Monday, 7 September 2026
สมุนไพร

ปทุมธานี - สสส.ร่วมชุมชนสวนอาหารบ้านพักผ่อน จัดโครงการบริโภคอย่างปลอดภัยเรียนรู้อาหารสมุนไพร สู้โควิด-19

เมื่อวันที่ 18 คุลาคม 2564 ที่ลานจัดกิจกรรมสวนอาหารบ้านพักผ่อน ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี ดร.ณัจยา แก้วนุ้ย ผจก.โครงการส่งเสริมอาหารปลอดภัยฯ / ดร.วิฑูร อินทร์จันทร์ นายวิชัย ขุนศรี ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลหลักหก / กำนันเพ็ญใจ จันทร์หอมกุล เลขาฯนายกเทศมนตรีตำบลบ้านใหม่ / ผู้ใหญ่ธนพร อิษฎานนท์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่1 ตำบลหลักหก / นายนพนรรจ์ จันทร์หอมกุล เจ้าของสวนอาหารบ้านพักผ่อน / นางสาวอรวีร์ หินแดง ผู้จัดการสวนอาหารบ้านพักผ่อน  พร้อมด้วยประชาชนในชุมชน 40 คน ร่วมกับ สำนักกองทุนส่งเสริมสุขภาพ(สสส.)จัดโครงการบริโภคอย่างปลอดภัยเรียนรู้อาหารสมุนไพรสู้โควิด-19 จังหวัดปทุมธานี โดยมีเครือข่ายประชาคมอาหารเพื่อสุขภาพ จังหวัดปทุมธานี ร่วมรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนในชุมชน ได้หันมาดูแลสุขภาพจากการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย มีประโยชน์ และปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่มีโทษต่อร่างกาย ตามแนววิถีใหม่ แบบ New normal

โดยการรณรงค์ของภาครัฐเพื่อให้ความรู้ กับประชาชนในชุมชน ตลอดจนผู้บริโภคให้ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ สร้างภูมคุ้มกันให้ร่างกายซึ้งจะได้รับความรู้ความเข้าใจมากขึ้นในการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆที่มีการพัฒนา โดยเฉพาะโรคในปัจจุบัน ไวรัสโควิด-19 การรักษาที่ดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการบริโภคอาหารให้เป็นยา ด้วยการใช้สมุนไพรพื้นบ้านซึ้งมีอยู่มากมายในการปรุงอาหาร ร่วมทั้งการใช้ชีวิตประจำวันแบบเว้นระยะห่างล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย ก็จะเป็นอีกส่วยหนึ่งในการระมัดระวังอย่างถูกวิธีไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

กำนันเพ็ญใจ จันทร์หอมกุล เลขาฯนายกเทศมนตรี ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี กล่าว่า ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เป็นพื้นที่สีแดงเสี่ยงโควิด-19 สูง โดยเฉพาะที่ชุมชนหลักหกของเราโควิดระบาดข่อนข้างมากเพราะมีส่วนเชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานคร ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทางชุมชนได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคร้ายโควิด-19 อย่างเข้มข้น รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทาง สสส.เล็งเห็นความสำคัญให้การสนับสนุนมอบความรู้ให้ประชาชนในชุมชนด้วยการส่งเสริมสนับสนุนบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ สร้างภูมคุ้มกันให้ร่างกายซึ้งจะได้รับความรู้ความเข้าใจมากขึ้นในการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคร้ายต่าง ๆ ที่มีการพัฒนา โดยเฉพาะโรค ไวรัสโควิด-19 ซึ้งนอกจากให้องค์ความรู้แล้วยังได้มีการสาธิตการปรุงอาหารด้วยสมุนไพร

อันได้แก่ เมนูผัดฉ่าปลาทับทิมอันอุดมไปด้วยเครื่องเทศนา ๆ ชนิด โดยมีการสาธิตปรุงสด ๆ ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมได้ชิม ส่วนที่เผ็ดร้อนไม่แพ้กันก็เห็นจะเป็นไก่บ้านต้มขมิ้นรสชาดจัดจ้านดับคาวได้เป็นอย่างดี จบคาวตามด้วยหวานก็ยังคงเป็นสมุนไพรอย่างต้มถั่วเขียวใส่ น้ำตาลทรายแดง น้ำขิงและแป๊ะก้วย ช่วยดับเผ็ดรสชาติกลาง ๆ หวานไม่มาก สดชื่น ตบท้ายด้วยน้ำสมุนไพรยอดนิยมซึ้งเป็นสูตรเฉพาะของร้านอาหารบ้านพักผ่อน เป็นน้ำกระชายขาวปั่นสดผสมน้ำผึ้งน้ำมะนาวแช่เย็น ซึ้งทางร้านได้แจกจ่ายสูตรให้ความรู้ประชาชนทั่วไปสามารถไปทำทานที่บ้านได้โดยไม่ยาก จะเห็นได้ว่าสมุนไพรในอาหารของคนไทยคุ้นเคยอยู่แล้วนำกลับมาใหม่ด้วยการรณรงค์อย่างจริงจังก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน นอกจากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติตนแบบ New normal เพราะประชาชนในชุมชนต้องช่วยเหลือตัวเองและต้องอยู่กับเชื้อโรคที่แพร่หลายในขณะนี้ด้วยการทานอาหารเป็นยาเสริมภูมคุ้มกัน

มองโกเลีย - นักศึกษาปริญญาโทชาวมองโกเลีย ปลูดเห็ดสมุนไพร “หญ้าหนอน” สร้างชื่อเสียงระดับโลกได้สำเร็จ!!

อูลานบาตอร์ /มองโกเลีย “Monkhjargal” นักศึกษาปริญญาโทชาวมองโกเลีย สามารถปลูกเห็ดที่มีชื่อเสียงระดับโลกและมีราคาแพงได้สำเร็จ ซึ่งเห็ดนี้เรียกกันว่า “หญ้าหนอน” บนมูลสัตว์ ก้านทะเล buckthorn และเศษเมล็ด ซึ่งอุดมไปด้วยสารยาหลายชนิดและรับประทานได้เช่นกัน

โดย “Monkhjargal” ได้กล่าวว่า “เราต้องปลูกเห็ดที่กินได้และกินเอง อาหารที่เรากินในวันนี้มีสารอาหารต่ำมากดังนั้นสารอาหารที่เราได้รับจากอาหารของเราจึงไม่เพียงพอต่อร่างกายของเรา นั่นเป็นเหตุผลที่เราต้องการปรับปรุงโภชนาการของเรา เพราะเราก็ต้องการที่จะมีสุขภาพที่ดีเช่นกัน ดังนั้นเห็ดที่กินได้จึงกลายเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์สำหรับเรา ก่อนที่เราจะสามารถทำกำไรได้”

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการใช้เห็ดเพื่อสกัดสารสมุนไพรและในอาหารเสริมทางชีวภาพ ยารักษาโรค เครื่องสำอางและแม้แต่ยารักษาสัตว์หลายชนิด

ซึ่ง “Monkhjargal” ตั้งเป้าที่จะรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกเห็ดภายใต้ “ห่วงโซ่คุณค่าเห็ดเพาะเลี้ยง” เพื่อปลุกจิตสำนึกในความสำคัญของเห็ดที่ปลูก เพิ่มผลผลิต และกระชับการทดลองและการวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคและเห็ดสายพันธุ์ใหม่อื่น ๆ

 

‘อภัยภูเบศร’ แนะใช้ ‘สมุนไพร’ ปรับสมดุลร่างกาย ช่วยลดไฟธาตุ ต้านลมแดด - ฮีทสโตรก

(31 มี.ค. 66) ภญ.อาสาฬา เชาวน์เจริญ เภสัชกรชำนาญการ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิตอนกลางวันบางวันสูงถึง 40 องศา และอาจมีความร้อนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และในหลากหลายระบบของร่างกาย รวมถึงโรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก (Heat Stroke) คือ ภาวะที่ร่างกายมีความร้อนสูงมากกว่า 40 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานเกิน 10-15 นาที  และไม่สามารถระบายความร้อนออก หรือขับเหงื่อออกได้ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากอากาศที่ร้อนสูงขึ้น การใช้แรงมาก ๆ ในสภาพอากาศที่ร้อน ซึ่งมีโอกาสทำให้เสียชีวิตได้

ภญ.อาสาฬา กล่าวว่า อาการของโรคลมแดด ที่สามารถสังเกตได้ เช่น ตัวร้อนจัด ผิวสีแดงกว่าปกติ บางรายพบมีผื่นแดง ไม่มีเหงื่อออก ปัสสาวะออกน้อย เวียนศีรษะ มึนงง หายใจเร็ว ใจสั่น อ่อนแรง หน้ามืด เป็นลม แขนขาตะคริว หรือ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ เช่น สับสน เพ้อ พูดไม่ชัดเจน กระสับกระส่าย ชัก ช็อก กล้ามเนื้อลายสลาย อวัยวะต่างๆ เกิดการล้มเหลว เช่น ไตล้มเหลว เซลล์ตับตาย กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย หากพบว่าเริ่มมีอาการควรรีบบรรเทาอาการ โดยการอยู่ที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก นอนราบ ยกขาสูงเล็กน้อย พยายามทำให้เสื้อผ้าระบายอากาศได้ดี ใช้ผ้าเย็น ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว เน้นตามข้อพับ คอ หลัง หากมีสติให้รีบดื่มน้ำสะอาด หากหมดสติควรรีบเรียกรถพยาบาล

‘แนท ไทยพัน’ รังสรรค์เมนู ‘เมี่ยงคำ’ ทำกรรมการทึ่ง ชม!! รสชาติลงตัวมาก  ชี้!! นี่คือเมนูสุดว้าว ทำอาหารไทยด้วยสมุนไพร ให้อร่อยมีชีวิตชีวา

(26 พ.ค.67) ทำถึงอีกครั้ง สำหรับสาวไทย แนท ไทยพัน ผู้เข้าแข่งขันรายการทำอาหารชื่อดังอย่างมาสเตอร์เชฟ ออสเตรเลีย โดยก่อนหน้านี้เธอได้รังสรรค์เมนูสุดว้าว นั่นก็คือ ลาบจิงโจ้ ที่ได้เสียงชมจากกรรมการอย่างล้นหลาม และแรงเชียร์จากผู้ชมทางบ้านด้วย

ล่าสุดทางเฟซบุ๊กของรายการได้เผยแพร่เมนูของแนทอีกครั้ง ซึ่งเป็นเมี่ยงคำ อาหารว่างสมุนไพรของประเทศไทย เธออธิบายจานนี้ให้กรรมการว่า ‘เมนูนี้คือ เมี่ยงคำ เป็นใบพลูไทยห่อด้วยสมุนไพรหลายชนิด’

โดยเมี่ยงคำมี 5 ชิ้น ประกอบด้วยพริกสดพันรอบฐานเมี่ยงคำ และสมุนไพรหลายชนิดที่ถูกห่อเข้าไป รวมถึงตกแต่งจานด้วยหินขนาดเล็กสีดำเพื่อให้อาหารดูมีชีวิตชีวา

หนึ่งในกรรมการกล่าวว่า ในตอนแรกที่ทานเหมือนขาดรสชาติบางอย่างไป แต่ตอนนี้รสชาติมันกลับมาแล้ว

กรรมการอีกคนกล่าวว่า สำหรับฉันมันเหมือนประทัดขนาดเล็ก รู้จักไหม เหมือนขนมปังกรอบขนาดเล็กที่มีไฟ แบบนั้นแหละ (หัวเราะ) มีพลังทำลายล้างสูงมาก และมันน่าทึ่งมาก

'สมศักดิ์' มอบ 7 นโยบายขับเคลื่อน Medical & Wellness Hub พร้อมประกาศเจตนารมณ์ร่วม 4 คณะแพทย์วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ATMPs

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบ 7 นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ สู่ Medical & Wellness Hub จ่อตั้งสำนักงานดูแลโดยเฉพาะ ยกระดับหมอนวดไทยให้เชี่ยวชาญพิศษ 7 กลุ่มอาการ รวมทั้ง 'สมุนไพร-ยา-อาหาร' ของไทย รุกส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ยกระดับมาตรฐานเสริมความงาม อุ้มบุญ ผ่าตัดแปลงเพศกลุ่มต่างชาติ ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ ATMPs พร้อมประกาศเจตนารมณ์ร่วม 4 คณะแพทย์ส่งเสริมวิจัยและพัฒนาเพิ่มการเข้าถึงยา ATMPs ของประชาชน

(19 ก.พ.68) ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพ สู่ Medical & Wellness Hub โดยได้มอบนโยบายต่อผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และการประกาศเจตนารมณ์เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medical Products, ATMPs) ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)

นายสมศักดิ์กล่าวว่า การเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจและสุขภาพ สู่ Medical & Wellness Hub เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของกระทรวงสาธารณสุขปี 2568 เพื่อยกระดับให้เป็นกระทรวงด้านสังคมควบคู่เศรษฐกิจ โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ เพิ่มโอกาสสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและประเทศ ผ่านการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านการแพทย์ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาไทย สมุนไพรไทย ผลิตภัณฑ์สุขภาพ นวดสปา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไปจนถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมสุขภาพและชีวการแพทย์ ซึ่งทั้งหมดต้องมีมาตรฐานและความปลอดภัย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และบริการสุขภาพระดับโลก โดยจะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าวผ่าน 7 นโยบายสำคัญ คือ 1.การจัดตั้ง 'สำนักงานนโยบายและเศรษฐกิจสาธารณสุข (สนศส.)' เป็นหน่วยงานระดับกรม ทำหน้าที่วิเคราะห์ วิจัย และกำหนดนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและการคลังสุขภาพ เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้คุ้มค่า สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และสร้างระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและยั่งยืน

2.ยกระดับภูมิปัญญาไทย คือ นวดไทย โดยพัฒนาหมอนวดไทยให้เชี่ยวชาญพิเศษ 7 กลุ่มอาการ คือ กลุ่มปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Office syndrome), โรคหัวไหล่ติด, โรคนิ้วล็อก, ภาวะกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (ปวดสลักเพชร), หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท, อัมพฤกษ์อัมพาต และกลุ่มระบบสืบพันธุ์ 3.ยกระดับสมุนไพรไทย/ยาไทย อาหารไทย ภายใต้แนวคิด "เจ็บป่วยคราใด คิดถึงยาไทย ก่อนไปหาหมอ" โดยผลักดันการใช้ยาสมุนไพรในระบบหลักประกันสุขภาพ เพิ่มรายการยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติรวม 106 รายการ ปรับระบบบริการผู้ป่วยนอกเพื่อส่งเสริมให้แพทย์สั่งจ่ายยาสมุนไพร 32 รายการใน 10 กลุ่มอาการโรคที่พบบ่อยเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ 10 ส่งเสริมสมุนไพรไทยและอาหารไทยต่างๆ เช่น กระชายดำ ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน ไพล ปลาส้ม/แหนมที่มีโพรไบโอติกส์-พรีไบโอติกส์ 4.ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งปี 2566 ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพราว 1.42 ล้านล้านบาท โดยเน้นประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ เช่น สปา บ่อน้ำพุร้อน แหล่งน้ำแร่ จับคู่โรงแรมกับโรงพยาบาลในการให้บริการแพคเกจสุขภาพ พัฒนาระบบเอเยนซีขายแพคเกจสุขภาพ เพิ่มคลินิก Wellness การแพทย์และแพทย์ไทยในโรงแรม ซึ่งมีการนำร่องแล้วคือโมเดล Wellcation ของเขตสุขภาพที่ 5 และ Phuket Wellness Sandbox

5.ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ โดยปี 2566 ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดราว 2 แสนล้านบาท เป็นการนำเข้า 9 หมื่นล้านบาทและส่งออก 1.18 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ไม่ซับซ้อน ได้แก่ วัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ เช่น ถุงมือยางทางการแพทย์ หลอดสวน หลอดฉีดยา และกลุ่มครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เช่น เตียงผู้ป่วย เตียงตรวจ รถเข็นผู้ป่วย เบื้องต้นจะส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องมือแพทย์ฝีมือคนไทย เร่งรัดกระบวนการอนุมัติอนุญาตและทดสอบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์เพื่อขึ้นทะเบียนให้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ที่มีความซับซ้อน และใช้วิธีจับคู่ระหว่างผู้วิจัยและผู้ที่จะผลิตต่อ 6.ศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง (ATMPs) ซึ่งทั่วโลกมีมูลค่าถึง 4.19 แสนล้านบาท คาดว่าปี 2573 จะเติบโตถึง 1.25 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลกำลังผลักดันศูนย์กลาง ATMPs ตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำด้านการแพทย์สมัยใหม่ในระดับโลก ภายในปี 2570 เนื่องจากเอกชนมีความสนใจและต้องการผลักดันอุตสาหกรรม และจะหาทางออกเพื่อลดข้อกังวลของสภาวิชาชีพในการใช้ผลิตภัณฑ์ ATMPs และ 7.การดูแลบุคคลและความงาม (Personal Care and Beauty) โดยจะขับเคลื่อน 4 เรื่อง คือ เวชศาสตร์ความงาม เน้นตรวจสอบแพทย์ต่างชาติที่เข้ามาประกอบเวชกรรมในไทย รวมถึงแพทย์เถื่อน คลินิกเถื่อน ยกระดับคลินิกความงามให้มีมาตรฐานระดับสากล เปิดหลักสูตรอบรมแพทย์เวชปฏิบัติความงามเป็นหลักสูตรกลางของประเทศ ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับหัตถการเสริมความงาม และพัฒนาระบบเอเยนซีให้สามารถโฆษณาเชิญชวนชาวต่างชาติมารับบริการได้, จิตเวชและพฤติกรรมบำบัดสำหรับชาวต่างชาติ, การอุ้มบุญและการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว การทำ ICSI และการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ ส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ

"วันนี้หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ยังได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ทั้ง 4 สถาบัน ประกาศเจตนารมณ์เพื่อร่วมมือกันทางวิชาการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ATMPs ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "ยา" ที่ออกฤทธิ์เป็นยีน เซลล์ หรือเนื้อเยื่อ ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยพัฒนาจำนวนมาก เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงของผู้ป่วย โดยปี 2568 มีเป้าหมายให้คนไทยและชาวต่างชาติสามารถเข้าถึงยา ATMPs ในไทยที่ได้มาตรฐานอย่างเหมาะสมผ่านกลไกการอนุญาตวิจัยในพื้นที่ทดลอง 5 แห่งในสังกัดกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งศูนย์บริการผลิตภัณฑ์ยา ATMPs แบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายสมศักดิ์กล่าว 

มธ.ลุยบำบัดยาเสพติด!! ใช้สมุนไพรรักษาแอมเฟตามีนได้ผล โปรแกรม 9 วัน ล้างพิษยา 100% อย่างปลอดภัย ลดภาระระบบบำบัดที่ต้นทุนสูงและพึ่งพายานำเข้า เตรียมขยายผลทั่วประเทศ พร้อมตั้งสถาบันเฉพาะทาง

มธ.พัฒนาโมเดล 9 วันเลิกยาบ้า!
ใช้ ‘สมุนไพร’ ล้างพิษร่างกาย 100% ชงรัฐขยายผล-ประหยัดงบประเทศ

การปรับนโยบาย “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ช่วงปี 2564 ในมุมหนึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมกลับคืนสู่สังคม และช่วยลดจำนวนผู้ต้องหาในเรือนจำ แต่ทว่าในอีกแง่มุม ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายดังกล่าว ทำให้หน่วยบริการมีภาระงานเพิ่มขึ้นจากการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดจำนวนมากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายองค์กรวิชาการสารเสพติด ที่ทำการสำรวจเพื่อคาดประมาณจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดใน ปี 2567 พบว่า ประชากรไทยอายุระหว่าง 12 – 65 ปี มีการใช้สารเสพติดถึง 1.9 ล้านคน และในจำนวนนี้มีถึง 1.5 ล้านคนที่ใช้แอมเฟตามีน (ยาบ้า)

ในขณะที่หน่วยบริการด้านบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด ถึงจะมีการเพิ่มกลไกต่างๆ เข้ามาเสริม อาทิ มินิธัญญารักษ์ ชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ฯลฯ ทว่า ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้น และทำให้ผู้ติดยาเสพติดเข้าถึงในบางส่วนเท่านั้น เช่น ในปี 2567 ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่ามีผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูทั่วประเทศเพียงจำนวน 189,417 คน ไม่ถึง 10 % ของผู้เสพทั้งหมด

ไม่ใช่แค่ความเพียงพอของหน่วยบริการ แต่ระบบการบำบัดรักษาปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง ทั้งในด้านต้นทุนที่สูง การพึ่งพายานำเข้า และการเข้าถึงยาจะต้องไปที่โรงพยาบาลเท่านั้น อีกทั้งการดูแลยังไม่ครอบคลุมมิติด้านจิตใจและสังคม ส่งผลให้มีโอกาสที่ผู้รับการบำบัดจะกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำสูง

“ระบบบำบัดรักษาขณะนี้จะใช้เมทาโดนในการรักษา โดยโดสหนึ่งราคา 150 บาท ใช้วันละโดส เดือนหนึ่ง 4,500 บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้ผู้ใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หมายความว่าก็จะมีผู้ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเมทาโดนก็ต้องใช้ปริมาณเพิ่มขึ้น งบประมาณที่ใช้สนับสนุนก็ต้องมากขึ้น”

ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อิฐรัตน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และรองประธานคณะอนุกรรมการศึกษาการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ประเภทแอมเฟตามีนและสารเสพติดที่เกี่ยวข้องด้วยสมุนไพรและแพทย์แผนไทย ให้ข้อมูลที่สำคัญข้อจำกัดของระบบการบำบัดรักษาด้วยสมุนไพร และศาสตร์การแพทย์แผนไทยนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ทว่า ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เมื่อปี 2565 ศ. ดร.ภญ.อรุณพร และคณะ ทำการพัฒนา “โปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “คลินิกอบอุ่น” ขึ้น เพื่อเติมเต็ม และลดข้อจำกัดของระบบการเข้าถึงยาเคมีที่ใช้รักษาผู้ติดยาเสพติด โดยทางคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้ ประธานคณะอนุกรรมการ ฯ คือ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน และที่ปรึกษาโดยตำแหน่งคือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทดลองนำร่อง โปรแกรมล้างพิษยาเสพติด ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร หนองบัวลำภู และนครปฐม ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะรับผู้ติดยาเสพติดมาเข้าร่วมจำนวน 30 คน

แม้ว่าการบำบัดโดยใช้ยาสมุนไพรไทยนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก็มีการบูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่มีอยู่ 9,877 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฯลฯ แต่การดำเนินการที่ผ่านมายังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะรูปแบบบริการที่ยังไม่เป็นระบบ และการขาดกลไกในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ระดับพื้นที่


ขณะที่จุดเด่นของโปรแกรมการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย หรือ คลินิกอบอุ่น คือ ถูกออกแบบด้วยแนวคิดการดูแล และบำบัดรักษาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ผสานกับการนำความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยมาใช้บำบัดรักษา พร้อมกับใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพในการบริการ ประกอบด้วย เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์ จิตแพทย์ และพยาบาล ที่จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ฯลฯ

สำหรับการบำบัดแบบองค์รวมนั้น การบำบัดแรกทางร่างกายจะเป็นการใช้ยาสมุนไพรไทยในการล้างพิษแอมเฟตามีนผ่าน 3 ช่องทาง คือ ทางเดินอาหาร ปัสสาวะ และผิวหนัง ด้วยการใช้ยาสมุนไพรไทยที่อยู่ในบัญชียาหลักด้านสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ 1. ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระ 2. ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อล้างพิษผ่านการขับปัสสาวะ 3. ธรณีสัณฑะฆาต ที่จะช่วยล้างพิษผ่านการขับถ่ายทางอุจจาระแต่ออกฤทธิ์เบากว่ายาถ่ายดีเกลือฝรั่ง และยังลดการปวดเมื่อยเนื่องจากอาการลงแดงในขณะที่ถอนยาเสพติด และ 4. ชาชงรางจืด ซึ่งเร่งการขับสารพิษทั้งผ่านระบบขับถ่ายทางอุจาระและทางปัสสาวะ

“ช่วงวันแรกเข้าโครงการจะใช้ชาชงกระเจี๊ยบแดง เพื่อการขับยาเสพติดผ่านทางปัสสาวะ กลางวันให้ชาชงรางจืด และก่อนนอน จะใช้ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง เพื่อให้ขับผ่านการถ่ายอุจจาระ หลังจากนั้นวันที่ สอง ก็ใช้ ชาชงกระเจี๊ยบแดงตอนเช้า กลางวันจะใช้ ชาชงรางจืด ก่อนนอนก็ใช้ยาตำรับธรณีสัณฑะฆาต เพื่อลดการถ่ายลงหน่อย และให้รางจืดวันเว้นวัน แต่ช่วงแรกจะให้รางจืดติดกัน 3 วันแล้วค่อยหยุด ส่วนในระหว่างวันจะมีการให้ยาปรับธาตุ เช่น เบญจกูล เพราะ พบว่ายาปรับธาตุเบญจกูล ทำให้ร่างกายเสริมภูมิต้านทาน ลดการอักเสบ ในร่างกายด้วย และ สักวันที่ 4 ของโปรแกรม จะเสริมการอบสมุนไพรเพื่อขับสารพิษทางเหงื่ออีกด้วย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร กล่าว

ต่อมาการบำบัดดูแลทางจิตใจ จะใช้การฝึกสติ และปรับพฤติกรรม เพื่อให้รู้จักตัวเอง และดึงศักยภาพที่ผู้ติดยาที่มีอยู่ภายในตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และสุดท้ายการบำบัดดูแลทางสังคม มีการพัฒนาทักษะชีวิต และสร้างอาชีพ เพื่อให้พร้อมกลับคืนสู่สังคม ผ่านการให้เรียนรู้เรื่องอาหารล้างพิษแอมเฟตามีน และเรื่องสมุนไพรไทยที่ใช้ดูแลสุขภาพ รวมถึงให้ลงมือทำผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรไทย และการแพทย์แผนไทยต่างๆ เพื่อใช้ดูแลด้วยตัวเองและครอบครัว และใช้เสริมเป็นอาชีพในอนาคต เช่น ลูกประคบ น้ำมันนวด น้ำกระเจี๊ยบพาสเจอไรซ์ ยาดม/ยาหม่อง ฯลฯ ตลอดจนการพัฒนาทักษะสื่อสารสำหรับปฏิเสธ และทักษะการหลีกเลี่ยงยาเสพติด เมื่อต้องกลับไปเผชิญโลกภายนอก

กระบวนการในการบำบัดรักษาเหล่านี้ใช้เวลาทั้งหมด 9 วัน และจากการตรวจปริมาณสารเสพติดในเลือด ปัสสาวะ พบว่า สามารถล้างเมทแอมเฟตามีนหมด 100% ไม่พบค่าความผิดปกติในตับ และไต รวมถึงจากการตรวจติดตาม และเยี่ยมบ้านหลังผู้ที่เข้ารับบริการกลับคืนสู่สังคม ยังพบด้วยว่า อัตราการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำต่ำกว่า 30% รวมถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีขึ้น ซึ่งได้ผลลัพธ์เหมือนกันทั้ง 4 จังหวัด จึงทำให้มีการนำโปรแกรมฯ จดเป็นลิขสิทธิ์ของ มธ. เรียบร้อยแล้ว

“สถานบำบัดรักษาฟื้นฟูฯ หรือมินิธัญญารักษ์ในปัจจุบันอย่างน้อยที่สุดจะใช้เวลา 15 วัน (ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด) หลังจากนั้นบางส่วนถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องไปเข้าค่ายบำบัดอีกประมาณ 4 เดือน” อาจารย์อรุณพร ระบุ

นอกจากนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ ได้ของทุนจาก สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อการขยายผลโปรแกรมฯ ผ่านระบบ “ครูแม่ไก่” เพื่อนำไปบำบัดรักษาผู้ติดยา ใน 4 จังหวัดเพิ่มเติม ประกอบด้วยราชบุรี และลำปาง ซึ่ง 2 จังหวัดนี้จะเป็น ตัวอย่างการให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ดำเนินการเองทั้งหมด ส่วน นครปฐม และสมุทรสาคร จะเป็นการร่วมกันดำเนินการระหว่าง อบจ. กับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพื่อนำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการ และสร้างเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ ซึ่งการขยายผลในครั้งนี้ช่วยให้เกิดทั้งเครือข่ายด้านการบำบัดในระดับชุมชน สร้างความร่วมมือของหน่วยงานในระดับจังหวัด เพิ่มการเข้าถึงในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนช่วยชุมชนดูแลผู้ป่วยเองได้

“โปรแกรมฯ นี้ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายกว่า รวมถึงถ้าทำในระดับภาพใหญ่อาจใช้งบประมาณสำหรับบำบัดรักษาน้อยกว่าการบำบัดแบบเดิมด้วย เพราะถ้าคิดค่ายาอย่างเดียวใน 9 วันที่บำบัดรักษาน่าจะไม่ถึง 1,000 บาท รวมถึงทำให้สุขภาพร่างกายเขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ดีขึ้น อย่างวันที่ 2 ของการบำบัด ทั้งที่ให้ยาถ่ายแต่เขา (ผู้ป่วยยาเสพติด) ซมอยู่แค่วันเดียวคือวันที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะทำกิจกรรมได้ ทั้งที่ให้ยาล้างพิษที่เป็นทั้งยาถ่าย และยาขับปัสสาวะ พอวันที่ 3 ก็ลุกขึ้นมาได้แล้ว และผู้ป่วยยังสดใสด้วย ในขณะที่กรณีใช้ยาอื่นๆ จะนอนอย่างเดียวเป็นสัปดาห์เลย” ศ. ดร.ภญ.อรุณพร อธิบายเสริม

ส่วนหลังจากนี้ ศ. ดร.ภญ.อรุณพร บอกว่า กำลังเตรียมที่จะหารือกับทางอธิการบดี มธ. เพื่อผลักดันให้เกิดการตั้งหน่วยงานใหม่ในลักษณะสถาบัน อยู่ภายใต้ มธ. เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งการทำหลักสูตรที่อาจจะเป็นลักษณะอนุปริญญา หรือปริญญาโท และปริญญาเอก และมีศูนย์เรียนรู้ รวมถึงดำเนินบทบาทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ซึ่งอาจมีการบูรณาการร่วมกันกับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในประเทศร่วมด้วย

รวมถึงเพื่อรับมือกับวิกฤตผู้ติดยาเสพติดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงอยากเสนอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งนำโปรแกรมนี้ไปขยายผลเพิ่มเติมใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การตั้งศูนย์การบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประเภทแอมเฟตามีนด้วยสมุนไพร และการแพทย์แผนไทย 4 แห่งใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้การบำบัดด้วยวิธีนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ และทำให้ผู้ป่วยจากยาเสพติดเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม 2. หน่วยบริการด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดต่างๆ ควรพิจารณานำโปรแกรมฯ ไปดำเนินการควบคู่กับการบำบัดรักษาที่ทำอยู่ และ 3. ขยายผลระบบครูแม่ไก่ เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการให้กระจายไปทั่วประเทศ ในระดับชุมชนเบื้องต้น การสร้างเครือข่ายเหล่านี้ จะต้องให้มีหลักสูตรระยะสั้นที่รองรับกับองค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ผู้บริหารองค์กร และระดับหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ที่เป็นหลักสูตร ได้รับการรับรอง ได้เข้าใจบริบทในการใช้สมุนไพรและแพทย์แผนไทย ซึ่งจะทำให้ เกิดการยอมรับ การใช้องค์ความรู้เรื่องสมุนไพรในการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top