Thursday, 4 June 2026
วิโรจน์ลักขณาอดิศร

‘วิโรจน์’ ฉุน ‘วินธัย’ ไม่มาแจง กมธ. ทหาร ตามเรียก ขณะที่ ทบ. อ้างไม่เกี่ยวข้อง กอ.รมน. ในคดี 112 ‘พอล แชมเบอร์ส’

‘วิโรจน์’ ฉุน ‘วินธัย’ ไม่เข้าชี้แจง กมธ. ทหาร ตามที่เรียก ขณะที่ ทบ. อ้าง ไม่เกี่ยวข้อง กอ.รมน. ดำเนินคดี 112 ‘พอล แชมเบอร์ส’

เมื่อวานนี้ (8 พ.ค. 68) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธานกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำประชุมในการเรียก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ในฐานะช่วยราชการรองผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน., พลตรีธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และ พ.ต.อ.วัชรพงษ์ สิทธิรุ่งโรจน์ ผู้กำกับ สภ.เมืองพิษณุโลก เข้ามาหารือ กรณี กอ.รมน. ภาค 3 ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก กับนายพอล แชมเบอร์ส อาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร สัญชาติอเมริกัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งวันนี้ปรากฏว่าทั้ง 3 คนที่ถูกเชิญ ไม่ได้เดินทางมาชี้แจงแต่อย่างใด

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในส่วนของ พล.ต.วินธัย เราได้หารือกันถึงอำนาจกรอบหน้าที่ของสำนักกิจการมวลชนฯ ว่าเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ แต่ไม่ปรากฏอำนาจหน้าที่ที่มอบให้รองผู้อำนวยการทำหน้าที่เป็นโฆษก กอ.รมน. จึงหารือว่า ปกติแล้วตามระเบียบราชการและวินัยทหาร ถ้ามอบอำนาจให้ไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการที่ใด ก็ต้องเคารพในเนื้อหาสาระตามที่ตามหนังสือที่ส่งไปช่วยราชการ ไม่ได้หมายความว่าส่งไปช่วยราชการและจะทำได้ทุกหน้าที่

ดังนั้น จึงเสนอให้ กอ.รมน.ควรตั้งเพิ่มอีกหนึ่งสำนัก คือสำนักอเนกประสงค์ และทำหนังสือช่วยราชการท่านมาที่สำนักนี้น่าจะเกิดประโยชน์กว่า ครอบคลุมหน้าที่

นายวิโรจน์ยังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ทบ.ระบุว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงไม่ได้เดินทางมา กมธ. ซึ่งจริง ๆ แล้ว กมธ.การทหารก็งง เพราะเราคิดว่า หาก ทบ.ไม่ได้เกี่ยวข้องจริง ๆ ทำไมไม่แจ้ง พล.ต.วินธัย ล่วงหน้าตั้งแต่ 2-3 อาทิตย์ก่อน

ดังนั้น จะทำหนังสือถึง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. รับทราบว่า ทบ. ไม่ได้เกี่ยวข้อง และต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงตาม พ.ร.บ.กอ.รมน.

นอกจากนี้ ยังได้รับแจ้งจากผู้กำกับฯ สภ.เมืองพิษณุโลก ว่า ลาพักผ่อน ไม่สามารถเข้าร่วมได้ สรุปว่าติดภารกิจ

‘วิโรจน์’ ชี้!! นายกรัฐมนตรี ต้องมี 247 เสียง การเมืองติดล็อก!! พรรคประชาชนคือกุญแจ

(30 ส.ค. 68) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุว่า...

ใครจะเป็นนายกฯ ต้องได้ 247 เสียง ตามมาตรา 159 วรรคสาม จะเลือกตาม TOR เมื่อบ้านเมืองถึงทางตันแล้วเท่านั้น 

เสียง สส. ทั้งหมดที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในตอนนี้มีอยู่ 492 เสียง

พรรคร่วมรัฐบาล (รวม 11 พรรค, 253 เสียง)

พรรคเพื่อไทย: 140 คน

พรรครวมไทยสร้างชาติ: 36 คน

พรรคประชาธิปัตย์: 25 คน

พรรคกล้าธรรม: 25 คน

พรรคชาติไทยพัฒนา: 10 คน

พรรคประชาชาติ: 9 คน

พรรคชาติพัฒนา: 3 คน

พรรคไทรวมพลัง: 2 คน

พรรคเสรีรวมไทย: 1 คน

พรรคประชาธิปไตยใหม่: 1 คน

พรรคไทยก้าวหน้า: 1 คน

พรรคฝ่ายค้าน (รวม 5 พรรค, 239 เสียง)

พรรคประชาชน: 143 คน

พรรคภูมิใจไทย: 69 คน

พรรคพลังประชารัฐ: 20 คน

พรรคไทยสร้างไทย: 6 คน

พรรคเป็นธรรม: 1 คน

ในทางปฏิบัติ พรรคกล้าธรรมได้งูเห่ามาเพิ่ม 6 เสียง มาจากพรรคประชาชน 1 เสียง และพรรคไทยสร้างไทย 5 เสียง

ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลเดิมจึงมีเสียงอยู่ 259 เสียง และฝ่ายค้านเดิมมีเสียงอยู่ 233 เสียง

ตามมาตรา 159 วรรคสาม การเห็นชอบให้ใครได้เป็นนายกฯ จะต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ ไม่ใช่แค่เสียงข้างมาก ดังนั้น คนที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องมีเสียงมากกว่า 246 เสียง หรือ 247 เสียงขึ้นไป

ถ้าคิดว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่มีทางที่จะกลับมาร่วมงานกันได้อีกแล้วในสภาชุดนี้ และเมื่อพรรคภูมิใจไทยสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคกล้าธรรมพร้อมงูเห่าได้แล้ว 31 เสียง และกลุ่มคุณสุชาติอีก 18 เสียงมาร่วมด้วย เท่ากับว่าตอนนี้ทางฝั่งพรรคเพื่อไทยมีเสียงอยู่ = 259-31-18 = 210 เสียง ในขณะที่ฝั่งพรรคภูมิใจไทยมีเสียงอยู่ = 69+20+1+1+31+18 = 140 เสียง

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และพรรคประชาชนตัดสินใจงดออกเสียง ไม่ขอร่วมตัดสินใจอะไรเลย ยังไงประเทศก็จะไม่มีทางได้นายกรัฐมนตรีได้ เพราะแม้ว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยจะรวมเสียงได้มากกว่าฝั่งพรรคภูมิใจไทยก็ตาม แต่เสียงที่รวมได้ก็ยังไม่ถึง 247 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของเสียงที่มีอยู่ในสภา

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และไม่มีทีท่าใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลง และทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยก็ต่างรับเงื่อนไขข้อเสนอของพรรคประชาชน คือ

1. เป็นนายกฯ เพื่อนำไปสู่การยุบสภา

2. ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วย ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง

3. พรรคประชาชนไม่ขอร่วมรัฐบาล

พรรคประชาชนก็ต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง มิฉะนั้น บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน ติดหล่มรัฐธรรมนูญ 2560 ไปไหนไม่ได้เสียที

อีกทางหนึ่งที่เป็นทางออกก็คือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกฯ คนอื่นที่ไม่ใช่คุณชัยเกษม เพื่อดึงเอาเสียงที่ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทยดึงไปได้แล้วกลับมา เพื่อให้มีเสียงรวมกันเกิน 246 เสียง ซึ่งชื่อที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะดึงเสียงที่ออกไปแล้วให้กลับมาได้ แถมยังอาจจะสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคพลังประชารัฐกลับไปได้ ก็น่าจะมีอยู่เพียงคนเดียวนั่นก็คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ถ้าเป็นไปในทางนี้ ก็คงไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงจากพรรคประชาชนแล้ว

ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ คุณภูมิธรรม รักษาการนายกฯ ยุบสภา หรือถ้าพรรคการเมืองอื่นๆ ดึงกันไปดึงกันมา จนจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่เอาพรรคประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ไม่มีทางใดที่จะเป็นทางออกที่ดีของประเทศ พรรคประชาชนจึงน่าจะต้องตัดสินใจในกรณีที่บ้านเมืองถึงทางตันแล้วจริงๆ คือ ถ้าไม่เลือก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ ก็คงต้องพิจารณาว่าทางเลือกไหนก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด และคงต้องจำใจเลือกทางนั้น เราจึงต้องออก TOR มากำกับแนวทางในการเลือกของเรา เพราะเรายังคงเชื่อว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองที่อยู่ในสภาวะโกลาหล ก็คือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน

ส่วนกรณีที่หลายท่านกรุณาเตือนว่า ต้องพิจารณาด้วยว่าทางไหนมีโอกาสที่จะถูกตระบัดสัตย์หักหลังได้มากกว่าด้วย ผมบอกตรงๆ ว่าผมเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า “ทั้ง 2 ทางในที่สุดแล้ว ไม่ว่าทางไหนก็คงคิดหักหลังเราหมดแหละครับ” การเมืองมันโหดร้าย คนโดนมาก่อนจะไม่รู้จักจำเลยก็คงไม่ใช่ ดังนั้นอย่าไปคิดครับว่าคนนี้จะหักหลัง คนนั้นไม่หักหลัง ให้คิดว่าทั้ง 2 ทางหักหลังเราหมด แล้วมาคิดกันต่อว่าทางไหนที่เราจะพอมีกลไกในการผูกมัดบังคับไม่ให้เขาหักหลังเราง่ายๆ น่าจะดีกว่า

เอาเป็นว่ายุบสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือถ้าแต่ละพรรคไปจับกันเองได้โดยไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน ก็เอาทางนั้นก่อนได้เลย เราคงจะเลือกแบบจำใจต้องเลือกเมื่อบ้านเมืองถึงคราวจำเป็นแล้วจริงๆ ครับ

ผมยอมรับตรงๆ เลยว่า ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ไม่พ้นโดนด่า ดังนั้น การตัดสินใจจะต้องไม่คิดว่าทางไหนจะไม่ถูกด่า หรือทางไหนจะถูกด่าน้อยกว่า เรื่องพรรคถูกด่าผมว่าเรื่องเล็ก ไม่ควรเอามาคิดเลย เอาเป็นว่าถ้าไม่จำเป็นต้องเลือก ก็ขอไม่เลือกดีกว่าครับ แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือกเพื่อให้บ้านเมืองไปต่อได้ ก็ต้องกล้าหาญที่จะเลือกทางที่บ้านเมืองเสียหายน้อยที่สุด มีกลไกที่รัดกุมที่พอจะบังคับให้คนที่เราเลือกรักษาสัญญาได้มากที่สุด แต่ก็คงต้องทำใจว่า ต่อให้มีกลไกมัดแน่นแค่ไหน ลิ้นคนเราเวลาที่มันจะตระบัดสัตย์ มันก็พลิกลิ้นได้เสมอ ก็คงต้องเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้า

ณ วินาทีนี้ ในขณะที่พรรคประชาชนตัดสินใจว่า “ยังไม่ตัดสินใจ” ก็วิเคราะห์ได้ประมาณนี้ครับผม

อ.เจษฏ์ เดือด!! ตอกกลับ ‘วิโรจน์’ อย่าเเขวะเรื่องรำดาบสักการะพระเจ้าตาก ย้ำชัด ทำเพื่อถวายความจงรักภักดี 

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เตือน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อย่าล้ำเส้นเรื่องรำดาบ ระวังจะโดน

ชาวบางระจัน ติง ‘วิโรจน์’ อย่าล้ำเส้น ยัน ‘ดร.เจษฎ์’ รำดาบถวายพระเจ้าตากด้วยทักษะที่ต้องฝึกฝน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ใครก็ทำได้

จากกรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ล้ำเส้นแซะ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ ที่ได้ทำการรำดาบถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี ในเวทีดีเบตเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

ล่าสุด หนึ่งในชาวบ้านบางระจัน จ.สิงห์บุรี ได้ออกมาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าวว่า ในอดีตบรรพบุรุษของเราที่ได้ใช้อาวุธเหล่านี้ หมายถึงว่า ดาบ พลอง ง้าว จอบ มีด เสียม เคียว ในการต่อสู้กับข้าศึกศัตรูที่มารุกรานผืนแผ่นดินไทยของเรา และขอชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ ที่ได้นำวิชากระบี่กระบองซึ่งเป็นวิชาการต่อสู้ที่สืบทอดมา ไปรำถวายมือให้กับบูรพมหากษัตริย์ได้ชม ซึ่งต้องยอมรับว่าท่านมีความรู้ความสามารถทางด้านวิชากระบี่กระบองในระดับหนึ่ง เป็นคนที่มีภูมิความรู้ในการรำดาบ ซึ่งต้องขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะในการจับดาบ ถือดาบ และการกวัดแกว่งดาบ ไม่ใช่ว่าใครๆ จะมาจับแล้วมาทำเล่นได้ จะต้องมีทักษะในด้านนี้เป็นอย่างดี

“ต้องขอชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ ที่ท่านมีความรู้ มีความตั้งใจ ในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของไทยอันนี้เอาไว้ให้ลูกหลานได้เห็น อันนี้ต้องขอชื่นชมครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top