Saturday, 5 September 2026
วุฒิสภา

'สว.ไชยยงค์' ผู้แทนคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา เดินสายเยี่ยมเยียนสวัสดีปีใหม่สื่อใหญ่ 5 แห่ง เดลินิวส์ ข่าวสด แนวหน้า ไทยพีบีเอส บ้านเมือง 

เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้แทนคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา พบปะเยี่ยมเยียนพร้อมมอบกระเช้าผลไม้แสดงความปรารถนาดี ในโอกาสเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2568 แก่สื่อมวลชนที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต โดยเริ่มจากสำนักงาน บริษัทข่าวสด จำกัด (หนังสือพิมพ์ข่าวสด) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยมี นายวุฒิเทพ เดชะภัทร บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ข่าวสดและคณะ ร่วมรับมอบ

จากนั้นคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา เดินทางสวัสดีปีใหม่ บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด เขตหลักสี่ (นสพ.แนวหน้า)โดยมี นายอดิศร วงศ์ศรศักดิ์ หัวหน้าข่าว เป็นผู้รับมอบ

ต่อมาคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา สวัสดีปีใหม่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) เขตหลักสี่ โดยมีนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวและคณะ ร่วมรับมอบ

ต่อมาคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา เดินทางไปสวัสดีปีใหม่ ที่สำนักงานใหญ่ นสพ.เดลินิวส์ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยมี นายอภิชัย รุ่งเรืองกุล บรรณาธิการผู้พิมพ์และโฆษณา และคณะ ร่วมรับมอบ

ก่อนจะปิดท้ายของวัน เดินทางไปที่บริษัท นวกิจบ้านเมือง จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ 

สวัสดีปีใหม่เวบไซต์บ้านเมือง

โดยมี นายชิงชัย รุ่งละโภ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์บ้านเมือง เป็นผู้รับมอบ

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา และเยี่ยมกำลังพลของกองกำลังสุรนารี  พร้อมทั้งมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ณ จังหวัดสุรินทร์

เมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.68) เวลา 09.30 น. ถึง 12.00 น. คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยกรรมาธิการ ได้แก่ นายสมบูรณ์ หนูนวล ร้อยตำรวจเอกฉลอง ทองนะ ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ พร้อมด้วยนักวิชาการ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา และเยี่ยมกำลังพล ของกองกำลังสุรนารี โดยมี พลตรี วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 และพลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้การต้อนรับ โดยคณะกรรมาธิการได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับผลการปฏิบัติของกองกำลังสุรนารี ณ ห้องประชุมเหมะบุตร นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้มีการเยี่ยมเยือนกำลังพล เพื่อให้กำลังใจ และยกย่องเชิดชูในความเสียสละ และอดทนในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ความมั่นคง ชายแดนไทย - กัมพูชาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ 

และในช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. ถึง 16.30 น .คณะกรรมาธิการได้เดินทางไปติดตาม สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย พร้อมเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน ไทย - กัมพูชา รวมทั้งมอบสิ่งของจำเป็น และพระเครื่อง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้รับทราบปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะในเรื่องของ ระบบการสื่อสาร การขาดอุปกรณ์ที่ทันสมัย ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และรักษาความมั่นคง ปัญหาการขาดยุทธศาสตร์ระดับชาติในการผลักดันส่งกลับชาวกัมพูชาในพื้นที่ที่รุกล้ำแผ่นดินไทย ปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคที่สำคัญ เช่นไฟฟ้าและประปา เป็นต้น ปัญหาการทักท้วงเพื่อรักษาสิทธิในดินแดนของประเทศไทย ยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และประการสุดท้าย คือ การสร้างถนนยุทธศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญ ต่อความมั่นคงตามแนวชายแดนยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยคณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูลที่ได้เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาลตามบทบาท ภารกิจ อำนาจและหน้าที่ต่อไป

วุฒิสภาลงพื้นที่ระยอง–เกาะเสม็ด ยกเครื่องมาตรการความปลอดภัยท่องเที่ยว ครอบคลุมบก–น้ำ เสริมเครือข่ายกู้ชีพ 1669 รับมือเหตุฉุกเฉิน

วันที่ 14-15 สิงหาคม 2568 คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยในจังหวัดระยอง พร้อมอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษา โดยมีนายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และนายประสานต์ พฤกษชาติ รองนายก อบจ.ระยอง รวมถึงหน่วยงานรัฐ–เอกชน ร่วมให้การต้อนรับ

ที่ประชุมได้บรรยายสรุปมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ การสร้างเครือข่ายแพทย์ฉุกเฉินระหว่าง อบจ.ระยอง กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (1669) ครอบคลุมทั้งการเดินทางทางบกและทางน้ำ พร้อมพัฒนาระบบประสานงานให้การช่วยเหลือรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เยี่ยมชมศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง รวมถึงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยครูผู้สอนด้านปฐมพยาบาลและกู้ชีพขั้นพื้นฐาน ณ โรงแรมคามิโอ แกรนด์ เพื่อเสริมทักษะและสร้างเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว

จากนั้น ลงพื้นที่ท่าเรือ อบจ.ระยอง และเกาะเสม็ด เพื่อตรวจมาตรการความปลอดภัยทางน้ำ การจัดระเบียบเรือโดยสาร และการทำงานของตำรวจท่องเที่ยว พร้อมประชุมกับหน่วยแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยสาธารณสุข เสนอเพิ่มอุปกรณ์–บุคลากร จัดซ้อมแผนกู้ชีพร่วมทุกหน่วยงาน และพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังหารือกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า–หมู่เกาะเสม็ด เรื่องการติดตั้งธงแดงเตือนภัยคลื่นลมแรง และประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว พร้อมตรวจเยี่ยมสำนักงานท่าเรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและหอควบคุมการเดินเรือ

พล.ต.ต.อังกูร ระบุว่า ความปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญที่นักท่องเที่ยวใช้ตัดสินใจเลือกจุดหมาย จึงต้องมีมาตรการชัดเจน รับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้จริง พร้อมย้ำบทเรียนจากเหตุเรือล่มภูเก็ตว่าการวางแผน ซ้อมแผน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–เอกชน เป็นหัวใจในการป้องกันเหตุซ้ำรอย และสร้างความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 16/2568 

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ มีเรื่องพิจารณา 3 เรื่อง ดังนี้

1.พิจารณาแนวทางการแถลงผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เรื่อง การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม ๒๕๖๘ โดยที่ประชุมมีมติให้แก้ไข การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ตามข้อสังเกตในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการ

2.พิจารณาประเด็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการเดินทางไปรับทราบข้อมูลและดูงานระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และค่ายสิริธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบประเด็นคำถามเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

3.พิจารณาความคืบหน้าการจัดทำรายงานการพิจารณศึกษาพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตั้งคณะทำงานประกอบด้วยจำนวนสมาชิก ๑๐ ท่าน โดยมี พลเอก นักรบ บุญบัวทอง รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง

ผนึกกำลังแก้วิกฤตพลังงาน!! จากปัญหาต้นทุนสู่โจทย์ความมั่นคงพลังงาน วุฒิสภาเปิดเวทีฟังเสียงเอกชน–โลจิสติกส์–เอสเอ็มอี ถกทางออกวิกฤตพลังงานไทย ลดแรงกดดันต้นทุนธุรกิจ

วุฒิสภาเปิดโต๊ะกลม "ไขวิกฤตพลังงานไทย" ผนึกกำลังภาคีรัฐ-เอกชน หาทางรอดต้นทุนพุ่ง

กรุงเทพฯ– เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ วุฒิสภาได้จัดเวทีเสวนาครั้งสำคัญ “วุฒิสภา...ไขปัญหาวิกฤตพลังงานไทย” เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนในการหาทางออกวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำนโยบายและภาคเศรษฐกิจ
งานเสวนาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการโดยได้รับเกียรติจาก นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดการอภิปราย และ นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา กล่าวต้อนรับคณะตัวแทนจากสมาคมนำเข้าสินค้าไทย และสมาคมการค้าส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน (กสสท.)

โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานหลักเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างคับคั่ง ดังนี้:
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน
นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT)
นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย
ดร. สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้านำเข้า–ส่งออก
ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
*นายเมธวิน อังคทะวานิช ผู้อำนวยการอภิปราย (ช่วงบ่าย)

พร้อมด้วยตัวแทนจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), ภาควิชาการ และผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

เจาะลึกปมปัญหาและข้อเสนอแนะ
ประเด็นหลักในการเสวนามุ่งเน้นไปที่ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจส่งออกและโลจิสติกส์ โดยที่ประชุมได้เสนอแนวทางแก้ไขเบื้องต้น อาทิ:
การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
การเร่งส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

มิติใหม่แห่งความร่วมมือ
บรรยากาศการเสวนาเป็นไปอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมยังได้รับเกียรติเข้าร่วมรับฟังการประชุมในห้องวุฒิสภา ซึ่งมีการถ่ายทอดสดในบางช่วงเวลา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของวุฒิสภาในการเป็นเวทีกลางเพื่อเชื่อมโยงปัญหาของภาคประชาชนและเอกชน สู่การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : https://peita.org/th/news/147216-050569

กสทช. ลุ้นคุณสมบัติ!! กมธ. วุฒิสภาชี้ขาดคุณสมบัติ นพ.สรณะ ตรวจสอบสถานะมหิดลและรับเงินเอกชน ยังคงเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ รอฟังมติคณะกรรมการสรรหา 26 มิ.ย.

26 มิถุนา ลุ้นอนาคต “ศ.คลีนิค นพ.สรณะ”บนถนน “ประธาน กสทช.”จะขาดคุณสมบัติหรือไม่ เมื่อ กมธ.วุฒิสภา ฟันธงมาแล้วว่า “ขาด”

จากเอกสารหน้า ซึ่งเป็นส่วน “ความเห็นและข้อเสนอแนะ” ของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เกี่ยวกับข้อร้องเรียน ศ.คลีนิค นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) พอจะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

คณะกรรมาธิการตรวจพบประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง

1. การทำหน้าที่แพทย์และการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมาธิการได้รับหนังสือยืนยันจากมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ศ.นพ.สรน บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย และปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในช่วงเวลาหลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.

เอกสารระบุว่า ช่วง 20 ธันวาคม 2564 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย”

ช่วง 8 มกราคม 2565 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”
ยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า การยังคงมีสถานะดังกล่าวก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อาจขัดต่อเงื่อนไขตามกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ต้องลาออกจากตำแหน่งหรืออาชีพที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนก่อนเข้ารับตำแหน่ง

2. การรับรายได้จากมหาวิทยาลัยมหิดลและบริษัทเอกชน คณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรและเอกสารภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) พบว่า ปีภาษี 2565 มีผู้จ่ายเงินให้ 3 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
3. บริษัท เมอร์ค จำกัด

ปีภาษี 2566 มีผู้จ่ายเงินให้ 2 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. บริษัท เมอร์ค จำกัด

คณะกรรมาธิการระบุว่า บริษัทเมอร์คเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ทางการแพทย์ และปรากฏหลักฐานว่า ศ.นพ.สรณ ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากบริษัทดังกล่าว

คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าผู้ถูกร้องยังมีการประกอบวิชาชีพหรือมีรายได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตำแหน่ง กสทช. ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง

3. กรณีตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพ คณะกรรมาธิการตรวจสอบพบว่า

-หลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช.ศ.นพ.สรณยังคงยินยอมให้ธนาคารกรุงเทพเสนอชื่อเป็นกรรมการบริษัท
-ผู้ถือหุ้นได้มีมติเลือกเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ
-ธนาคารกรุงเทพได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า แม้จะมีการอ้างว่าไม่ได้เข้ารับตำแหน่งหรือมีการแสดงเจตนาลาออกในภายหลัง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการลาออกที่สมบูรณ์ตามกฎหมายบริษัทมหาชนในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ

จึงมีความเห็นว่า ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการบริษัทอยู่ และอาจขัดต่อคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช.

ประเด็นเรื่องช่องรามาแชนแนล คณะกรรมาธิการยังตรวจพบว่า ก่อนเข้าสู่กระบวนการสรรหา กสทช. ศ.นพ.สรณ เคยดำรงตำแหน่งในมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ “Rama Channel”

จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสรรหา กสทช. ในขณะนั้นเคยวินิจฉัยแล้วว่า ไม่เป็นลักษณะต้องห้ามในประเด็นดังกล่าว

ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสรุปว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ทำให้เชื่อได้ว่า
-ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง
-ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาคนไข้และรับค่าตอบแทน
-มีรายได้จากภาคเอกชน
-ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพอย่างสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ในหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งอื่น การประกอบวิชาชีพ และผลประโยชน์ทับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนว่า นี่เป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่จัดทำรายงานฉบับนี้ ยังไม่ใช่มติคณะกรรมการสรรหา ที่จะมีการประชุมในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ และไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ใช่คำวินิจฉัยสูงสุดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยเด็ดขาด เพราะยังอาจมีการตีความข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงแตกต่างกันได้จากหน่วยงานหรือกระบวนการอื่นในภายหลัง

เป็นประเด็นที่จะต้องติดตามกันต่อไปว่ามติกรรมการสรรหาจะออกมาอย่างไร ถ้าออกมาในทางลบ ศ.คลีนิค นพ.สรณ จะฟ้องศาลปกครองต่อหรือไม่….?

‘สิทธิชัย’ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุน ชูกรอบ T-I-S เสนอ 4 มิติยกระดับตลาดหุ้นกู้ ฟื้นความเชื่อมั่นด้วยกลไกเชิงรุก ปรับกฎหมายคุ้มครองผู้ถือหุ้นกู้ วุฒิสภาเห็นชอบพร้อมเดินหน้า

สิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อวุฒิสภา ชูแนวทางยกระดับตลาดหุ้นกู้ไทย ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนด้วยกรอบ T-I-S

รัฐสภาฯ — นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุน และธุรกิจประกันภัย ได้เข้าเสนอผลการศึกษาต่อวุฒิสภา เพื่อถอดรหัสวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ไทย โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในปัจจุบันมิใช่เพียงปัญหาการขาดสภาพคล่องเฉพาะราย แต่เป็นสัญญาณสะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบตลาดทุนไทย พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขและปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) คณะทำงานในคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ภายใต้คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้นำเสนอรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “หุ้นกู้กับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย” เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา

นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ได้นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบของตลาดหุ้นกู้ไทยต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในปัจจุบันไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของบริษัทผู้ออกตราสารเป็นรายกรณี แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึง ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบตลาดทุนไทย และจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งระบบเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนอย่างยั่งยืน

เสนอ 4 มิติ ยกระดับ กระบวนการตรวจสอบสถานะของผู้ออกหุ้นกู้ ก่อนออกหุ้นกู้
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการยกระดับมาตรฐาน กระบวนการตรวจสอบสถานะของผู้ออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะบทบาทของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ให้มีมาตรฐานสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และเปลี่ยนจากการตรวจสอบเอกสารในเชิงพิธีการไปสู่การประเมินความเสี่ยงเชิงสาระอย่างแท้จริง
ข้อเสนอครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ การตรวจสอบโครงสร้างองค์กรและธรรมาภิบาล การวิเคราะห์ข้อมูลและฐานะทางการเงินอย่างละเอียด การประเมินความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดและสถานการณ์จำลอง รวมถึงการตรวจสอบและกำหนดเงื่อนไขของหุ้นกู้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนอย่างเป็นธรรม

นายสิทธิชัยเสนอให้บทบาทของผู้จัดจำหน่ายเปลี่ยนจาก “ผู้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” ไปสู่การเป็น “ผู้พิทักษ์คุณภาพของตลาดทุน” ที่สามารถคัดกรองและป้องกันไม่ให้ตราสารที่มีความเสี่ยงสูงเข้าสู่ตลาดโดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ

จากการเฝ้าระวัง สู่การป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก
อีกประเด็นสำคัญคือการยกระดับข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ โดยเฉพาะกลุ่ม High-Yield Bond จาก ที่เน้นการติดตามอัตราส่วนทางการเงิน ไปสู่ระบบเชิงรุกที่สามารถป้องกันการดำเนินธุรกรรมบางประเภทเมื่อฐานะทางการเงินของผู้ออกตราสารยังไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ตัวอย่างข้อเสนอ ได้แก่ การจำกัดการก่อหนี้เพิ่มเติม และการจำกัดการจ่ายเงินออกจากกิจการ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทุนของบริษัทถูกนำออกไปในช่วงที่ฐานะทางการเงินมีความเปราะบาง
รับมือ ความเสี่ยงจากการต่ออายุหุ้นกู้ ก่อนเกิดปัญหาผิดนัด

สำหรับความเสี่ยงจากการต่ออายุหุ้นกู้ หรือ Roll-over Risk ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ออกหุ้นกู้จำเป็นต้องออกตราสารชุดใหม่เพื่อนำเงินมาชำระตราสารชุดเดิมที่ครบกำหนด นายสิทธิชัยเสนอให้มีระบบติดตามและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วง 1–3 เดือนก่อนครบกำหนดชำระ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของแหล่งเงินและแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานสำคัญในระบบนิเวศตลาดทุน ได้แก่ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้จัดจำหน่าย เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงไม่กระจัดกระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงาน และสามารถติดตามสถานะการชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

คุ้มครองผู้ลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำ
ในด้านกระบวนการเสนอขาย นายสิทธิชัย เสนอให้การคุ้มครองผู้ลงทุนเริ่มตั้งแต่ก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โดยผู้จัดจำหน่ายควรวิเคราะห์ความเสี่ยงของผู้ออกหุ้นกู้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการชำระหนี้ คุณภาพกระแสเงินสด ประวัติการบริหารจัดการ และความเหมาะสมของตราสารกับกลุ่มผู้ลงทุน

ขณะเดียวกัน กระบวนการขายควรให้ความสำคัญกับ กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน (KYC) การประเมินความเหมาะสม ความรู้ความเข้าใจของผู้ลงทุน ตลอดจนความเสี่ยงและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ โดยมีหลักคิดสำคัญคือ “การคุ้มครองผู้ลงทุนต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่รอเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว”

เสนอปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นกู้
ในมิติด้านกฎหมาย มีข้อเสนอให้พิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อเพิ่มอำนาจให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้สามารถดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือล้มละลายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหนังสือมอบอำนาจเป็นรายบุคคล

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 โดยกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน กำหนดให้คำร้องขอฟื้นฟูกิจการต้องใช้ข้อมูลทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี และพิจารณาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ Automatic Stay ในกรณีที่มีการยื่นคำร้องซ้ำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือลูกหนี้กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้อย่างเป็นธรรม

ขับเคลื่อนตลาดทุนไทยด้วยกรอบ T-I-S
ข้อเสนอทั้งหมดถูกวางอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ T-I-S Framework ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
Trust – ความเชื่อมั่น มุ่งยกระดับการคัดกรองผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบสถานะผู้ออกตราสาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูล และยกระดับธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ

Innovation – นวัตกรรม มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านการบริหารหนี้และการต่ออายุหุ้นกู้ เช่น Bond Switching การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล การสื่อสารข้อมูลโดยตรงผ่าน MeBond ของ ThaiBMA ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า
Sustainability – ความยั่งยืน มุ่งปฏิรูปกฎหมายและกลไกพิทักษ์สิทธิ ยกระดับธรรมาภิบาลและความยั่งยืน รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ลงทุนและระบบตลาดทุนโดยรวม

มุ่งสร้างตลาดตราสารหนี้ไทยที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน
นายสิทธิชัยกล่าวโดยสรุปว่า การปฏิรูปตลาดหุ้นกู้ไทยไม่ควรเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องมุ่งสร้างระบบที่สามารถ “ป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหา” ผ่านการกำกับดูแลเชิงรุก การลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล การปฏิรูปกฎหมาย และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินการตามกรอบ T-I-S จะช่วยวางรากฐานการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว ทั้งการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน การเพิ่มความโปร่งใส การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการสร้างตลาดตราสารหนี้ที่มีโครงสร้างสมดุล มีเสถียรภาพ และสามารถแข่งขันได้ตามมาตรฐานสากล
“การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นกู้ไทย ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ แต่คือการสร้างระบบตลาดทุนที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ปกป้องผู้ลงทุน และเติบโตอย่างยั่งยืน”

วุฒิสภา “เห็นชอบ” รายงาน พร้อมเดินหน้าข้อเสนอเชิงนโยบาย
ภายหลังการนำเสนอและอภิปราย ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติ “เห็นชอบ” ต่อรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “หุ้นกู้กับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย” ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำข้อเสนอจากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการไปสู่การพิจารณาในระดับนโยบาย

สาระสำคัญของรายงานไม่ได้มุ่งแก้ไขเฉพาะกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้บางราย แต่เสนอให้มองปัญหาในระดับ โครงสร้างและระบบนิเวศของตลาดทุนไทย โดยผลการศึกษาระบุว่าปัญหาหุ้นกู้เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของตลาดทุน และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจำเป็นต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งการกำกับดูแลเชิงรุก การลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล การปฏิรูปกฎหมาย และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์
นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย
คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง
วุฒิสภา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top