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ แก่หน่วยงานสาธารณสุขที่มีความเป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์ และพิธีพระราชทานยารักษาโรคมะเร็ง “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ ๖๙ พรรษา” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น ๓ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข , นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จฯ โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ ดร.ฐากูร พานิช รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กราบทูลรายงานการจัดโครงการฯ และเบิกผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุขเข้ารับพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ตามลำดับ

โครงการ “รางวัลศรีสวางควัฒน” เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย  เพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และสืบสานพระปณิธานในการส่งเสริมให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ พัฒนาการบริการที่มีประสิทธิภาพแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในทุกท้องถิ่นห่างไกลให้มีโอกาสเข้าถึงการบริบาลด้านสาธารณสุขด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมีคุณภาพและได้มาตรฐาน จัดขึ้นครั้งแรกในปี ๒๕๖๔ และดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยดำเนินการสรรหาและคัดเลือกหน่วยงานบริการด้านสาธารณสุขที่ให้บริการทางการแพทย์อย่างมีมาตรฐานทุกระดับ ซึ่งมีความทุ่มเทในการพัฒนาระบบบริการประชาชนที่เป็นเลิศ อุทิศตนในการปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ อุตสาหะ และทุ่มเท เป็นรางวัลอันทรงคุณค่า เป็นเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีขององค์กรสาธารณสุข มอบให้แก่หน่วยงานที่สืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน อันเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่องค์กรท่างการแพทย์และการสาธารณสุข ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้แก่องค์กรสาธารณสุขอื่นที่ดำเรงการพัฒนาในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดอันจะเกิดแก่ประชาชนต่อไป

สำหรับรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ได้แบ่งการสรรหาสถานพยาบาลออกเป็น ๔ ประเภท โดยมีหน่วยงานที่ได้เข้ารับพระราชทานรางวัล จำนวน ๑๒ หน่วยงาน แบ่งตามประเภทรางวัล ดังนี้
๑. ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ และ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพศ.) ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
๒. ประเภทโรงพยาบาลทั่วไปและ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพท.) ได้แก่ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส
๓. ประเภทโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพช.) ได้แก่ โรงพยาบาลทรายทองวัฒนา อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร
๔ ประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้แก่ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทราชินี ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

และรางวัลสำหรับโรงพยาบาล ๘ แห่ง ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย แบ่งตามประเภทโรงพยาบาล ประกอบด้วย ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ (ระดับ รพศ.) ได้แก่ โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และโรงพยาบาลชลบุรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ประเภทโรงพยาบาลทั่วไป (ระดับ รพท.) ได้แก่ โรงพยาบาลสุโขทัย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย และโรงพยาบาลมะการักษ์ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีประเภทโรงพยาบาลชุมชน (ระดับ รพช.) ได้แก่ โรงพยาบาลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และโรงพยาบาลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้แก่ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี และสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลบ้านคลองพลู อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี จากนั้นทรงมีพระดำรัส แก่บุคลากรด้านสาธารณสุขที่เข้าร่วมพิธีพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒนในครั้งนี้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการมุ่งมั่นปฏิบัติงานด้วยความอุตสาหะและทุ่มเทเพื่อประโยชน์สูงสุดอันเกิดแก่ประชาชนสืบไป

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เข้าเฝ้ารับพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด อิมครานิบ ๑๐๐ ในพิธีพระราชทานยารักษาโรคมะเร็ง “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ ๖๙ พรรษา” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นับเป็นการหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยอย่างเท่าเทียม จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสฉายพระรูปร่วมกับคณะกรรมการโครงการและผู้ที่ได้รับพระราชทาน“รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ และคณะผู้บริหาร บุคลากรโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวม ๓ ชุด และทอดพระเนตรการจัดแสดงนิทรรศการผลงานของโรงพยาบาลที่ได้รับพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตามลำดับ

อนึ่ง ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงประจักษ์แจ้งว่า “สุขภาวะของประชาชน” คือรากฐานสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ ทรงมีพระนโยบายมุ่งมั่นสถาปนาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้เป็นเสาหลักแห่งการสาธารณสุขของชาติ ผนวกกับพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการเภสัชกรรม จึงได้ทรงสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาให้สามารถต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมและทรงก่อตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ที่พระตำหนักพิมานมาศ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ เพื่อเติมเต็มนิเวศวิจัยการแพทย์ การเภสัชกรรม และมะเร็งวิทยาให้สมบูรณ์อย่างยั่งยืน โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยาตามมาตรฐานสากล (PIC/s GMDP) มีศักยภาพด้านการวิจัยทางเภสัชกรรมสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาต่อยอดเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้มียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ พระกรุณาธิคุณนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาองค์ความรู้ เสริมทักษะความชำนาญในการพัฒนาตำรับ การผลิต การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ การทดสอบทางเภสัชวิทยา และการขึ้นทะเบียนยารักษาโรคมะเร็งให้แก่บุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้อง สนองแนวพระดำริในการเพิ่มขีดความสามารถด้านเภสัชอุตสาหการ และเทคโนโลยีเภสัชกรรมแก่ประเทศไทยให้พร้อมรองรับการวิจัย และการผลิตยารักษาโรคมะเร็ง นับเป็นการสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งทุกรูปแบบ โดยยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส เป็นหนึ่งในยาที่ทรงสนพระทัยเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง มีอาการข้างเคียงต่ำ ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด เป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาอย่างกว้างขวาง สำหรับยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ ๑๐๐" ถือเป็นยามะเร็งมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ และได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีนวัตกรรมไทย เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙ ด้วยน้ำพระทัยที่ทรงห่วงใยในพสกนิกรเป็นอเนกประการ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จึงทรงมีพระวินิจฉัยพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้า อิมครานิบ ๑๐๐ (IMCRANIB 100) จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคร้ายอย่างทั่วถึง ทรงหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยแก่ประชาชนชาวไทยอย่างเท่าเทียม ขจัดซึ่งอุปสรรคด้านเศรษฐานะ เพื่อให้พสกนิกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นดังพระปณิธานอันแน่วแน่ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1448179180677748&id=100064570394286&rdid=qmfSPTkaFVIKH5Un#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top