Monday, 26 October 2026
สงครามโลกครั้งที่สอง

วันนี้เมื่อ 78 ปีก่อน โลกได้จารึกปฏิบัติการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตร เปิดฉากบุกยึดคืนฝรั่งเศส จากนาซี จนนำไปสู่การชนะศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด

6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 วันดี เดย์ (D Day) เป็นวันที่ทหารกองกำลังสัมพันธมิตร 156,000 นาย ส่วนใหญ่เป็นทหารอเมริกัน อังกฤษ และแคนาดา ยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีเพื่อเริ่มปฏิบัติการปลดปล่อยประเทศที่ถูกนาซียึดครอง จึงเรียกว่าวันดีเดย์ (D-Day) ย่อมาจาก Deliverance Day ถือเป็นปฏิบัติการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เฉพาะวันแรกวันเดียวมีทหารล้มตายถึง 4,400 นาย

ยุทธการนี้ใช้เรือถึง 7,000 ลำ ลำเลียงกำลังพล 156,000 นาย และยานพาหนะ 10,000 คัน ไปยังหาดทั้ง 5 แห่งตามแนวชายฝั่งนอร์มังดี รวมถึงมีการสนับสนุนกองกำลังทางอากาศและทางเรือซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเอาชัยชนะมาได้

แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 7 ทศวรรษแล้ว แต่ “การรบที่นอร์มังดี” (The Battle of Normandy) ยังเป็นมรดกของประวัติศาสตร์สงครามที่นักการทหารยังต้องเรียนรู้เสมอ อีกทั้งยังปรากฏในรูปของภาพยนตร์ให้คนรุ่นหลังได้ชมกัน และอย่างน้อยก็ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับคำว่า “ดี เดย์” นั่นเอง

6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมือง ฮิโรชิมะ ส่งผลญี่ปุ่นยอมแพ้ นำไปสู่การยุติสงครามโลกครั้งที่สอง

ในช่วงเช้าของวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เครื่องบิน B-29 ของสหรัฐ อเมริกา ได้ปล่อยระเบิดปรมาณู อาวุธที่คิดค้นขึ้นใหม่ใส่พื้นที่ของเมืองฮิโรชิมะ ของญี่ปุ่น ทำลายเมืองจนราบเป็นหน้ากลอง คร่าชีวิตผู้คนนับแสนคนในพริบตา ก่อนที่ญี่ปุ่นจะประกาศยอมยุติสงครามในเวลาต่อมา

การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมะและนางาซากิ เป็นการโจมตีจักรวรรดิญี่ปุ่นด้วยอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ อเมริกา ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง โดยคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แฮร์รี เอส. ทรูแมน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม และวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 หลังจากการโจมตีทิ้งระเบิดเพลิงตามเมืองต่าง ๆ 67 เมืองของญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาติดต่อกันถึง 6 เดือน สหรัฐอเมริกาจึงได้ทิ้งระเบิดปรมาณู หรือที่เรียกในปัจจุบันว่าระเบิดนิวเคลียร์ ซึ่งมีชื่อเล่นเรียกว่า ลิตเติลบอย ใส่เมืองฮิโรชิมะในวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ตามด้วย ‘แฟตแมน’ ระเบิดปรมาณูลูกที่สองใส่เมืองนางาซากิ นับเป็นระเบิดนิวเคลียร์เพียง 2 ลูกเท่านั้นที่นำมาใช้ในประวัติศาสตร์การทำสงคราม

6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ‘วันดี-เดย์’ (D-Day) ปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี เพื่อปลดปล่อยประเทศที่ถูกนาซียึดครอง ใน WW2

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 เป็นวันที่กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรจากสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ แคนาดา และฝรั่งเศส ยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี ชายฝั่งตอนเหนือของฝรั่งเศส เพื่อปลดปล่อยประเทศในยุโรปเหนือและยุโรปตะวันตกให้หลุดพ้นจากการยึดครองของกองทัพนาซี ในสงครามโลกครั้งที่สอง

โดยวันดังกล่าวถูกเรียกว่าวัน ‘ดี-เดย์’ (D-Day) ซึ่งย่อมาจาก ‘Deliverance Day’ มีความหมายว่าวันแห่งการปลดปล่อย ยุทธการในวันดีเดย์ถือเป็นการร่วมของทหารเรือ ทหารบก และทหารอากาศ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด และมีรหัสที่ใช้เรียกยุทธการนี้ว่า ‘Overload’

ยุทธการในวันดีเดย์ใช้กำลังพลถึง 156,000 นาย พร้อมกับยานพาหนะ 10,000 คัน และเรืออีก 7,000 ลำขึ้นไปยังหาดทั้ง 5 แห่งตามแนวชายฝั่งนอร์มังดี ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดการสนับสนุนจากกองกำลังทางอากาศและทางเรือที่มีความแข็งแกร่งกว่าฝ่ายเยอรมันอยู่มาก สุดท้ายฝ่ายสัมพันธมิตรก็สามารถยกทัพจากแคว้นนอร์มังดีเข้าไปปลดปล่อยกรุงปารีสได้สำเร็จในช่วงปลายเดือนสิงหาคมในปีเดียวกัน

ซึ่งยุทธการในครั้งนี้ ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องสูญเสียกำลังพลไปถึง 4,400 นาย และบาดเจ็บหรือสูญหายกว่า 9,000 นาย ในขณะที่ฝ่ายเยอรมันมีตัวเลขการสูญเสียอย่างไม่แน่ชัดอยู่ที่ประมาณ 4,000-9,000 นาย นอกจากนี้ยังมีพลเรือนชาวฝรั่งเศสที่โดนลูกหลงจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรอีกหลายพันคนเช่นกัน

การยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของสงครามโลกครั้งที่สอง และยังเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์สงครามที่โด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้เหตุการณ์วันดีเดย์ยังถูกนำมาถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง เช่น Saving Private Ryan, The Longest Day และ D-Day เป็นต้น

ปูติน-สี จิ้นผิง ร่วมสวนสนาม ประกบอดีตทหารผ่านศึกสงครามโลก วัย 99 และ 101 ปี

(10 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Ethan Hunts’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ผู้อาวุโส 2 ท่านที่นั่งชมสวนสนาม ประกบผู้นำจีน และรัสเซีย คือ แขกพิเศษของ ปธน.ปูติน นั่งติดกับ ปธน.จีน คืออิวาน มาตินุชกิน วัย 101 ปี อดีตทหารโซเวียตในสมรภูมิยูเครน เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง

ที่นั่งติดกับ ปธน.รัสเซีย คือนายเยฟเกนี่ ซนาเมนสกี้ วัย 99 ปี จากเบลารุสที่บุกเบอร์ลิน ในปี 1945

ลูกสาววัย 79 ปี ตามรอยอดีตพ่อสารวัตรทหารญี่ปุ่น หลังพ่อสั่งสลักคำขอโทษบนหลุมศพ บทบาทสารวัตรสำคัญในสงคราม เผยปฏิบัติการปราบปรามโหดร้าย ลูกสาวหวังญี่ปุ่นทบทวนอดีตสงคราม

คำขอโทษจากอดีต 'สารวัตรทหารญี่ปุ่น' สู่ลูกสาวผู้ตามหาความจริงสงครามรุกรานจีน

โตเกียว, 16 ก.ย. (ซินหัว) -- อายาโกะ คุราฮาชิ วัย 79 ปี เป็นลูกสาวของยูกิจิ โอซาวะ อดีตนายทหารหน่วยสารวัตรทหารของกองทัพคันโตของญี่ปุ่นระหว่างญี่ปุ่นรุกรานจีน ซึ่งเคยประจำการในหลายพื้นที่ของจีน เช่น เทียนจิน ปักกิ่ง และเมืองตงหนิงในมณฑลเฮยหลงเจียง และต่อมาถูกกองกำลังโซเวียตจับกุมเมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนในปี 1945 แต่สามารถหลบหนีและเดินทางกลับญี่ปุ่นได้ ทว่าในปี 1986 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต โอซาวะได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ลูกสาว พร้อมสั่งให้สลักข้อความขอโทษเหล่านี้ลงบนแผ่นป้ายหน้าหลุมศพ

ใจความในกระดาษระบุว่าโอซาวะได้เข้าร่วมสงครามรุกรานจีน เขาสำนึกผิดอย่างยิ่งต่อทุกสิ่งที่ได้กระทำลงไปและรู้สึกขอโทษอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนชาวจีน ทว่าคุราฮาชิรู้เพียงว่าพ่อของเธอเคยเป็นสารวัตรทหาร แต่ไม่รู้ว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้างกันแน่ คุราฮาชิจึงพยายามติดต่ออดีตสารวัตรทหารที่เคยประจำการร่วมกับพ่อของเธอเพื่อค้นหาคำตอบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบอันใด
ฟันเฟืองสำคัญของการปราบปราม

เซยะ มัตสึโนะ นักประวัติศาสตร์และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติ มหาวิทยาลัยเมจิ กาคุอิน เปิดเผยว่าบทบาทของสารวัตรทหารในสงครามญี่ปุ่นรุกรานจีนเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สงคราม โดยสารวัตรทหารมีอยู่ในจีนแล้วตั้งแต่ช่วงก่อตั้งกองทัพคันโต และเมื่อการรุกรานของญี่ปุ่นขยายวง หน่วยสารวัตรทหารจึงถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ต่างๆ ของจีน

มัตสึโนะระบุว่าสารวัตรทหารมีหน้าที่หลากหลาย เช่น การปกป้องความลับทางทหาร การค้นหาสายลับ การควบคุมและตรวจสอบการสื่อสารและองค์กรสื่อ และการปราบปรามพลเรือนที่ถูกมองว่า "เป็นปฏิปักษ์" ซึ่งรวมถึงผู้ที่ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นหรือปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับกองกำลังยึดครอง โดยหน่วยสารวัตรทหารมีอำนาจมหาศาลและเป็นองค์กรที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง คอยทำหน้าที่เสมือนกรงเล็บและแนวหน้าของกองทัพญี่ปุ่นในการปราบปรามประชาชนท้องถิ่นระหว่างการรุกราน

มัตสึโนะยังแสดงสำเนารายงานลับจากหน่วยสารวัตรทหารฉบับหนึ่งที่อธิบายวิธีจัดการกับบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับ โดยจะทำ "การส่งตัวเป็นกรณีพิเศษ" หมายถึงการส่งบุคคลนั้นไปยังหน่วยปฏิบัติการ 731 แห่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหน่วยที่ดำเนินการทดลองกับมนุษย์อย่างโหดร้าย รวมถึงการทำสงครามชีวภาพและสงครามเชื้อโรคในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

นอกจากนี้ มัตสึโนะระบุว่าพ่อของคุราฮาชิมียศนายทหารประทวนในหน่วยสารวัตรทหาร ซึ่งมักรับผิดชอบสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาในปฏิบัติการแนวหน้า และพ่อของคุราฮาชิอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้นหา จับกุม และปราบปรามผู้ที่ต่อต้านกองกำลังญี่ปุ่น
ลูกสาวผู้ค้นหาความจริง

คุราฮาชิจดจำพ่อของเธอว่าเป็นคนเคร่งขรึม แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ นั่นคือครั้งที่พ่อจู่ๆ ร้องไห้ออกมาขณะชมรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับสงครามของญี่ปุ่นในจีน ต่อมาเธอเดินทางไปจีนหลายครั้งเพื่อแสดงความสำนึกผิดแทนพ่อ โดยเยือนพิพิธภัณฑ์สงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น หอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่น และสถานที่อื่นๆ ซึ่งการได้เห็นหลักฐานเพิ่มเติมญี่ปุ่นสร้างความสะเทือนใจแก่คุราฮาชิอย่างมาก

คุราฮาชิกล่าวทิ้งท้ายว่าสังคมญี่ปุ่นยังไม่ได้ทบทวนประวัติศาสตร์สงครามอย่างเพียงพอ โดยในห้องเรียนญี่ปุ่น ครูอาจบอกนักเรียนเกี่ยวกับสถานที่บางแห่งที่กองทัพญี่ปุ่นเคยส่งกำลังไปประจำการ แต่บ่อยครั้งไม่ได้ลงลึกถึงสิ่งที่กองกำลังญี่ปุ่นได้กระทำในสถานที่เหล่านั้น ซึ่งเธอหวังว่าญี่ปุ่นจะเผชิญหน้าและทบทวนประวัติศาสตร์การรุกรานของตน และหวังว่าถ้อยคำขอโทษบนหลุมศพของพ่อเธอจะเข้าถึงผู้คนในวงกว้างยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top