Saturday, 5 April 2025
สหรัฐอเมริกา

'เพจเจอร์' ระเบิดทั่ว 'เลบานอน' ดับ 11 เจ็บเกือบ 4,000 ราย ด้านอิสราเอลยังเงียบ ส่วนสหรัฐฯ ออกตัวปัดเอี่ยวทันที

(18 ก.ย. 67) เอเอฟพี รายงานว่า สหรัฐฯ ออกมายืนยันว่าพวกเขาไม่ทราบล่วงหน้าและไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุเพจเจอร์ที่ใช้งานโดยพวกนักรบฮิซบอลเลาะห์ เกิดระเบิดทั่วเลบานอน พร้อมเรียกร้องอิหร่านอดทนอดกลั้นอย่าคิดตอบโต้

พวกนักรบฮิซบอลเลาะห์ ประกาศกร้าวว่าจะแก้แค้นอิสราเอล หลังกล่าวหารัฐยิวเป็นคนจุดชนวนเพจเจอร์จำนวนมากครั้งใหญ่ทั่วเลบานอนในวันอังคาร (17 ก.ย.) สังหารผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บกว่า 4,000 คน ในนั้นรวมถึงพวกนักรบและผู้แทนทูตอิหร่านประจำกรุงเบรุต และในนั้น 400 รายอาการสาหัส

แมตธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่า "ผมบอกกับคุณได้ว่า อเมริกาไม่เกี่ยวข้อง อเมริกาไม่ทราบเหตุการณ์นี้ล่วงหน้า และ ณ เวลานี้เราอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล"

มิลเลอร์ ปฏิเสธข้อสงสัยในวงกว้างว่าเหตุระเบิดลงมือโดยอิสราเอล ซึ่งยิงปะทะกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์แทบทุกวัน นับตั้งแต่กลุ่มนักรบฮามาส พันธมิตรของฮิซบอลเลาะห์ บุกจู่โจมจากฉนวนกาซาเล่นงานอิสราเอล แบบไม่คาดคิด เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมปีก่อน ซึ่งกระตุ้นให้ อิสราเอลเปิดปฏิบัติการแก้แค้นรุกรานกาซา สังหารผู้คนไปแล้วกว่า 41,000 ราย

เหตุระเบิดมีขึ้นหลายสัปดาห์ หลังจากสหรัฐฯ ดำเนินการด้านการทูตแบบลับ ๆ ในความพยายามสกัดการเอาคืนครั้งใหญ่ของอิหร่านที่เล็งเป้าเล่นงานอิสราเอล แก้แค้นให้ อิสมาอิล ฮานิเยห์ ผู้นำการเมืองของฮามาส ที่ถูกลอบสังหารระหว่างอยู่ในกรุงเตหะราน และกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของอิสราเอล

มิลเลอร์ กล่าวว่าสารที่สหรัฐฯ ส่งถึงอิหร่านยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง "เราเรียกร้องอิหร่านอย่าใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ใด ๆ ในความพยายามบ่อนทำลายเสถียรภาพเพิ่มเติม และเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคให้มากไปกว่านี้อีก"

ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน อามอส ฮอชสตีน ทูตระดับสูงของสหรัฐฯ ได้พบปะกับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และพวกเจ้าหน้าที่อิสราเอลคนอื่น ๆ ในขณะที่เขาหาทางสกัดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน

"เราต้องการเห็นการแก้ปัญหาด้วยวิธีการด้านการทูต ในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์" มิลเลอร์ระบุ "เราอยากเห็นชาวบ้านอิสราเอลหลายหมื่นคนที่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานออกจากบ้าน และชาวอิสราเอลหลายหมื่นคนที่ต้องพลัดถิ่นออกจากบ้าน สามารถกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนได้"

อย่างไรก็ตาม มิลเลอร์ บ่งชี้ว่า ฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งถูกสหรัฐฯ มองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย เป้าที่โจมตีได้โดยไม่ผิดกติกา แต่เขาไม่ยืนยันว่าอิสราเอลเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ "สมาชิกก่อการร้ายของเครือข่ายก่อการร้ายเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมสำหรับประเทศต่าง ๆ ที่เปิดปฏิบัติการกับพวกเขา"

‘เมตา’ ออกแถลงการณ์แบน ‘สื่อรัสเซีย’ หลัง ‘สหรัฐฯ’ อ้างตัวทำเป็นหน่วยสอดแนม

(18 ก.ย. 67) เมตา (Meta) บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่เจ้าของเฟซบุ๊ก (Facebook) ได้ออกประกาศเมื่อวันจันทร์ (16 ก.ย.67) ว่า ทางบริษัทกำลังแบน RT ซึ่งเป็นสื่อของรัสเซีย หลังจากที่คณะบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวหาว่า RT เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยสอดแนมรัสเซีย

โดยทางด้านโฆษกของเมตา ได้ระบุในแถลงการณ์ว่า “หลังจากพิจารณาโดยละเอียดแล้ว เราได้เพิ่มการบังคับใช้มาตรการ ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้ต่อสื่อต่าง ๆ ของรัสเซีย โดย Rossiya Segodnya, RT และสื่ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องถูกแบนจากแอปของเราทั่วโลก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงกิจการต่างประเทศ”

สำนักข่าวซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่คณะบริหารของ ปธน.ไบเดนประกาศมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.ย. 67) ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รายหนึ่ง เรียกสื่อดังกล่าวว่าเป็น ‘สมาชิกเต็มตัวของหน่วยข่าวกรองและการปฏิบัติการของรัฐบาลรัสเซีย’ สำหรับการสู้รบในยูเครน ก่อนที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะกล่าวหาว่า RT แอบทำสงครามข้อมูลทั่วโลกในนามของหน่วยสอดแนมรัสเซีย

ด้าน เจมส์ โรบิน ผู้ประสานงานศูนย์การมีส่วนร่วมระดับโลก (GEC) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า “RT คือแหล่งรวมโฆษณาชวนเชื่อ ข้อมูลเท็จ และคำโกหกที่เผยแพร่ไปสู่ผู้คนนับล้านหรืออาจถึงพันล้านคนทั่วโลก”

ฟากทางการสหรัฐฯ ระบุว่า คณะบริหารของ ปธน.ไบเดน กำลังดำเนินการคว่ำบาตรสื่อที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐซึ่งกำกับดูแล RT, TV-Novosti และ Rossiya Segodnya ซึ่งเป็นสื่อของทางการ ตลอดจนผู้บริหารอย่าง ดมิทรี คิเซลยอฟ

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้กล่าวหารัสเซียว่า พยายามแทรกแซงการเลือกตั้ง โดยก่อให้เกิดความขัดแย้งและความแตกแยก และในปี 2561 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ประกาศฟ้องชาวรัสเซีย 12 คน ฐานก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ซึ่งมุ่งเป้าที่จะแทรกแซงการเลือกตั้งปี 2559 รวมถึงการแฮกคอมพิวเตอร์ของคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครตและการขโมยอีเมล

F1 ประกาศเชิญน้อง ‘หมูเด้ง’ ไปชมการแข่งขันในปีหน้า ที่อเมริกา ย้ำ!! มาดูให้ได้นะ พร้อมโชว์บัตรวีไอพี มีรูปของน้องด้วย

(22 ก.ย. 67) การเเข่งขันรถสูตร1 โดยฝ่ายจัดการเเข่งขัน F1 ไมอามี่ กรังด์ ปรีซ์ ส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการเชิญ ‘หมูเด้ง’ ลูกฮิปโปชื่อดังไปชมการเเข่งขันประชันความเร็วปีหน้า 

การเเข่งขันดังกล่าวเเข่งที่ที่เมืองไมอามี่ มลรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทวิตเตอร์หรือ X ลงรูป ID card ระดับ VIP ด้วย มีรูปหมูเด้งพร้อมพร้อมชื่อ เเละเเคปชั่น ‘หมูเด้ง’ นี่คือคำเชิญอย่างเป็นทางการ มาดูเเข่งปีหน้านะ

ไมอามี่ กรังด์ ปรีซ์ ครั้งล่าสุด จบไปเป็นที่เรียบร้อย เเข่งไปเมื่อวันที่ 3-6 พฤษภาคม ส่วนในปีหน้าก็จะเเข่งช่วงเวลาเดียวกัน ทีนี้ต้องมาดูกันว่าถ้าหมูเด้งไปจริง จะเสียค่าเดินทางเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นเจ้าตัวจะมีอายุ 1 ขวบกว่าๆ ตัวใหญ่ขึ้นเเน่นอน

'ไบเดน' เล่นแรง!! อาจไม่ได้แค่ขึ้นภาษีรถ EV จีนเท่านั้น แต่จะสั่ง 'แบนรถ EV จีน' ทั้งหมดไม่ให้เข้าอเมริกาเลยซักคัน

เมื่อวานนี้ (23 ก.ย. 67) สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เสนอแผนห้ามใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของจีนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะมีผลให้รถยนต์ไฟฟ้าจากแทบทุกบริษัทในประเทศจีนไม่สามารถเข้ามาแข่งขันในสหรัฐฯ ได้

ข้อเสนอกฎเกณฑ์ใหม่นี้ยังรวมถึงการบังคับให้บริษัทรถยนต์อเมริกันและต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในสหรัฐฯ ต้องถอดซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของจีนออกจากรถยนต์ที่ขายในตลาดอเมริกาด้วย

ข้อห้ามใหม่นี้รวมถึงการไม่อนุญาตให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติบนถนนในสหรัฐฯ และยังครอบคลุมถึงการใช้ระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของต่างชาติที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเป็นศัตรู เช่น รัสเซีย ด้วย

รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ จีนา ไรมอนโด กล่าวว่า "เมื่อประเทศฝ่ายตรงข้ามผลิตซอฟต์แวร์สำหรับยานพาหนะ นั่นหมายความว่าจะสามารถใช้ในการสอดส่อง และการควบคุมระยะไกล ซึ่งเป็นภัยคุกคามความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้รถยนต์ชาวอเมริกัน"

และว่า "ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ศัตรูต่างชาติอาจปิดการทำงานหรือเข้าควบคุมยานพาหนะทั้งหมดของพวกเขาที่อยู่ในสหรัฐฯ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะนำไปสู่อุบัติเหตุ หรือปัญหาจราจรครั้งใหญ่ได้"

ที่ผ่านมา รัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน แสดงความกังวลต่อการเก็บข้อมูลผู้ใช้รถยนต์และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ผ่านรถยนต์ที่เชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ของบริษัทจีน รวมทั้งความเป็นไปได้ที่ต่างชาติอาจแทรกแซงการทำงานของยานพาหนะที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและระบบการนำทางของรถยนต์ในสหรัฐฯ

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทำเนียบขาวได้สั่งการให้ดำเนินการสืบสวนความเสี่ยงที่ว่านี้ และเมื่อต้นเดือนกันยายน รัฐบาลไบเดนยังประกาศใช้อัตราภาษีระดับสูงต่อสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งรวมถึงภาษี 100% สำหรับรถไฟฟ้า แบตเตอรีไฟฟ้า และแร่ธาตุสำคัญจากจีน

ปัจจุบัน มีรถยนต์หรือรถกระบะของจีนเพียงไม่กี่รุ่นที่ขายในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งทาง รมต.ไรมอนโด ระบุว่า กฎเกณฑ์ใหม่นี้จะนำมาใช้ก่อนที่รถยนต์หรือชิ้นส่วนรถยนต์จากจีนและรัสเซียจะถูกใช้แพร่หลายในอเมริกามากขึ้น ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงอย่างมากเมื่อถึงเวลานั้น

ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงทำเนียบขาว เจค ซัลลิแวน แถลงเช่นกันว่า "เนื่องจากความเป็นไปได้ที่จะมียานพาหนะนับล้านคันบนถนน (ในอเมริกา) และแต่ละคันมีอายุการใช้งาน 10-15 ปี ทำให้ความเสี่ยงของการก่อปัญหาหรือก่อวินาศกรรมเพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย"

สำหรับข้อเสนอใหม่นี้ ในส่วนของซอฟต์แวร์จะเริ่มมีผลบังคับใช้กับรถยนต์รุ่นปี 2027 ส่วนฮาร์ดแวร์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2029 หรือรถยนต์รุ่นปี 2030

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ยืนยันว่า กฎเกณฑ์ใหม่จะครอบคลุมถึงการห้ามขายรถกระบะและรถบรรทุกจากจีนทั้งหมดในอเมริกา ยกเว้น "ได้รับการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ" เท่านั้น นอกจากนี้จะไม่รวมถึงยานพาหนะที่ใช้ในภาคการเกษตรหรือการทำเหมือง

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ให้เวลา 30 วันสำหรับการรับฟังความเห็นของสาธารณชนในเรื่องนี้ และตั้งเป้าว่าจะสรุปขั้นสุดท้ายภายในวันที่ 20 ม.ค. ปีหน้า

เมื่อเดือนที่แล้ว สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน วิจารณ์แผนดังกล่าวของสหรัฐฯ ว่า "จีนขอให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามหลักการตลาดและกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งสร้างการแข่งขันอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกบริษัทจากทุกประเทศ ขณะที่จีนจะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายเช่นกัน"

ด้านสมาคมเพื่อนวัตกรรมรถยนต์ ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ผลิตรถยนต์หลายบริษัทในอเมริกา รวมทั้ง เจเนรัลมอเตอร์ส โตโยต้า ฮุนได และโฟล์คสวาเกน เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องใช้เวลา พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ต่างพัฒนาในหลายประเทศ รวมถึงจีนด้วย

🔍ชวนส่องประเทศไหนเป็น ‘ผู้นำ’ ในการวิจัย AI กันนะ??

‘Center for Security and Emerging Technology at Georgetown University’ เปิดเผยรายชื่อประเทศ ‘ผู้นำ’ ในการวิจัย AI โดยประเทศที่มีจำนวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่มีการเผยแพร่ระหว่างปี 2556-2566 ได้แก่ ประเทศจีน จำนวน 557,326 ผลงาน รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา จำนวน 354,042 ผลงาน ส่วนจะมีประเทศใดติดโผอีกบ้าง มาดูกัน!!
 

'หวังอี้' เดือด!! ซัดสหรัฐฯ ต่อหน้า 'บลิงเคน' ถึงท่าทีที่มีต่อจีน ชี้!! ด้านหนึ่งทำตัวกดดันจีน อีกด้านกลับมาขอความร่วมมือ

(28 ก.ย.67) TNN World รายงานว่า เมื่อวานนี้ (27) นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้กล่าวว่า สหรัฐฯ ควรหยุดตี 2 หน้ากับจีน ระหว่างการหารือ นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่ UNGA ที่นครนิวยอร์ก

หวัง กล่าวต่อบลิงเคนว่า "ขอให้สหรัฐฯ หยุดตี 2 หน้ากับจีน คือ ด้านหนึ่งพยายามควบคุม ปิดล้อมและกดดันจีน แต่อีกด้านหนึ่งกลับพูดคุยและขอความร่วมมือกับจีนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น"

แทนที่จะทำเช่นนั้น หวัง กล่าวว่า "สหรัฐฯ ควรกำหนดนโยบายเกี่ยวกับจีน และจัดการสัมพันธ์ทวิภาคี 2 ประเทศ จากการมีความเข้าใจและรับรู้เกี่ยวกับจีนอย่างมีเหตุมีผล และหาหนทางที่ถูกต้องในการสัมพันธ์กับจีน"

ในประเด็นไต้หวัน หวัง กล่าวว่า "หากสหรัฐฯ หวังจะเห็นสันติภาพและเสถียรภาพระหว่าง 2 ฟากฝั่งของช่องแคบไต้หวันอย่างแท้จริงแล้ว สหรัฐฯ ควรยึดถือในหลักการจีนเดียว ปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมจีน-สหรัฐฯ 3 ฉบับ หยุดติดอาวุธไต้หวัน คัดค้านการเป็นอิสระของไต้หวันอย่างเปิดเผย และสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติของจีนกับไต้หวัน"

นอกจากนั้น หวัง เผยอีกว่า จีนคัดค้านสหรัฐฯ ที่ปราบปรามทางการค้าและเทคโนโลยี จีนไม่มีวันยอมรับการชี้นิ้วกล่าวโทษด้วยการพร่ำสอนเรื่องสิทธิมนุษยชน และสหรัฐฯ ควรแทรกแซงกิจการภายในของจีนให้น้อยลงภายใต้ข้ออ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน

เมื่อพูดเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ หวัง กล่าวว่า จีนยังคงยึดมั่นแก้ไขความแตกต่างในประเด็นนี้ ผ่านการพูดคุยและหารือกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น สหรัฐฯ ไม่ควรกระพือปัญหาในทะเลจีนใต้ หรือบ่อนทำลายความพยายามของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ ในการปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่นี้

เมื่อพูดเกี่ยวกับยูเครน หวัง ยืนยันว่า จุดยืนจีนนั้นเปิดเผย คือจีนยึดมั่นในการส่งเสริมการเจรจาสันติภาพ และจีนได้ใช้พยายามจะที่ช่วยให้ปัญหายูเครนยุติลงอย่างสันติ สหรัฐฯ ควรหยุดให้ร้าย หรือทำให้จีนเป็นแพะรับบาป หรือออกมาตรการคว่ำบาตรจีนตามอำเภอใจในประเด็นนี้ รวมถึงให้หยุดใช้ประเด็นนี้ สร้างความรู้สึกต่อต้าน และยุยงให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างค่ายด้วย

‘อิหร่าน’ ออกประณาม!! มาตรการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมน้ำมันของ ‘สหรัฐอเมริกา’ ชี้!! ‘ผิดกฎหมาย-ไม่ยุติธรรม’ ทั้งยังทำให้อิสราเอลได้ใจ เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ต่อไป

(14 ต.ค. 67) ในแถลงการณ์ของ ‘เอสมาอิล บาเกอี’ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้กล่าวปกป้องการโจมตีอิสราเอลของอิหร่านว่า เป็นการกระทำที่ ‘ถูกกฎหมาย’ และยืนกรานว่า อิหร่านมีสิทธิตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรใหม่ พร้อมกับประณามการคว่ำบาตรของสหรัฐอย่างรุนแรง โดยบอกว่าเป็นการดำเนินงานที่ ‘ผิดกฎหมายและไม่ยุติธรรม’

เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ (11 ต.ค.) ที่ผ่านมา สหรัฐลงโทษอิหร่านด้วยการออกมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 1 ต.ค.

ด้านกระทรวงการคลังสหรัฐ รายงานว่า หน่วยงานมุ่งเป้าออกมาตรการคว่ำบาตรไปที่กองเรือมืดของอิหร่านที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายน้ำมันอิหร่าน ซึ่งถือเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรที่มีอยู่

กระทรวงฯระบุว่า ได้ออกข้อกำหนดให้บริษัทอย่างน้อย 10 แห่ง และเรืออย่างน้อย 17 ลำ เป็น ‘สินทรัพย์ที่ถูกปิดกั้น’ เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีของอิหร่าน

นอกจากนี้ยังได้ประกาศออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อธุรกิจ 6 ราย และเรือ 6 ลำ เนื่องจากมีส่วนร่วมในการทำธุรกรรมที่สำคัญสำหรับการซื้อ การขาย การขนส่ง หรือการตลาดของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมีจากอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม บาเกอี บอกว่า นโยบายที่เป็นภัยคุกคามและสร้างแรงกดดันมากที่สุดนี้ ไม่มีผลกระทบต่อเจตจำนงของอิหร่านที่ต้องการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ผลประโยชน์ของชาติ และประชาชน และว่า การคว่ำบาตรจะอาจทำให้อิสราเอลสังหารผู้บริสุทธิ์ได้ต่อไป ทั้งยังเป็นภัยคุกคามต่อความสงบ และความสามัคคีของภูมิภาคและของโลก

ทั้งนี้ มาตรการคว่ำบาตรใหม่มีขึ้นขณะที่โลกกำลังจับตาดูการตอบโต้ของอิสราเอลต่อการโจมตีของอิหร่าน และมีขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสู่ระดับสูงสุดตั้งแต่เดือน ส.ค.

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้แนะให้อิสราเอลหลีกเลี่ยงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ขณะที่อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาเตือนเมื่อวันอังคาร (8 ต.ค.) ว่า หากมีการโจมตีใด ๆ เกิดขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานในอิหร่าน อิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรงมากขึ้น

‘แพนทากอน’ เตรียมส่ง THAAD พร้อมทหารอเมริกัน เสริมกำลังให้ ‘อิสราเอล’ ย้ำชัด!! ‘สหรัฐฯ’ พร้อมอยู่เคียงข้าง ในการต่อสู้กับภัยคุกคาม จากอิหร่าน

(14 ต.ค. 67) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ เตรียมที่จะจัดส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศในบรรยากาศระดับสูง หรือ THAAD พร้อมระบบต้านขีปนาวุธ และ กองกำลังทหารอเมริกัน ผนึกกำลังกองทัพอิสราเอล ต้านภัยการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน 

โดยนายพล แพท ไรเดอร์ โฆษกประจำแพนทากอน กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลอยด์ ออสติน ได้รับคำสั่งตรงจาก ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ให้จัดส่งระบบป้องกันขีปนาวุธอันล้ำสมัยของสหรัฐไปเสริมกำลังให้ฝ่ายอิสราเอลทันที ซึ่งความเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐในวันนี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯพร้อมยืนอยู่เคียงข้างอิสราเอลในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากอิหร่าน หลังจากที่เตหะรานตัดสินใจยิงขีปนาวุธกว่า 180 ลูกโจมตีกรุงเทล-อาวีฟ ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา

การส่งกำลังทหารไปยังอิสราเอล ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติที่จะเกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับสหรัฐอเมริกา ยกเว้นการซ้อมรบร่วมของ 2 ชาติ แต่ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯครั้งนี้ ทางแพนทากอนกล่าวว่า เป็นการปรับเปลี่ยนแผนการครั้งใหม่เพื่อสนับสนุนอิสราเอลและปกป้องพลเมืองสหรัฐฯ จากเมื่อหลายเดือนก่อน ที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งทหารอเมริกันไปช่วยเหลืออิสราเอลในการป้องกันเรือรบและการโจมตีทางอากาศในตะวันออกกลางมาก่อนแล้ว แต่นั่นเป็นการตั้งกองหนุนนอกพรมแดนอิสราเอลเท่านั้น

ด้าน พ.ต.ท. นาดาฟ โชชานี โฆษกกองทัพอิสราเอล ได้ออกมาขอบคุณสหรัฐฯ ที่ส่งระบบต้านขีปนาวุธมาสนับสนุนอิสราเอล แม้ยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าระบบ THAAD จะถูกส่งมาถึงอิสราเอลเมื่อใดก็ตาม

THAAD เป็นของระบบป้องกันทางอากาศแบบหลายชั้น ที่มีความสำคัญในกองทัพสหรัฐฯ อีกทั้งยังเพิ่มระบบการป้องกันต่อต้านขีปนาวุธของอิสราเอลที่น่าเกรงขามอยู่แล้วให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก

โดยปกติแล้ว THAAD ต้องใช้กำลังทหารประมาณ 100 นาย ในการควบคุม สำหรับการปฏิบัติการ โดยระบบจะประกอบด้วยเครื่องยิงที่ติดตั้งบนรถบรรทุกได้ 6 เครื่อง ที่จะมีเครื่องสกัดกั้น 8 ชุดในแต่ละเครื่องยิง และเรดาร์ศักยภาพสูงอีก 1 ตัว 

ด้าน อับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้โพสต์ผ่าน X ว่า สหรัฐฯกำลังทำให้ชีวิตกองทหารของตนอยู่ในความเสี่ยงหากคิดจะส่งพวกเขาไปสนับสนุนกองทัพอิสราเอล ในขณะที่อิหร่านพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง และพร้อมปกป้องประชาชน และ ผลประโยชน์ของอิหร่านเช่นกัน 

ด้านนักวิเคราะห์บอกว่า อิหร่านก็พยายามหลีกเลี่ยงการทำสงครามโดยตรงกับสหรัฐฯ แต่หากรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งกองทหารอเมริกันเข้ามาสนับสนุนอิสราเอลอย่างเต็มตัว ก็จะเป็นตัวแปรสำคัญในสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางที่อิหร่านต้องปรับแผนรับมือใหม่อีกครั้ง 

รวบ ‘ชายพกปืน’ ใกล้เวทีหาเสียง ‘ทรัมป์’ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังมีพิรุธ!! ใช้ ‘ทะเบียนรถปลอม-หนังสือเดินทางปลอม’

(14 ต.ค. 67) สำนักงานนายอำเภอริเวอร์ไซด์เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนียเปิดเผยว่า นายเวม มิลเลอร์ วัย 49 ปีอาศัยอยู่ที่ลาสเวกัส ขับรถเอสยูวีสีดำ ถูกผู้ช่วยนายอำเภอเรียกตรวจเมื่อราว 17.00 น. วันเสาร์ (12 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ทรัมป์ยังไม่ขึ้นเวที

นายแชด เบียนโก นายอำเภอริเวอร์ไซด์เคาน์ตีกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (13 ต.ค.) เชื่อว่า สำนักงานของเขาระงับความพยายามลอบสังหารไว้ได้ แต่ยอมรับว่านี่เป็นเพียง ‘การคาดการณ์’ ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ผู้ต้องสงสัยได้รับการประกันแล้วปล่อยตัวไป อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐบาลกลางกำลังสอบสวนเรื่องนี้

“ที่เรารู้คือเขามีหนังสือเดินทางหลายเล่มใช้ชื่อแตกต่างกัน มีรถไม่ได้จดทะเบียนแต่ใช้ทะเบียนปลอม และอาวุธปืนใส่กระสุนหลายกระบอก ผมเชื่อจริงๆ ว่าเราป้องกันเหตุพยายามลอบสังหารไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง” นายอำเภอกล่าว

นายมิลเลอร์ถูกตั้งข้อหาคดีอาญาสองกระทงทั้งครอบครองอาวุธปืนใส่กระสุนและกระสุนปืนสมรรถนะสูง แต่ได้รับการประกันตัวไปด้วยวงเงิน 5,000 ดอลลาร์ในวันเสาร์ รอยเตอร์สพยายามติดต่อขอความเห็นในวันอาทิตย์ยังติดต่อไม่ได้

สำนักงานนายอำเภอเผยด้วยว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลต่อความปลอดภัยของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ หรือผู้เข้าร่วมงาน

สำนักงานอัยการลอสแองเจลิสแถลงผ่านเว็บไซต์ในทำนองเดียวกันโดยอ้างหน่วยงานองครักษ์พิทักษ์ประธานาธิบดีว่า ทรัมป์ไม่มีอันตราย หน่วยงานรัฐบาลกลางกำลังสอบสวนเหตุและยังไม่ได้จับกุมใคร

ทรัมป์เคยรอดตายหวุดหวิดจากเหตุถูกมือปืนยิงเฉียดใบหูระหว่างหาเสียงในเมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อเดือน ก.ค. ต่อมาในเดือน ก.ย. ชายอีกคนหนึ่งถูกตั้งข้อหาพยายามลอบฆ่าทรัมป์ แต่ถูกองครักษ์พิทักษ์ประธานาธิบดีพบตัวเสียก่อน ขณะผู้ต้องสงสัยถือปืนไรเฟิลหลบซ่อนตัวอยู่ใกล้สนามกอล์ฟปาล์มบีชของทรัมป์ เจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหา

แต่ทั้งสองเหตุการณ์ชวนให้เกิดข้อสงสัยถึงแผนการทำงานและการรับมือขององครักษ์พิทักษ์ประธานาธิบดี

ทั้งนี้ การหาเสียงเมื่อวันเสาร์ของทรัมป์ จัดขึ้นที่หุบเขาโคเชลลาที่โด่งดังเรื่องการจัดเทศกาลดนตรีและศิลปะประจำปี

สหรัฐฯ กุมขมับ!! หลังเอกสารลับสุดยอดโผล่สื่อโซเชียล ยอมรับเป็นของจริง ปูดแผน ‘อิสราเอล’ เตรียมโจมตี ‘อิหร่าน’

(21 ต.ค. 67) รัฐบาลสหรัฐฯ เครียด! เมื่อปรากฏเอกสารลับสุดยอดหลุดออกไปเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียล ที่ระบุชัดว่า อิสราเอลกำลังเตรียมแผนการโจมตีอิหร่าน เพื่อตอบโต้ที่กรุงเทล-อาวีฟ ถูกอิหร่านระดมยิงด้วยขีปนาวุธ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2024 ที่ผ่านมา

โดย ไมค์ จอห์นสัน โฆษกรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อว่า ทางรัฐบาลวอชิงตันมีความกังวล เมื่อทราบว่ามีเอกสารลับสำคัญ 2 ชิ้นที่เอกสารดังกล่าวมาจากสำนักงานข่าวกรองเชิงพื้นที่แห่งสหรัฐอเมริกาและสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ

เอกสารฉบับแรกมีชื่อว่า “อิสราเอล: กองทัพอากาศกำลังเตรียมการโจมตีอิหร่านและดำเนินการฝึกทหารกองใหญ่ครั้งที่ 2"

ส่วนฉบับที่สองชื่อ “อิสราเอล: กองกำลังป้องกันได้เตรียมอาวุธสำคัญ และ อากาศยานไร้คนขับ เกือบสมบูรณ์แล้วสำหรับการโจมตีอิหร่าน" 

ซึ่งเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ระบุวันที่ 16 ตุลาคม 2024 หลังจากนั้นเพียงวันเดียว เอกสารก็ถูกเผยแพร่ลงในสื่อ Telegram ผ่านเพจสำนักข่าวสายอิหร่านในกรุงเตหะราน และที่สำคัญคือ ทางการสหรัฐฯ ยอมรับว่า เอกสารทั้ง 2 ฉบับเป็นของจริง

โดยปกติแล้ว เอกสารลับระดับนี้ จะถูกเผยแพร่เฉพาะแค่ในกลุ่ม “Five Eyes" พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐอเมริกา ที่ประกอบด้วย อังกฤษ, แคนาดา, ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ เท่านั้น

โฆษกสหรัฐฯ กล่าวว่า จะมีการสืบสวนร่วมกันระหว่าง กระทรวงกลาโหม, หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ และ FBI เพื่อตรวจสอบว่าเอกสารลับชิ้นหลุดออกไปได้อย่างไร ไม่ว่ามาจากสมาชิกคนในสำนักหน่วยข่าวกรอง หรือถูกแฮ็ก และใครเป็นคนเผยแพร่เอกสารลับทางออนไลน์เป็นคนแรก

ด้านกองทัพอิสราเอลไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ ที่เกี่ยวกับเอกสารลับสหรัฐฯ ที่พาดพิงถึงแผนปฏิบัติการทหารของตนในอิหร่าน 

ส่วนสื่ออิสราเอลออกมาคาดการณ์ว่า กองทัพอิสราเอลน่าจะใช้ขีปนาวุธ  Blue Sparrow ที่มีพิสัยยิงไกลถึง 2,000 กิโลเมตร และออกปฏิบัติการโจมตีไม่เกินเดือนเมษายนปีหน้า ซึ่งกองทัพอิสราเอลได้มีการทดสอบขีปนาวุธของตนอย่างลับๆมาตลอด เพราะข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของขีปนาวุธถือเป็นความลับสุดยอด ที่จะแพร่งพรายให้ศัตรูล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาด 

แต่จากข้อมูลลับของสหรัฐฯ ที่หลุดออกมา ทำให้เชื่อว่า อิสราเอลไม่น่าจะใช้หัวรบนิวเคลียร์โจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ที่เคยออกมากล่าวว่า สหรัฐอเมริกาไม่สนับสนุนการใช้อาวุธนิวเคลียร์ หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน 

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สงครามในตะวันออกกลางจะยังคงนองเลือดต่อไป แม้ ยาห์ยา ซินวาร์ ผู้นำกองกำลังฮามาสในกาซา จะถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลไปแล้วก็ตาม 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top