Thursday, 4 June 2026
สงครามโลก

วีรบุรุษรหัสลับสงครามโลกที่กำลังจะถูกลืม หลัง ‘ทรัมป์’ สั่งลบข้อมูลจากเครือข่ายกลาโหม

กองทัพของประเทศต่าง ๆ บนโลกใบนี้ต่างก็มีและใช้รหัสลับมายาวแล้ว แต่การใช้และความซับซ้อนของรหัสเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นการส่งโดย โทรเลข ไฟสัญญาณ สุนัขส่งสาร นกพิราบสื่อสาร หรือวิทยุสื่อสารในยุคแรก ๆ ข้อความมักถูกส่งเป็นรหัสเพื่อป้องกันไม่ให้ความลับตกไปอยู่ในมือของข้าศึก แนวคิดการใช้ทหารอเมริกันอินเดียนที่มีความถนัดทั้งภาษาชนเผ่าดั้งเดิมและภาษาอังกฤษในการส่งข้อความลับในสนามรบถูกนำมาทดสอบครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ จึงได้พัฒนานโยบายเฉพาะในการสรรหาและฝึกอบรมทหารชาวอเมริกันอินเดียนให้กลายเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยรหัสภาษาชนพื้นเมืองอเมริกัน (Code talkers)

Code talkers เป็นทหารอเมริกันเชื้อสายอินเดียนแดงที่ใช้ภาษาประจำเผ่าในการสื่อสารลับในสนามรบ ส่วนใหญ่แล้วจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยรหัสภาษาของชาวนาวาโฮ (Navajo Code Talkers) ซึ่งใช้ภาษาพื้นเมืองของตนเพื่อถ่ายทอดข้อความลับของฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิรบแปซิฟิกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มีชนพื้นเมืองอเมริกันอย่างน้อย 14 ชนชาติ รวมถึงเชอโรกีและโคแมนชี ทำหน้าที่นี้ทั้งในสมรภูมิแปซิฟิกและยุโรป กองทัพบกสหรัฐฯ เป็นเหล่าทัพแรกที่เริ่มรับสมัคร Code talkers จากมลรัฐต่าง ๆ เช่น โอคลาโฮมา ต่อมาในปี 1940 เหล่าทัพอื่น ๆ เช่น นาวิกโยธินและกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็รับสมัครตามมา Code talkers ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ รุ่นแรกมี 29 นาย ซึ่งเป็นชาวอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮ สำเร็จการฝึกอบรมในปี 1942 นอกเหนือจากการฝึกขั้นพื้นฐานแล้ว ทหารเหล่านี้ยังต้องพัฒนาและจดจำรหัสทางทหารเฉพาะตัว โดยใช้ภาษาที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเขียน และต้องถูกกักตัวในห้องที่ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจนกว่าภารกิจนี้จะเสร็จสิ้น

รหัสประเภทแรกที่พวกเขาสร้างขึ้น คือรหัสประเภทที่ 1 ประกอบด้วยคำศัพท์ภาษานาวาโฮ 26 คำ ซึ่งย่อมาจากตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวที่สามารถใช้สะกดคำได้ ตัวอย่างเช่น คำว่า “มด” ในภาษานาวาโฮ ซึ่งแปลว่า “มด” ถูกใช้แทนตัวอักษร “a” ในภาษาอังกฤษ รหัสประเภทที่ 2 ประกอบด้วยคำศัพท์ที่สามารถแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษานาวาโฮได้โดยตรง และนักพูดโค้ดยังได้พัฒนาพจนานุกรมคำศัพท์ 211 คำ (ต่อมาได้ขยายเป็น 411 คำ) สำหรับคำศัพท์และชื่อทางการทหารที่เดิมไม่มีอยู่ในภาษานาวาโฮ ตัวอย่างเช่น เนื่องจากไม่มีคำในภาษานาวาโฮที่แปลว่า "เรือดำน้ำ" นักพูดโค้ดจึงตกลงใช้คำว่า besh-lo ซึ่งแปลว่า "ปลาเหล็ก"

Code talkers ส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายให้ทำงานเป็นคู่ในแต่ละหน่วย โดยระหว่างการรบเจ้าหน้าที่นายหนึ่งจะเป็นพลวิทยุส่วนอีกนายหนึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดและรับข้อความด้วยภาษาพื้นเมืองและแปลเป็นภาษาอังกฤษ งานของพวกเขามีความอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิแปซิฟิก เพราะทหารญี่ปุ่นตั้งใจเล็งเป้าหมายไปยังทหารเสนารักษ์และพลวิทยุ และโค้ดทอล์คเกอร์ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาขณะส่งข้อความ Code talkers เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 และพวกเขาได้เข้าร่วมการรบที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงสมรภูมิหาดยูทาห์ในช่วงการบุกโจมตีวันดีเดย์ในฝรั่งเศส และที่อิโวจิมาในสมรภูมิแปซิฟิก พันตรีโฮเวิร์ด คอนเนอร์ นายทหารสัญญาณของกองพลนาวิกโยธินที่ 5 กล่าวว่า "หากไม่ใช่เพราะ Code talkers ชาวนาวาโฮ กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ คงจะไม่สามารถยึดอิโวจิมาได้"

Navajo Code Talkers คือกลุ่มนาวิกโยธินอเมริกันพื้นเมืองจากชนเผ่านาวาโฮ ซึ่งได้พัฒนาและใช้รหัสลับที่อ้างอิงจากภาษาของพวกเขาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รหัสของพวกเขามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารทางทหารของสหรัฐฯ ในสมรภูมิแปซิฟิก และถือเป็นหนึ่งในรหัสทางทหารเพียงไม่กี่รหัสที่ไม่เคยถูกถอดรหัสได้ในช่วงสงคราม ทำไมต้องภาษานาวาโฮ เพราะภาษานาวาโฮเป็นภาษาที่มีความซับซ้อน ไม่ได้เขียนขึ้น และไม่มีอักษรที่เป็นทางการในเวลานั้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา การเรียนรู้เป็นเรื่องยากมาก มีเพียงไม่กี่คนนอกเผ่า Navajo ที่รู้ภาษานี้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้เป็นภาษารหัสในการรักษาความปลอดภัย

วิธีการทำงานของโค้ด: รหัสดังกล่าวไม่ใช่เพียงภาษาของชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮเท่านั้น แต่ยังเป็นรหัสภาษาชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮที่ถูกกำหนดความหมายทางทหารไว้เป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น:
"Chay-da-gahi" (เต่า) = รถถัง หรือ "Tsidi Nez" (นกอินทรี) = เครื่องบิน หรือ " Besh-lo" (ปลาเหล็ก) = เรือดำน้ำ พวกเขายังได้สร้างระบบตัวอักษรโดยใช้คำภาษาอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮแทนตัวอักษรภาษาอังกฤษ (เช่น “wol-la-chee” (ant) = A) หรือ คำแปลของคำว่าอิโวจิมา I: A-chi (ลำไส้) W: Gloe-ih (พังพอน) O: Ne-ahs-jah (นกฮูก) J: Tkele-cho-g (คนโง่) I: A-chi M: Na-as-tso-si (หนู) และ A: Wol-la-chee (มด) บทบาท Navajo Code Talkers ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งแรกในปี 1942 ในสมรภูมิกัวดัลคาแนล และมีบทบาทสำคัญในการรบครั้งสำคัญ ๆ ในเวลาต่อมาได้แก่: อิโวจิมา  ไซปัน และโอกินาว่า ข้อความที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้วิธีการดั้งเดิม สามารถส่งและรับได้ภายในไม่กี่นาทีโดยใช้ Navajo Code Talkers

แม้ในช่วงสงคราม Code talkers จะอุทิศตนอย่างกล้าหาญ แต่ Code talkers ชาวพื้นเมืองอเมริกันกลับถูกสั่งให้เก็บงานของตนไว้เป็นความลับ แม้แต่ครอบครัวก็ไม่สามารถบอกเล่าเกี่ยวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ เนื่องจากโค้ดที่พวกเขาพัฒนาขึ้นยังคงมีการใช้งานอยู่ กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องการให้โครงการนี้เป็นความลับ เผื่อว่าจำเป็นต้องใช้โค้ดดังกล่าวอีกครั้งในสงครามครั้งต่อ ๆ ไป จนกระทั่งเมื่อโครงการ Code talkers ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอได้งถูกยกเลิกการจัดประเภทในชั้นความลับในปี 1968 การยอมรับโครงการ Code talkers ทั่วสหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้ว่าจะมีการยอมรับ Code talkers บ้างในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 แต่จนกระทั่งปี 2001 จึงมีการมอบ เหรียญ Congress Gold Medal ให้กับ Code talkers ชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮ 29 นาย และชนเผ่าอื่น ๆ ในเวลาต่อมา

ปัจจุบันด้วยคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ยกเลิกโครงการ "Diversity, Equity, and Inclusion (DEI)" ของรัฐบาลกลาง จึงทำให้มีการลบเนื้อหาเกี่ยวกับ Code Talkers ออกจากเว็บไซต์กองทัพบกและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดย URL ของบทความเหล่านั้นถูกระบุว่า เนื้อหาดังกล่าวมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ DEI โดยมีรายงานว่าบทความอย่างน้อย 10 บทความที่เกี่ยวข้องกับ Code talkers ชนพื้นเมืองอเมริกันได้หายไปจากเว็บไซต์ของกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตามที่ จอห์น อัลลีออต โฆษกกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า "ดังที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวไว้ว่า DEI ตายไปแล้วในกระทรวงกลาโหม เรายินดีที่กระทรวงฯ ปฏิบัติตามคำสั่งให้นำเนื้อหา DEI ออกจากทุกแพลตฟอร์มอย่างรวดเร็ว" ทำให้บุคคลผู้กล้าหาญเหล่านั้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้ภาษาแม่ของตนเพื่อพัฒนารหัสลับที่ยากแก้การถอดรหัส อันเป็นหัวใจสำคัญในการคว้าชัยชนะในสมรภูมิแปซิฟิกของกองทัพสหรัฐฯ และผลงานของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความกล้าหาญที่หาที่เปรียบมิได้ แม้ว่า การลบเนื้อหาดังกล่าวจะเป็นความมุ่งมั่นของกระทรวงกลาโหมในการปฏิบัติตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ ก็ตาม แต่การยกย่องมรดกของ Code Talkers เหล่านั้นควรอยู่เหนือการพิจารณาในมิติของ DEI เพราะความกล้าหาญของพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าและการเสียสละอันลึกซึ้งของชนพื้นเมืองอเมริกันในการรับใช้ชาติของพวกเขาเหล่านั้น

ชัยชนะของจีนในสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างเงื่อนไข!! เอื้อฟื้นฟูชาติ

(6 ก.ย. 68) สถาบันซินหัว คลังสมองของสำนักข่าวซินหัว เผยแพร่รายงานระบุว่าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นได้สร้างเงื่อนไขสำคัญให้ประชาชนจีนสร้างเส้นทางที่ถูกต้องสู่การฟื้นฟูชาติภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

รายงานฉบับดังกล่าวมีชื่อว่า "รำลึกประวัติศาสตร์และผดุงความยุติธรรม - คุณูปการยิ่งใหญ่ของสมรภูมิหลักทางตะวันออกในสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก" เผยแพร่ทั้งฉบับภาษาจีนและภาษาอังกฤษ

ปี 2025 นับเป็นวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งรายงานเผยว่าสถานการณ์อันซับซ้อนของสงครามได้เป็นบททดสอบและหล่อหลอมพรรคคอมมิวนิสต์จีน

หลังจากชัยชนะในสงคราม พรรคฯ ได้ชี้นำประชาชนให้บรรลุชัยชนะในการปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่อย่างรวดเร็ว และก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ทำภารกิจแห่งประวัติศาสตร์ในการสร้างเอกราชของชาติและการปลดแอกประชาชนจีนสำเร็จลุล่วงในที่สุด

รายงานระบุว่าความสำเร็จครั้งนี้ได้ลบล้างศตวรรษแห่งความอัปยศอดสู สร้างเงื่อนไขทางสังคมขั้นพื้นฐานสำหรับการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน และเปิดบทใหม่แห่งการพัฒนาของจีน

อนึ่ง สถาบันซินหัว ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัยเชิงนโยบาย ได้ดำเนินการวิจัยเชิงคาดการณ์ เชิงกลยุทธ์ และเชิงเตรียมการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับประเด็นสำคัญทั้งในประเทศและระดับโลก โดยได้สร้างผลงานวิจัยที่ทรงอิทธิพลจำนวนมากในกระบวนการดังกล่าว

‘ทรัมป์’ รับประกัน!! จะไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 3 ยกดีลหยุดยิง ‘อิสราเอล–ฮามาส’ เป็นข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดสันติภาพที่เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ ว่า “โลกจะไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้าเราฉลาดพอ” พร้อมระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่เพิ่งลงนาม ถือเป็นหลักประกันว่าหากเกิดสงครามขึ้นอีก “ก็จะไม่ปะทุในตะวันออกกลางแน่นอน”

นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนช่วยให้การเจรจาบรรลุผล พร้อมชื่นชมว่าดีลครั้งนี้เป็น “ความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์” และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคที่เผชิญความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ

โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิว่า “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่วันนี้ อาจเป็นดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็ได้”

31 ตุลาคม พ.ศ. 2465 ‘เบนิโต มุสโสลินี’ ก้าวขึ้นเป็นนายกฯ อิตาลี ด้วยวัยเพียง 39 ปี อายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ ก่อนนำโรมเข้าสู่สงครามโลก ร่วมกับ ‘ฮิตเลอร์’ บทสุดท้ายจบไม่สวย ถูกประหารและแขวนประจานในมิลาน

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) เบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini) ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอิตาลีในวัย 39 ปี ทำให้เขาเป็นนายกฯ ที่อายุน้อยที่สุดของประเทศ และได้รับสมญานามว่า “อิล ดูเช” แปลว่า “ท่านผู้นำ” ก่อนหน้านั้น มุสโสลินีได้ก่อตั้งพรรคฟาสซิสต์ (Fascist) ในปี 2462 และในปี 2468 เขาได้สถาปนาตนเองเป็นเผด็จการเต็มรูป บังคับยกเลิกระบบรัฐสภาและรวบอำนาจทั้งหมด

มุสโสลินีได้ขยายอำนาจไปยังต่างประเทศ ส่งกองทัพอิตาลีรุกรานเอธิโอเปีย อัลบาเนีย และเข้าร่วมเป็นฝ่ายอักษะกับเยอรมนีภายใต้ผู้นำอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รวมทั้งเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเต็มตัว แม้จะทราบว่าอิตาลีขาดกำลังและทรัพยากร แต่เขาเชื่อว่าการเข้าร่วมสงครามจะทำให้อิตาลีได้ดินแดนและความยิ่งใหญ่

อย่างไรก็ตามในปี 2488 มุสโสลินีถูกจับโดยฝ่ายต่อต้านอิตาลีและถูกประหารชีวิตพร้อมอนุภรรยา (เมียน้อย) คลาล่า แปตะชิ ใกล้ทะเลสาบโกโม ร่างของเขาถูกนำไปแขวนประจานในเมืองมิลาน เป็นการยืนยันการสิ้นชีวิตและสิ้นสุดยุคจอมเผด็จการของอิตาลี

สหรัฐฯ ถอยเกมรบ? ปฏิบัติการ ‘Epic Fury’ กับอิหร่านสิ้นสุดแล้ว ประธานาธิบดีมุ่งสู่สันติภาพและข้อตกลง ผลงานบรรลุเป้าหมายตามแนวทางทรัมป์ ยังรออิหร่านตอบรับข้อเสนอสำคัญ

"ไปกันใหญ่!"

มาร์โก รูบิโอ ยอมรับปฏิบัติการ ‘Operation Epic Fury’ ที่มีต่ออิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว โดยอ้างเหตุผล "บรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการแล้ว" และไม่ต้องการให้สถานการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้นอีก ซึ่งเป็นไปตามเส้นทางแห่งสันติภาพตามที่โดนัล ทรัมป์วางแนวทางไว้

“Operation Epic Fury สิ้นสุดแล้ว เราบรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการดังกล่าว” รูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าว และระบุว่าช่วงการโจมตีของสงครามกับอิหร่านนั้นจบลงแล้ว

ขณะนี้ รูบิโอกล่าวว่า ประธานาธิบดีต้องการเดินหน้าไปสู่การทำข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งรวมถึงบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้กลับมาใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ

“นั่นคือแนวทางที่ประธานาธิบดีต้องการ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ใช่แนวทางที่อิหร่านเลือก” รูบิโอกล่าวเสริม

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1288635783424779/?rdid=i2pT5LFs200Wpc3C#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top