Friday, 5 June 2026
สภากาชาดไทย

‘วิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ-ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร’ ร่วมมอบ ‘ของรางวัล-ของขวัญ’ สนับสนุนเด็กที่มีความพิการบนใบหน้า-กะโหลกศรีษะ ผ่านกิจกรรม Happy Family Day

เมื่อวันที่ 19 มี.ค.67 รศ.ดร.นัฐโชติ รักไทยเจริญชีพ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนาคณาจารย์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการวิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ รศ.ดร.ศุภวุฒิ เนตรโพธิ์แก้ว รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ ผศ.กุลยศ สุวันทโรจน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา ดร.สุชาวดี เดชทองจันทร์ ลิมปนนาคทอง อาจารย์ประจำวิทยาลัย และผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี อาจารย์ประจำวิทยาลัยและกุลบุตรกาชาดดีเด่น สภากาชาดไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่วิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ร่วมมอบของรางวัล ของขวัญ 

เพื่อสนับสนุนให้กับเด็กที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ปากแหว่ง เพดานโหว่ ในกิจกรรม Happy Family Day สำหรับกิจกรรมดังกล่าวเปรียบเสมือนวันเด็กแห่งชาติที่จัดขึ้นเพื่อเด็กที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ปากแหว่ง เพดานโหว่ โดยศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในการนี้ได้รับเกียรติจาก คุณจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย 

‘รัฐบาล’ เชิญชวนประชาชน รวมน้ำใจบริจาคโลหิต เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในหลวง ครบ 6 รอบ 72 พรรษา

(7 ก.ค.67) น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลนำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี บูรณาการร่วมกับสภากาชาดไทย และหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน จัดทำโครงการ ‘รวมน้ำใจ บริจาคโลหิต 10,000,000 ซีซี ต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์’ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งเพื่อให้สภากาชาดไทยมีโลหิตสำรองสำหรับใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยได้ เป็นการต่อชีวิตให้ผู้อื่น และผู้บริจาคโลหิตมีจิตสำนึกของการทำความดีด้วยหัวใจ รู้จักการเป็นผู้ให้ เป็นการสร้างจิตสำนึกสาธารณะในการช่วยเหลือสังคม

น.ส.เกณิกา ยังกล่าวต่ออีกด้วยว่า เนื่องด้วยโอกาสเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลจึงเห็นสมควรดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระราชนโบายเกี่ยวกับการแก้ไขและพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการดำเนินโครงการที่เป็นการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศล และเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาพรวม ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งการบริจาคโลหิตเป็นการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนโลหิตสำรองของสภากาชาดไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลของเชิญชวนประชาชนที่มีจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิตของท่าน เพื่อต่อชีวิตให้ผู้อื่นได้ ในวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาลในส่วนของจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ จะมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ร่วมกันให้มีการบริจาคโลหิตตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2567

‘สภากาชาดไทย’ เชิญชวนคนไทย ร่วมจิตอาสาทำความดีบริจาคโลหิต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดเดือนมหามงคล

จากรายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ คุณปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ที่ได้มาเชิญชวนพสกนิกรทั่วประเทศ ร่วมเป็นจิตอาสา ทำความดีบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 67 โดยคุณปิยนันท์ ได้กล่าวถึงสาระสำคัญ ดังนี้…

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ด้วยมีพระราชประสงค์ทรงเจริญรอยตามพระยุคลบาท เพื่อสืบสานรักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแด่อาณาประชาราษฎร์ 

โดยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ซึ่งล้วนมีการสร้างสรรค์ความผาสุขสงบแก่ประชาชน นำความเจริญไพบูลย์ และความมั่นคงมาสู่ประเทศ ดังพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ ความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

ทั้งนี้ ในด้านภารกิจของสภากาชาดไทย ทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภกสภากาชาดไทย ทรงสนับสนุนงานบริการโลหิต โดยเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิต นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในการนี้ ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเข็มที่ระลึก ผู้บริจาคโลหิต ครั้งที่ 6 เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2518 ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร ความว่า...

“โลหิตเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงรักษาชีวิตให้ดำรงอยู่ นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งชีวิต การบริจาคโลหิต จึงเทียบได้กับการบริจาคชีวิตเป็นทานซึ่งเป็นทานที่สูง ควรแก่การยกย่องสรรเสริญอย่างยิ่ง”   

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  สภากาชาดไทย  จึงได้จัดกิจกรรมเชิญชวน พสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ ร่วมเป็นจิตอาสา ทำความดีบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 พร้อมทั้งลงนามถวายพระพรออนไลน์ ตลอดเดือนกรกฎาคม 2567 

โดยประชาชนสามารถ บริจาคโลหิต ได้ที่... 

- ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   
- หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Stations) 7 แห่ง ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม  และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

- ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

- โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ 8 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โรงพยาบาลรามาธิบดี  โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลตำรวจ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลราชวิถี และ โรงพยาบาลสิรินธร

- สาขาบริการโลหิต โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ

สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 0 2263 9600-99 ต่อ 1760, 1761

‘มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)’ ส่งมอบสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เตือนภัยน้ำท่วม ให้สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

(12 ม.ค. 68) มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ทำหน้าที่แทนประธานมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีส่งมอบสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ ภายใต้โครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติเพื่อสนับสนุนการเตือนภัยน้ำหลากในลำน้ำสาย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมีพันโทตั้น หล่าย วิน (Lt.col. Thant Laing Win) รักษาราชการ ผู้บังคับการ กองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือเพื่อติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ สนับสนุนการเตือนภัยในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา คณะกรรมการมูลนิธิฯ ผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองฝ่าย และผู้สนับสนุนโครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จาก Central Group ร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับโครงการดังกล่าว มูลนิธิฯ ได้ติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 4 สถานี ซึ่งอยู่ในจังหวัดท่าขี้เหล็ก จำนวน 3 สถานี ประกอบด้วย บริเวณบ้านโจตาดา บ้านดอยต่อคำ และสะพานอูทูนอ่อง บ้านสบสาย และอยู่ที่สะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จำนวน 1 สถานี

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ส่งมอบสถานีโทรมาตรอัตโนมัติทั้ง 3 สถานี พร้อมด้วยโมเดลจำลองให้กับพันโทตั้น หล่าย วิน ผู้แทนฝ่ายเมียนมา เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือ

ทั้งนี้ ดร. รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้นำเสนอการทำงานของสถานีโทรมาตรและระบบแสดงผลข้อมูลระดับน้ำ และปริมาณน้ำฝนอัตโนมัติ ผ่านจอ LED ณ จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ซึ่งประชาชนทั่วไปที่สัญจรผ่านไปมาสามารถดูข้อมูลดังกล่าว เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังก่อนเกิดอุทกภัยล่วงหน้าได้ประมาณ 8-9 ชั่วโมง ก่อนที่มวลน้ำจากต้นน้ำแม่สายที่อยู่ฝั่งเมียนมาจะมาถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

จากนั้น รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมคณะ เดินทางต่อไปยังลานจัดกิจกรรม โครงการฟื้นฟูชุมชน บรรเทาทุกข์ บำรุงสุขให้ยั่งยืน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ณ บ้านผาจม ต.เวียพางคำ อ. แม่สาย จ.เชียงราย เข้าสักการะพระพุทธวิชัย เขมิโย เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่ชุมชมผาจม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2567

จากเหตุการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ ทางมูลนิธิฯ พร้อมด้วยทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา ปฏิบัติการภัยพิบัติและเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)ได้ลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2567 จนถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ช่วยอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย มอบถุงยังชีพพระราชทาน จำนวน 500 ถุง และอาหารปรุงสำเร็จพร้อมทาน จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ประกอบอาหารปรุงสุก จำนวน 21,800 กล่อง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย ทั้งนี้มูลนิธิฯ ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันบูรณาการในการจัดกิจกรรม ไม่เพียงเท่านั้น เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้เศียรพระพุทธวิชัย เขมิโย หัก ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์คู่บ้านคู่เมืองของชุมชนผาจม ทางชาวบ้านและมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภา) จึงได้เร่งบูรณะ ให้กลับมาเป็นศูนย์ที่ยึดเหนี่ยวของชาวบ้านอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ชาวบ้านมีการแสดงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ตลอดจนในวันนี้ตรงกับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ทางมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้นำอุปกรณ์การกีฬา เครื่องอุปโภคบริโภค ชุดนักเรียน ชุดเครื่องนอน ตลอดเงินบริจาคผู้สนับสนุนต่างๆ นำมาแจกจ่ายให้เด็กในชุมชนอีกด้วย

พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมงานแถลงข่าวการจัดแสดงกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 51 ประจำปี 2568

เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.68) พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมงานแถลงข่าวการจัดแสดงกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 51 ประจำปี 2568 พร้อมร่วมมอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของสภากาชาดไทย ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวครั้งนี้

ในโอกาสนี้ พันเอกหญิง ขวัญโศภิษฐ์ ชพานนท์ ภริยาผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมภริยาทหารเรือ ได้ร่วมมอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของสภากาชาดไทย ในนามของสมาคมภริยาทหารเรือ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประชาชนและสังคม

การจัดแสดงกาชาดคอนเสิร์ตนับเป็นกิจกรรมสำคัญในการระดมทุนเพื่อสนับสนุนภารกิจของสภากาชาดไทย ซึ่งรายได้จากการแสดงจะนำไปใช้ในการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนในด้านต่าง ๆ อีกทั้งยังสะท้อนถึงบทบาทของกองทัพเรือในการมีส่วนร่วมสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างยั่งยืน

กองทัพเรือร่วมกับสภากาชาดไทย มีกำหนดจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 51 ภายใต้ชื่อชุดการแสดง 'SEA OF LOVE' 🫧 ในวันจันทร์ที่ 9 และวันอังคารที่ 10 มิถุนายน 2568 เวลา 19.30 น. ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สบส. MOU สภากาชาดไทย ร่วมปฏิบัติการลดอุบัติการณ์การเกิดเบาหวาน

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข จับมือสภากาชาดไทย ลงนามความร่วมมือ ลดอุบัติการณ์เบาหวาน มุ่งส่งเสริมการป้องกันโรคเบาหวานเชิงรุก ด้วยการค้นหากลุ่มเสี่ยง และส่งเสริมให้ออกกำลังกายป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ด้วยแอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. (Smart อสม.) และแอปเมต้ารีเวิร์ส (Meta Reverse) 

เมื่อวานนี้ (9 ก.ค.68) ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดี กรม สบส. พร้อมด้วยนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ประธานอนุกรรมการฯ ขับเคลื่อนการรณรงค์ลดอุบัติการณ์เบาหวานในผู้มีน้ำหนักเกิน และผู้ที่เคยติดโควิด สภากาชาดไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การบูรณาการการขับเคลื่อนการรณรงค์ลดอุบัติการณ์เบาหวานในผู้มีน้ำหนักเกิน และผู้ที่เคยติดโควิด กับการขับเคลื่อนกิจกรรม อสม. ชวนคนไทยนับคาร์บและการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) “NCDs ดีได้ด้วยกลไก อสม.” 

ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในประเทศไทย และทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน กรม สบส. จึงร่วมกับสภากาชาดไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในวันนี้ขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่าย มีเป้าหมายร่วมกันในการลดการเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน และผู้ที่เคยติดโรคโควิด โดยบูรณาการกิจกรรมออกกำลังกายป้องกันภาวะดื้ออินซูลินด้วยแอปพลิเคชันเมต้ารีเวิร์ส กับกิจกรรม อสม.ชวนคนไทยนับคาร์บ และการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยกรม สบส. จะสนับสนุนให้ อสม. ร่วมลงพื้นที่ชุมชน ชักชวนประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 23 หรือเคยติดโรคโควิด ร่วมกิจกรรมออกกำลังกาย และบันทึกผลการออกกำลังกายในแอปพลิชันสมาร์ท อสม. และเมต้ารีเวิร์ส อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์เป็นเวลาอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ควบคู่กับกิจกรรม อสม. ชวนคนไทยนับคาร์บ และการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนบูรณาการจัดกิจกรรมออกกำลังกายป้องกันภาวะดื้ออินซูลินในคนไทยอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.นายแพทย์อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) เป็นภาวะที่เซลล์ในร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี อาจด้วยกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาในครอบครัว หรือปัจจัยเสี่ยงจากความอ้วน การมีไขมันสะสมที่หน้าท้อง การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งทำให้ ระดับความดื้อต่ออินซูลินเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน การป้องกันมิให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินนั้น สามารถทำได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสม อาทิ การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยอย่างน้อย 150 นาที ต่อสัปดาห์ หรือการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 

ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน พระเมตตาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ชายแดน ‘ตราด’

(27 ก.ค. 68) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีส่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ได้เล่าถึง ความประทับใจที่มีต่อ  ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีใจความว่า ...

ในคราวที่ผมได้รับเชิญไปร่วมกิจกรรมปั่นร้อยใจไทย-เกาะกง เชื่อมสัมพันธ์2แผ่นดิน ซึ่งตั้งต้นปั่นจักรยานจากจังหวัดตราด ข้ามเส้นเขตแดนไปสู่เกาะกงในประเทศกัมพูชานั้น

นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้นั่งรถผ่านส่วนที่แคบที่สุดของแผนที่ประเทศไทย

ผมนึกว่า จุดแคบสุดของไทยอาจจะอยู่แถวประจวบคีรีขันธ์ ที่คลองวาฬ เพราะเวลาเราฝึกวาดแผนที่ประเทศไทยตอนเด็ก เราจะจำได้ว่าต้องวาดให้ช่วงหนึ่งในแถวๆประจวบคีรีขันธ์ซึ่งเป็นกลางด้ามจับของขวานให้แคบที่สุด

ที่จริงแล้ว ส่วนแคบที่เราวาดนั้น คือความกว้างประมาณไม่เต็ม 12 กิโลเมตร ซึ่งนับว่าแคบมาก

แต่พอนำไปเทียบกับ บริเวณของแผ่นดินไทยที่ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 81กับ82 ของถนนสายตราด-คลองใหญ่ นั้น มีจุดที่ทั้งแคบและคอดตามเส้นแบ่งระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ และเป็นจุดที่แคบที่สุดของแท้ของประเทศไทย

เพราะจุดนี้แคบเพียง 450 เมตรเท่านั้นเอง

ความตกลงแบ่งเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศสกำหนดใช้สันปันน้ำของเทือกเขาบรรทัดเป็นเส้นแบ่ง และเผอิญมีจุดนี้ที่เส้นสันเขาเว้าเข้ามาอยู่ใกล้ชายหาดทะเลฝั่งไทยอยู่มาก

ที่นี่จึงแคบจริงๆ

เดี๋ยวนี้จุดนี้กลายเป็นจุดเช็คอินแวะถ่ายภาพกับป้ายว่าจุดแคบสุดของไทย กลายเป็นที่แวะเที่ยวอีกอย่างของจังหวัดตราด

ไม่ไกลนักจากจุดที่แคบที่สุดของประเทศไทยนี้  เป็นบริเวณที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทางเฮลิคอปเตอร์เมื่อปีพศ. 2522 ในช่วงที่ยังมีเสียงปืนดังและการต่อสู้ตึงเครียดในคาบสมุทรอินโดจีนอยู่

ผู้บริหารรัฐบาลในเวลานั้นไม่อยากให้เสด็จพระราชดำเนินไปเลย เพราะนั่นคือช่วงที่สงครามภายในกัมพูชาระหว่างกองกำลังเขมรแดงกับกลุ่มต่อต้านฝ่ายต่างๆยังรุนแรงอยู่มาก

และเหตุที่ยังไล่ล่าฆ่ากันแหลกราญในห้วงนั้นยาวนานจึงทำให้ราษฏรกัมพูชาก็ดี กำลังติดอาวุธของฝ่ายต่างๆในกัมพูชาก็ดี ล้วนแต่อดอยาก ลำบากไปทุกฝ่าย

อาหารหยูกยาเป็นของหายากยิ่ง ผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลจึงบ่ายโฉมเดินเท้าอพยพหลบหนีทั้งความยากแค้นและการไล่ล่าฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุมาสู่ชายแดนไทยแทบทุกจุด

ในเมื่อ จุดข้ามสันเขาที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นแนวยาวที่มียอดสันปันน้ำไม่สูงชัน จึงเป็นอีกบริเวณที่มีผู้อพยพจำนวนมากจูงลูกอุ้มหลานพยายามเดินทางข้ามพรมแดนเข้ามาหนีภัยในไทย

หลายคนรอนแรมอดโซจนผอมเหลือแต่กระดูก ติดโรคไข้จากป่าสารพัน ขาดน้ำดื่ม ขาดสารอาหาร  ความยากแค้นเหล่านี้ได้คร่าชีวิตผู้คนมากมายก่อนจะมาถึงชายแดนไทยด้วยซ้ำ มีเรื่องเล่าว่าแม่ที่อุ้มลูกเล็กกับจูงลูกโตหน่อยเดินทางรอนแรมหลบหนีจากการถูกเขมรแดงตามจับมาเรื่อยๆจนหลงทาง น้ำและอาหารก็ไม่มี แม่ผู้พยายามสู้ถึงที่สุดต้องตัดใจลุกออกเดินทั้งน้ำตาในขณะลูกคนที่โตกว่ายังผล๊อยหลับอยู่ใต้ร่มไม้ ด้วยหวังว่าเด็กโตคล่องตัวอาจพอมีทางรอดได้เพราะการกระเตงไปด้วยกันแบบนั้นจะยิ่งถ่วงกันเองแล้วอาจอดตายหรือถูกจับได้ทั้งหมด  แม่ผู้ใจสลายตัดสินใจอุ้มลูกเล็กแล้วเดาทางไปหาทางรอดดาบหน้า

เรื่องนี้น่าสะเทือนใจมาก

ที่เล่ามานี้เพื่อจะบอกว่า มีผู้อพยพเข้ามาทั้งชายหญิง เด็กและผู้สูงอายุซมซานเข้ามาพึ่งแผ่นดินไทยนับหมื่นนับแสนผ่านพรมแดนด้านนี้

เรื่องราวหลายเรื่องยังถูกบันทึกบอกเล่าด้วยนายทหารสหรัฐ ที่โตมาจากเด็กน้อยผอมโซชาวกัมพูชาที่รอดชีวิตผ่านพระหัตถ์อันอ่อนโยนของพระราชินีของประเทศไทย ที่ศูนย์กาชาด ที่เขาล้านนี่เอง

ร้อยโท ดนัย  คมคาย คือเด็กชายคนนั้น

เมื่อความทุกข์ทรมานจากภัยสงครามทราบถึงพระเนตรพระกัณฑ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในขณะนั้น พระองค์รับสั่งให้เตรียมการเดินทาง แล้วเสด็จพระราชดำเนินด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปยังบริเวณชายแดนอำเภอคลองใหญ่ทันที

เครื่องเฮลิคอปเตอร์ยกตัวผ่านแนวยอดไม้สุดท้ายที่ชายทะเลของเขาล้าน ทุกคนจึงเห็นคนนั่งนอนกันอยู่เต็มไปหมดราวฝูงมดตลอดแนวหาด

พระองค์ทรงรับสั่งให้นำเครื่องลง  แล้วเสด็จพระดำเนินไปบนหาด  ผู้ตามเสด็จในเหตุการณ์เล่าว่าคนเจ็บคนป่วย แม้แต่คนตายนอนนั่งเรียงรายไปมากมาย แน่นอนว่าห้องสุขาไม่มีและหลายคนเป็นโรคท้องร่วง มีกองขับถ่ายจำนวนมากตามดินทรายในบริเวณนั้น

แต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถก็ไม่สะทกสะท้าน ทรงยังพระดำเนินเข้าไปตรวจเยี่ยม แตะตัวเด็กๆเพื่อดูสภาพร่างกาย ตรวจอาการไข้และรับสั่งให้หมอหลวง และผู้ตามเสด็จฯรีบเข้าช่วยเหลือผู้อพยพเหล่านั้นในทันที ใครพกอะไรติดมาก็หยิบยื่นช่วยบรรเทาทุกข์ตรงหน้า เท่าที่แต่ละท่านจะมีติดตัว

แม้แต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถก็ทรงให้นำกระติกน้ำดื่มส่วนพระองค์ออกมาส่งให้ผู้อพยพที่นอนเจ็บป่วยได้จิบดื่ม เพราะมีอาการขาดน้ำรุนแรง

ด้วยทรงมีพระประสบการณ์เลี้ยงดูเด็กและผู้ป่วยเจ็บมาก่อน พระองค์ยังพระราชทานคำแนะนำให้เจ้าหน้าที่ว่าเนื่องจากคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กทารกไม่ได้ดื่มนมมานาน จุลินทรีย์ที่จะใช้ย่อยนมจึงไม่น่าจะมีเหลือในลำไส้แล้ว จึงไม่ควรให้ดื่มนมจนกว่าจะได้รับการฟื้นฟูสภาพร่างกายด้วยน้ำสะอาดไประยะหนึ่งก่อน มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อทารกได้

จากนั้นทรงให้จัดตั้งหน่วยบรรเทาทุกข์ในนามสภากาชาดไทยขึ้น  โดยใช้อุปกรณ์และวัสดุที่พอจัดหามาได้ในพื้นที่ก่อน

ทรงให้หาผ้ามาผูกบนหลังคาเต้นท์แล้วทากากบาทสีแดงขนาดใหญ่ให้เห็นได้ง่ายจากที่ไกลๆ เพื่อประกาศให้ทุกฝ่ายรู้ว่าจุดนี้เป็นพื้นที่กาชาด ที่ควรปลอดจากการถูกโจมตี จากนั้นยังทรงกำหนดประทับแรมในพื้นที่เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทั้งผู้อพยพและบรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆตลอดจนอาสาสมัครชาวบ้านในพื้นที่ที่เข้ามาช่วยงานกาชาดดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เสียงกระสุนเสียงระเบิดจากทั้งปืนครกและปืนกลดังอยู่ไม่ไกลเป็นระยะๆ

การเดินทางมาปั่นจักรยานสัมพันธ์2แผ่นดินของผมและนาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีท่องเที่ยวคราวนี้ จึงทำให้ผมมีโอกาสแวะเยี่ยมศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทยที่เขาล้านแห่งนี้

ที่นี่ยังมีสภาพร่มครึ้ม ต้นไม้ขึ้นหนาตา มีอาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวที่ผมเล่ามาข้างต้นพร้อมภาพถ่าย สิ่งของและหุ่นจำลองในแต่ละช่วงเหตุการณ์ให้ผู้สนใจได้ชม มีชาวบ้านที่เติบโตทันเหตุการณ์มาช่วยนำชม และสามารถอธิบายเรื่องราวให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้รับรู้อย่างคล่องแคล่ว

แม้จะได้ชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นครั้งแรก  แต่ผมกลับรู้สึกภูมิใจมาก เรื่องราวส่วนใหญ่ข้างต้นนี้ ผมเองเคยได้รับฟังรับรู้มาก่อนนานแล้วตั้งแต่คราวเป็นรองประธานกรรมการหาทุนสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ด้านเด็ก ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อ โรงพยาบาลเด็ก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

เพราะคณะกรรมการหาทุนฯนี้มีศาสตราจารย์ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยเป็นประธาน มีท่านองคมนตรี ดร.จรัลธาดา กรรณสูตรเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ พวกเราเคยได้ทำการบ้านเสาะแสวงข้อมูลจากข้าราชบริพารผู้เคยตามเสด็จฯเพื่อทำความเข้าใจถึงความผูกพันและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯที่เกี่ยวกับกิจการแม่และเด็ก เนื่องจากเราต้องเตรียมจัดทำสาระในป้ายนิทรรศการที่จะถวายเพื่อทอดพระเนตรและเตรียมคำกราบบังคมทูลของดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานกรรมการหาทุนฯในโอกาสที่พระองค์ท่านจะเสด็จพระราชดำเนินมาวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านเด็กด้วยพระองค์เอง ในคำกราบบังคมทูลที่ดร.สุรเกียรติ์อ่านถวายในวันนั้น มีข้อความตอนหนึ่งที่ระบุถึง’’พระมหาราชการุณยธรรม’’ที่ทรงมีต่อเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ สัญชาติหรือความแตกต่างทางศาสนา

ดังนั้นจากเรื่องเล่าที่เคยเฝ้าฟังมา

และจากประสบการณ์ที่ได้ร่วมเฝ้ารับเสด็จพระราชดำเนินที่โรงพยาบาลเด็ก ผมได้เห็นร้อยโท ดนัย คมคาย คลานเข้าไปกราบพระบาท ถวายรายงานให้ทรงทราบว่าเขาคือเด็กชายชาวกัมพูชาที่รอดชีวิตด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เคยช่วยเขาและชาวกัมพูชาอพยพหลายหมื่นคนในอดีตกว่า40ปีที่แล้วนั้น บัดนี้ได้เติบใหญ่กลายเป็นคนมีอนาคต ได้เข้ารับราชกาเป็นนายรทหารของกองทัพบกสหรัฐ

ทันทีที่พระองค์ท่านรับฟังแล้ว ผมเห็นสายพระเนตรอันอ่อนโยนระคนแปลกพระทัยเสมือนเป็นเซอร์ไพรส์ เพราะเมื่อคณะกรรมการหาทุนฯโรงพยาบาลเด็กทราบว่ามีเรื่องราวอันงดงามนี้ และได้ทราบว่ายังมีเด็กที่้เคยผ่านพระหัตถ์นี้มีชีวิตอยู่ในต่างประเทศ  และยังมีคนพอจะติดต่อได้คณะกรรมการหาทุนฯจึงให้สืบเสาะและเชื้อเชิญให้ร้อยโท ดนัยบินเข้ามากราบพระบาทฯ   คุณดนัยตอบรับทันที

ในระหว่างคุณดนับก้มกราบพระบาทนั้น ผมอยู่ห่างมาไม่ถึงสองเมตร จึงพอจะได้ยินพระรับสั่งออกมาเบาพอให้ผู้เข้าเฝ้าฯอยู่ในที่นั้นได้ยินว่า ‘’…ฉันจำได้…ตอนนั้นเขายังเล็กๆอยู่เลย …ปลื้มใจจริงๆ…’’แล้วทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปแตะที่บ่าของร้อยโท ดนัยอย่างเมตตายิ่ง

…เราทุกคนในที่นั้นอดน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้

ปัจจุบัน ร้อยโท ดนัยลาออกจากราชการทหารในสหรัฐแล้วย้ายมาใช้ชีวิตกับครอบครัวที่จังหวัดตราด อุทิศตัวช่วยเหลือผู้คนในละแวกเพื่อสืบสาน รักษาต่อยอดความดีงามด้วยรำลึกคุณที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเคยมีให้ในวัยเยาว์

เมื่อผมได้เยือนพื้นที่ประวัติศาสตร์ในจุดที่ทรงเคยเสด็จมาประทับอยู่อย่างกล้าหาญ พระราชทานความช่วยเหลือแก่เพื่อนมนุษย์ที่แม้มิใช่ราษฏรไทยอย่างเมตตาแน่วแน่ จึงเป็นความสุขใจของผมอย่างยิ่งที่จะพยายามจดจำนำภาพจากสถานที่จริงมาเผยแพร่ต่อให้สาธารณะได้ร่วมรับรู้

เมื่อท่านผู้อำนวยการศูนย์ฯกาชาดเขาล้าน พาชมศาลาพิพิธภัณฑ์เสร็จ ท่านเอ่ยชวนว่าอยากพาไปชมจุดที่เป็นสถานที่ตั้งของที่ประทับแรมซึ่งอยู่ติดต่อกับบริเวณที่เคยเป็นเต้นท์โรงพยาบาลสนาม เคยใช้ผ่าตัดคนไข้สนามในเหตุการณ์ช่วงนั้น

ผมรีบรับคำชวนโดยไม่ลังเล หลังลงนามในสมุดเยี่ยมของพิพิธภัณฑ์ฯแล้ว ผมโดดขึ้นท้ายรถกระบะโดยขอให้รถของผู้อำนวยการกาชาดนำไปจอดข้างป่า ณ จุดซึ่งเคยประทับแรม ทั้งของสมเด็จพระนางเจ้าฯและอีกจุดห่างไปไม่ไกลเป็นที่เคยประทับแรมของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารในเวลานั้น

ทุกคนที่ไปจึงเห็นได้ชัด ว่าทรงเสียสละความปลอดภัยส่วนพระองค์ขนาดไหนที่ไปประทับอยู่เป็นมิ่งขวัญให้ทุกฝ่ายในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน ท่ามกลางภัยชุลมุนของสงคราม

อนึ่ง ผู้ที่หลบลี้หนีภัยได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารในเวลานั้น ไม่ได้มีเฉพาะราษฏรกัมพูชาเท่านั้น แต่มีทั้งผู้บาดเจ็บที่เป็นเขมรแดงบ้าง ฝ่ายกำลังเขมรเสรีบ้าง ดังนั้น การระแวงกันไปมาตามโอกาสและจังหวะจึงยังมีอยู่

แม้จุดที่ตั้งที่ประทับแรมอยู่ใกล้ขอบชายแดนส่วนแคบสุด  มีจุดสูงข่มบนเขาใกล้ๆที่ใครๆก็สามารถมองลงมาเห็นทุกความเคลื่อนไหวอย่างง่ายดาย เสียงปืนจากแนวชายแดนยังดังอยู่เป็นช่วงๆ

แต่พระองค์ก็ทรงแน่วแน่ที่จะประทับอยู่เพื่อช่วยเหลือ

จุดที่ประเทศไทยแคบที่สุด กลับกลายเป็นพื้นที่แสดงน้ำพระราชหฤทัยที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างที่สุด สะท้อนพลังความมีเมตตาธรรมตามวัฒนธรรมไทยอย่างชัดแจ้ง จนองค์กรองค์การนานาชาติใหญ่น้อย ต่างเทอดทูนสดุดีถวายรางวัลต่างๆมากมาย

กิจกรรมที่ศูนย์บริการสภากาชาดไทยที่เขาล้านนี้ทำภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างไม่เลือกฝ่าย ไม่เลือกข้าง ช่วยเหลือทุกชีวิตที่หนีร้อนเข้ามาพึ่งเย็นต่ออีกหลายปี จนสงครามในกัมพูชาผ่อนคลายลง และผู้อพยพทยอยเดินทางกลับมาตุภูมิหรือได้รับการช่วยเหลือให้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม

ศูนย์บริการภาคสนามแห่งนี้จึงได้ปิดตัวลง

เวลาและฝนฟ้าอากาศอันชุ่มฉ่ำของภาคตะวันออกของไทยก็ค่อยๆทำหน้าที่ของตัวเอง สิ่งปลูกสร้างชั่วคราวต่างๆในศูนย์บริการกาชาดในพื้นที่นี้จึงค่อยๆเสื่อมสภาพสลายไปตามกาลเวลา

เหลือไว้แต่ตำนาน

และ’’ศาลาราชการุณย์ ‘’

พิพิธภัณฑ์ที่ยังบอกเล่าข้อมูลอันทรงคุณค่าที่โลกยกย่องในความมีน้ำพระราชหฤทัยที่หยิบยื่นให้แก่เพื่อนมนุษย์อย่างไม่เลือกฝ่าย

สมดังพระราชสวณีย์ที่ทรงเอ่ยไว้ในช่วงเวลานั้นว่า ‘’…ฉันตัดสินใจจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหล่านี้เท่าที่กำลังความสามารถฉันจะมี…’’

นับเป็นพระมหาการุณยธรรมที่แผ่บุญกุศลแก่หลากชีวิตยิ่งแล้วพระพุทธเจ้าค่า

ขอกราบถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเจริญ…ยิ่งยืนนาน

ยโสธร ผู้ว่าฯและสภากาชาดไทย มอบถุงชุดธารน้ำใจ ช่วยผู้ประสบภัยอำเภอป่าติ้ว

(9 ก.ย.68) เวลา 13.30 น. ที่ศาลาการเปรียญวัดบ้านสระเกษ หมู่ที่ 10 และศาลาประชาคมบ้านโพธิ์ไทร หมู่ที่ 9 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และ บุคลากรสถานีกาชาดที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ลงพื้นที่เพื่อมอบถุงชุดธารน้ำใจ แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้

บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นใจ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เดินทางเข้าพบปะ พูดคุย และส่งกำลังใจแก่พี่น้องชาวตำบลโพธิ์ไทรที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ก่อนนำคณะร่วมมอบถุงชุดธารน้ำใจ จากสภากาชาดไทย จำนวน 55 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กล่าวย้ำว่า จังหวัดยโสธรให้ความสำคัญในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนเป็นอันดับแรก พร้อมกำชับทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะบุคลากรท้องที่ ท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้ชิด ต้องคอยสอดส่องดูแลและประสานความร่วมมือกับทางจังหวัด ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถก้าวผ่านวิกฤตอุทกภัยครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและมีขวัญกำลังใจที่เข้มแข็งทุกคน

สภากาชาดไทย จุดพลังการออมเพื่อการให้แก่เยาวชนไทย ผ่านกิจกรรม Charity Kids Club

(25 ก.ย. 68) Donation HUB สภากาชาดไทย ศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย พร้อมด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดกิจกรรม “Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้” ให้แก่นักเรียนระดับชั้นปีที่ 2 – 6 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา โครงการการศึกษานานาชาติ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานโครงการการศึกษานานาชาติ พร้อมด้วยคณะครู ให้การต้อนรับ

นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “กิจกรรม Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้ เป็นอีกหนึ่งเจตนารมณ์ของสภากาชาดไทย ในการปลูกฝังแนวคิดการออมเพื่อการให้แก่เด็กและเยาวชนไทย รวมถึงสร้างรากฐานการมีจิตสาธารณะและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตไปพร้อมกับหัวใจแห่งการให้ ควบคู่กับทักษะทางด้านวิชาการ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย สำหรับปีนี้ เราได้เริ่มจัดกิจกรรมที่ โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ เป็นแห่งแรก โดยได้รับความสนใจจากทั้งคุณครูและนักเรียนเป็นอย่างดี แผนต่อไปคือการขยายกิจกรรมไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร อาทิ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เพื่อสื่อสารภารกิจและปลูกฝังค่านิยมการออมเพื่อการให้ที่งดงามต่อไป”

กิจกรรม “Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 เพื่อปลูกฝัง สร้างจิตสำนึกในการให้ การเสียสละ และการมีจิตสาธารณะ รวมถึงเผยแพร่ให้เยาวชนเกิดการรับรู้ เข้าใจ ในภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย โดยกิจกรรมในปีนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดทำกระปุกออมสินจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อส่งมอบให้กับนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมสนุกคิด สนุกทำ จุดประกายหัวใจแห่งการให้

บรรยากาศของกิจกรรม Charity Kids Club เต็มไปด้วยความสนุกสนาน โดยนักเรียนได้รับชมแอนิเมชันบอกเล่าถึงภารกิจหลักของสภากาชาดไทย รวมถึงการปลูกฝังวินัยการออม ผ่านตัวการ์ตูน “กล่องบุญ – อิ่มใจ” ตัวแทนจาก Donation HUB สภากาชาดไทย โดยมีช่วงสำคัญ คือการให้นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกัน “Make mini promise” เขียนคำสัญญาสั้น ๆ เกี่ยวกับการออมเงินเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นลงบนกระปุกออมสิน ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ มุ่งมั่นทำตามสัญญาของตน แต่ยังเป็นสิ่งเตือนใจให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการออมเงิน และเข้าใจว่าการแบ่งปันแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แก่ผู้อื่นได้

เจนกิจ นัดไธสง สวทท.68 รายงาน

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย จัด 2 กิจกรรมในงาน “ เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568

(6 ต.ค. 68) องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก (World AIDS DAY) โดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ องค์กรที่ทำงานด้านเอดส์จึงได้ร่วมกันจัดงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ซึ่งศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาทุกปี  ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกัน HIV/AIDS เพื่อร่วมยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทยในปี 2573 โดยในปีนี้มีการจัด 2 แคมเปญ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวคือ การรับสมัครคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานองค์กรดีเด่นที่ทำคุณประโยชน์ด้านเอดส์ และ เชิญชวนเยาวชนเข้าร่วมประกวดวงดนตรีไทยสากล   “World AIDS Day 2025 Music Band Contest

โดยกิจกรรมแรก ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสนอชื่อบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กร ที่อุทิศตนในการทำงานด้านเอดส์ ทั้งการรณรงค์ป้องกัน การดูแลรักษา การให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ การส่งเสริมสิทธิด้านมนุษยชน ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขกับผู้ติดเชื้อในครอบครัวและสังคม เพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน  8 ประเภท คือ บุคคลดีเด่นด้านการแพทย์และสาธารณสุข บุคคลดีเด่นด้านสังคม สื่อสร้างสรรค์ดีเด่น สถานประกอบการดีเด่น รางวัลสถาบันการศึกษาดีเด่น องค์กรดีเด่น ครอบครัวดีเด่น และชมรมฯ หรือกลุ่มผู้ติดเชื้อฯ ดีเด่น โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเกียรติเข้ารับประทานโล่รางวัล ในงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 2568 ณ ห้องราชมณเฑียร แกรนด์ บอลรูม โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ
      
ผู้สนใจสามารถส่งผลงานประเภทต่าง ๆ พร้อมภาพถ่ายกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ได้ที่อีเมล [email protected] และ [email protected] ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมชาติ ทาแกง โทรศัพท์ 0 2255 7893-4 และ 08 1399 6121 หรืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.aidsid.or.th

และกิจกรรมที่ 2 คือ การประกวดวงดนตรีไทยสากล   “World AIDS Day 2025 Music Band Contest” โดยเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ อายุไม่เกิน 25 ปี เข้าร่วมประกวดวงดนตรีไทยสากล ในกิจกรรม “World AIDS Day 2025 Music Band Contest” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทียนส่องใจ เนื่องในวันเอดส์โลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 85,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตรการประกวดในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถด้านดนตรี พร้อมส่งต่อพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชน โดยวงที่ชนะเลิศในปี 2567 ได้แก่โรงเรียนเทศบาลบ้านท้ายช้าง จ.ตรัง ผู้ที่สนใจสามารถสมัครพร้อมส่งคลิปแนะนำทีมและการแสดงของวง 1 เพลง (ไม่เกิน 5 นาที) ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568
 
สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ คุณณัฏฐากร วิริยะวงศ์ โทร. 0 2251 6717 เว็บไซต์ www.aidsid.or.th หรือเฟซบุ๊กเพจ คลินิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย 

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top