“รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก” เปิดมุมมองอนาคตการศึกษาไทย: จากระบบผลิตบัณฑิต สู่ระบบสร้างศักยภาพมนุษย์ตลอดชีวิต
(19 ต.ค. 68) ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกได้ทุกวัน ‘การศึกษา’ คือเครื่องมือสำคัญที่จะสร้างคนไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต
รองศาสตราจารย์ ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ธุรกิจและการบริการ) สภาการศึกษา
เปิดมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อพาการศึกษาไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
🧭 บทสัมภาษณ์พิเศษ: “การศึกษาไทยในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม”
“เราต้องเปลี่ยนจากระบบที่สอนให้จำ ไปสู่ระบบที่สร้างให้คิด และเปลี่ยนจากการผลิตบัณฑิต เป็นการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ตลอดชีวิต”
รองศาสตราจารย์ ดร.ดนุวัศ สาคริก
🔹 Q: หลายคนมองว่าการศึกษาไทยยังไม่เท่าทันโลกดิจิทัล ท่านเห็นอย่างไร?
รศ.ดร.ดนุวัศ:
“ปัญหาหลักของการศึกษาไทยไม่ใช่คนไทยไม่เก่ง แต่ระบบของเรายังไม่เปิดโอกาสให้คนเก่งได้เติบโตเต็มศักยภาพ เรามักสอนเพื่อสอบ แต่โลกอนาคตต้องการคนที่คิดเชิงระบบ แก้ปัญหาเป็น และสร้างคุณค่าใหม่ได้”
“วันนี้โลกเปลี่ยนด้วยความเร็วของเทคโนโลยี ตั้งแต่ AI, Big Data, ไปจนถึงเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม แต่ระบบการศึกษายังเดินด้วยความเร็วแบบเดิม หากไม่เร่งปรับโครงสร้างและแนวคิด เราจะเจอช่องว่างทักษะมหาศาลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”
🔹 Q: การศึกษาไทยควรปรับอย่างไรให้ตอบโจทย์อนาคต?
รศ.ดร.ดนุวัศ:
“เราต้องเปลี่ยนจากระบบที่ ‘สอนเหมือนกันหมด’ ไปสู่ระบบที่ ‘เรียนรู้ตามสมรรถนะ’ (Competency-Based Education) เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบตัวเองและเติบโตตามศักยภาพ”
“นโยบายสำคัญมี 3 ด้านที่ควรขับเคลื่อนควบคู่กันคือ
1. พัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะชีวิตไปพร้อมกัน,
2. ใช้เทคโนโลยีช่วยครูให้สอนง่ายขึ้น ไม่ใช่เพิ่มภาระ และ
3. เชื่อมการศึกษาเข้ากับเศรษฐกิจจริง ให้ผู้เรียนเห็นว่าความรู้สามารถต่อยอดสู่อาชีพและรายได้ได้จริง”
🔹 Q: ในบทบาทของนักวิชาการท่านเสนอแนวนโยบายอะไรบ้าง?
รศ.ดร.ดนุวัศ:
“แนวคิดที่ผมผลักดันคือ Education for Economy — การศึกษาต้องเดินไปพร้อมเศรษฐกิจ ต้องรู้ว่าประเทศต้องการแรงงานและทักษะแบบไหน แล้วปรับระบบการเรียนให้ตอบโจทย์นั้น ต้องสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชนและภาคการศึกษา เพื่อให้กำลังคนที่ผลิตได้ตอบโจทย์โลกการทำงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคต”
“ เราจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพการศึกษาและยกระดับคุณภาพคนไทยเพื่อมุ่งสู่การสร้างทักษะและการทำงานที่มีรายได้สูงขึ้น เพิ่ม Productivity หรือสร้าง Higher-Paid Job ให้คนไทยสามารถทำงานที่มีค่าตอบแทนสูง แทนการใช้นโยบายแบบประชานิยมพวกการขึ้นค่าแรงหรือการแจกเงิน”
“เราควรจัดสรรงบประมาณแบบมุ่งผลลัพธ์ (Performance-Based Budgeting) เพื่อให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่สร้างผลลัพธ์เชิงคุณภาพได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้น ระบบแบบนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง”
🔹 Q: บทบาทของครูในอนาคตควรเป็นอย่างไร?
รศ.ดร.ดนุวัศ:
“ครูยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้สอน’ มาเป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้’ (Learning Designer) เพราะเด็กยุคนี้เรียนรู้จากทุกที่ ครูต้องชี้ให้เห็นว่าความรู้มีความหมายและสามารถเปลี่ยนชีวิตได้”
“เราควรมีโครงการ Re-skill ครู ที่ให้ครูทุกคนเรียนรู้การใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ครูต้องเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคน ไม่ใช่แค่ผู้สอนในห้องเรียน”
🔹 Q: Lifelong Learning คือกุญแจสำคัญของอนาคตหรือไม่?
รศ.ดร.ดนุวัศ:
“แน่นอนครับ โลกยุคนี้ไม่มีใครเรียนจบแล้วจบจริง ทุกคนต้องเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต เราจึงควรมี ระบบเครดิตการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning Credit System) และ Learning Wallet ที่ให้ประชาชนสะสมหน่วยการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรียนในมหาวิทยาลัย เรียนออนไลน์ หรือเรียนจากการทำงานจริง”
🔹 Q: การศึกษาของผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางควรได้รับการสนับสนุนอย่างไร?
รศ.ดร.ดนุวัศ:
“สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย การศึกษาไม่ควรจบแค่ในวัยเด็ก แต่ต้องขยายไปสู่ทุกช่วงชีวิต ผู้สูงอายุควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้เรื่อง ‘Green Skills’ และ ‘Digital Skills’ เพื่อให้เขายังสร้างรายได้และมีคุณค่าในชุมชน”
“ผมมองว่าศูนย์การเรียนรู้ของผู้สูงอายุควรถูกพัฒนาให้เป็น Community Learning Hub ที่ให้ทั้งการเรียนรู้ การทำงาน และการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี”
🔹 Q: ภาพอนาคตของการศึกษาไทยที่ท่านอยากเห็นในอีก 10 ปีคืออะไร?
รศ.ดร.ดนุวัศ:
“ผมอยากเห็นระบบการศึกษาที่ทุกคนรู้สึกว่า ‘การเรียนรู้คือโอกาส ไม่ใช่ภาระ’ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่แห่งนวัตกรรม มหาวิทยาลัยควรเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และครูอาจารย์ควรเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคนดี คนเก่ง และคนที่กล้าเปลี่ยนโลก”
“ถ้าเราสร้างระบบการเรียนรู้ที่ทำให้คนไทยคิดเป็น ทำเป็น และเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง — ประเทศไทยจะไม่มีวันล้าหลัง”








