ข้อสังเกตหลังวิกฤติโควิด ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้ง GDPgrowth บนข้อพิสูจน์กองทัพที่เข้มแข็ง เป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ
(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก คุณวนิชา LVanicha Liz ได้นำเสนอข้อมูลตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดหลังวิกฤติโควิด GDP Growth ของไทยจึงไม่สามารถกลับมาโตในระดับเฉลี่ยเท่าเดิม ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนที่สังกัดกลุ่ม GDP สูงด้วยกัน (ID, SG, VN, MY) ล้วนสามารถยกระดับโดยเฉลี่ยกลับขึ้นไปได้
จนกระทั่งได้สืบค้นพบบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งทางการทหารกับการพัฒนาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจดังนี้
๑. บทความ Dollars and Dominance: How Military Strength Secures Financial Power (พ.ย. ๒๐๒๔) ระบุถึงผลการวิจัยว่า “ความแข็งแกร่งทางภูมิรัฐศาสตร์และเอกสิทธิ์ทางการเงินมีพลังเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีผลต่อเนื่องตั้งแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงความมั่นคงของชาติ ... ความสำเร็จทางการทหารส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพทางการเงิน ... มีเพียงรัฐบาลที่มีกองทัพแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรับประกันได้ว่าประเทศจะมีโอกาสชนะและรักษามูลค่าของสินทรัพย์ของประเทศไว้ได้” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๒ ในคอมเมนต์)
๒. บทความ The Role of a Strong National Defense (ต.ค. ๒๐๑๕) ระบุว่า” ผู้นำอเมริกันตระหนักมานานแล้วว่ากองทัพที่แข็งแกร่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางการทูตและเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้เมื่อไม่ได้ใช้งานในยามสงคราม ขีดความสามารถทางการทหารของสหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ประเทศชาติก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๓ ในคอมเมนต์)
๓. บทความ The Economic Benefits of a Strong US Military ... (ก.ย. ๒๐๒๕) แสดงเนื้อหาสำคัญและบทสรุปว่า “เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของกองทัพที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะนึกถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในการปกป้องชาวอเมริกันจากศัตรูต่างชาติ และการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทั่วโลก แต่การปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาทั้งในประเทศและต่างประเทศก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศชาติเช่นกัน กล่าวอย่างมีความเข้าใจอย่างถูกต้องก็คือ กองทัพสหรัฐฯ มอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงและเป็นรูปธรรมแก่ธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือนของชาวอเมริกัน ... กองทัพที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว และเสริมสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือน ผู้เสียภาษีใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อการป้องกันประเทศ แต่พวกเขาก็ได้รับผลตอบกลับอย่างสูงจากภาษีที่จ่ายไป” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๔ ในคอมเมนต์)
๔. เอกสาร Defence Industrial Strategy 2025: Making Defence an Engine for Growth (ก.ย. ๒๐๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ใช้ในการนำเสนอกลยุทธ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทำให้กลาโหมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประชาชนทั่วสหราชอาณาจักรรู้สึกได้ถึงประโยชน์สูงสุดจากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม และสหราชอาณาจักรมีภาคส่วนการป้องกันประเทศที่ยกระดับขึ้นทางด้านความสามารถในการแข่งขัน การบูรณาการ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว” และบทนำที่ว่า “เราทราบว่าเมื่อประเทศหนึ่งๆ ถูกคุกคาม กองทัพของประเทศดังกล่าวจะแข็งแกร่งได้ มากที่สุดเท่ากับอุตสาหกรรมที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลังกองทัพนั้นๆ” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๕ ในคอมเมนต์)
จะเห็นได้ว่าประเทศเจริญแล้ว มีความตระหนักในความสำคัญของความแข็งแกร่งทางการทหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในกรณีของเอกสาร Defence Industrial Strategy 2025 ผู้เสนอเป็น ส.ส. พรรคแรงงาน หมายความว่าในประเทศเจริญฝ่ายการเมืองเองก็ตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งของกองทัพ
สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา มีการไล่กดดันตัดลดงบกองทัพโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (พท กก ปชน) โดยมีคลิปคนของพรรคการเมืองออกมาหัวเราะร่าโฆษณาอย่างภูมิอกภูมิใจว่าได้ตัดงบกองทัพไปเท่านั้นเท่านี้หมื่นล้าน สรุปแล้วเป็นความไร้ประสบการณ์ที่ทำความเสียหายให้ประเทศชาติประชาชนหรือไม่ เราจะมาดูตัวชี้วัดที่น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญ ดังต่อไปนี้:
จาก Global Firepower Military Power Ranking ยุค คสช. มีทหารเข้าบริหาร ตัวชี้วัด Military Power Ranking ดีอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๗ อันดับ ๒๐ ติดกัน ๓ ปี) และ GDP Growth (% of GDP) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๑๘ ๓.๑ ๓.๔ ๔.๒ ๔.๒) มีข้อสังเกตว่าปี ๒๐๑๘-๑๙ Military Power Ranking หลุดอันดับ Top ๒๕ แต่ GDP Growth ปี ๒๐๑๘ ยังไม่ตก ค่อยไปตกปี ๒๐๑๙ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าปัจจัยสำคัญของ GDP Growth เป็นผลพวงจากความแข็งแกร่งทางการทหาร โดยมีระยะทิ้งช่วง ๑ ปี (อ้างอิงภาพประกอบ/ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๑ และ ๖ในคอมเมนต์)
อีกข้อสังเกตที่สำคัญเมื่อดูกราฟ GDP Growth จะพบว่า ในปีที่การบริหารของ คสช. เชื่อมต่อกับยุคที่เป็นระบบเลือกตั้ง GDP Growth ตกต่ำทั้งหัวทั้งท้าย (๒๐๑๔ ๑.๐, ๒๐๑๙ ๒.๑) ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องแสดงว่าตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระบบเลือกตั้ง ไม่อาจให้ผลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจ
หลังยุค คสช. ประเทศเข้าสู่การบริหารตามระบบเลือกตั้ง ฝ่ายค้านเข้ามีบทบาทอำนาจหน้าที่ และเข้ากดดันตัดลดงบกองทัพ (% of GDP) ลงจนใกล้จุดต่ำสุดที่เกิดในยุคทักษิณ Military Power Ranking ก็ตกต่ำลง (ปี ๒๐๒๐ อันดับ ๒๓, ๒๐๒๑-๒๒ หลุด Top ๒๕, ๒๐๒๓ ๒๔, ๒๐๒๔-๒๕ ๒๕) และ GDP Growth ไม่สามารถกลับไปสูงเท่ายุค คสช. (เฉลี่ย ๒ กว่าๆ โดยตลอด)
ซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า #ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้งGDPgrowth จากการดำเนินการอันเป็นผลลดความแข็งแกร่งของกองทัพ
ซึ่งโพสต์นี้ได้แสดงข้อยืนยันจาก ตปท. รวมทั้งข้อพิสูจน์ของไทยที่ตรงกันว่า #กองทัพที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดความแข็งแกร่งของกองทัพมีผลบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เรากำลังมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระบบเลือกตั้งจะพาประเทศดำดิ่งลงอย่างเลวร้ายหากไม่แก้ไขอะไรเลย








