Thursday, 4 June 2026
วันพ่อแห่งชาติ

‘เถ้าแก่โรงสี’ เมืองนครพนม ตั้งโรงทาน-มอบทุนการศึกษา เป็นปีที่ 18 ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ชาวบ้านแห่ต่อแถวเพียบ

(5 ธ.ค. 66) ที่หน้าร้านเทียมศักดิ์พาณิชย์ เลขที่ 385-7 อยู่ตรงข้ามสำนักงานยาสูบฯ ถนนอภิบาลบัญชา เยื้องทางออกตลาดสดฯ เขตเทศบาลเมืองนครพนม ‘นายเทียมศักดิ์ เวียงศรีประเสริฐ’ อายุ 76 ปี และ ‘นางเกตุวดี เวียงศรีประเสริฐ’ อายุ 74 ปี คู่สามีภรรยาเป็นชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ร่วมกับลูกหลาน และบริษัทในเครือโรงสีเทียมศักดิ์พาณิชย์ พร้อมด้วยบริษัทวิทยาอิเลคทริคเซ็นเตอร์ ได้จัดตั้งโรงทานมอบข้าวกล่อง ขนมหวาน ข้าวสาร ข้าวเหนียว และ มอบทุนการศึกษาแก่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ประจำปี 2566 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยครอบครัวนายเทียมศักดิ์จัดมาแล้วเป็นปีที่ 18 เพื่อน้อมระลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พ่อของแผ่นดินปวงชนชาวไทย โดยมีประชาชนจูงลูกเล็กเด็กแดง มายืนรอรับสิ่งของเป็นแถวยาว

นายเทียมศักดิ์เปิดเผยว่า บิดามารดาเป็นชาวเวียดนาม อพยพหนีไฟสงครามมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทำงานรับจ้างทุกอย่าง จนมีฐานะดีขึ้นตามลำดับ โดยตั้งโรงสีผลิตข้าวสารตราเรือไฟ ส่งจำหน่ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เวียดนาม และขยายกิจการโรงสีเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีโรงสีอยู่ 4 แห่ง ซึ่งตนได้โอนกิจการให้ลูกๆ ไปบริหารกันเองหมดแล้ว และพวกเขาได้ขยายตลาดส่งข้าวสารไปยังแถบยุโรปด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ตนกำชับลูกทั้ง 5 คน ถือเป็นคำสั่งของพ่อว่า “ให้สำนึกในบุญคุณของแผ่นดิน” ดังนั้นวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันพ่อแห่งชาติให้ตั้งโรงทานรวมถึงมอบทุนการศึกษาข้าวสาร ฯลฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

สืบเนื่องวันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นวันสำคัญที่ประชาชนน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน ทั้งนี้กิจกรรมวันพ่อ ได้จัดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2523 โดยการริเริ่มของคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษา

เนื่องจากพ่อถือเป็นบุคคลผู้มีพระคุณ และมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัว สังคม ที่ผู้เป็นลูกต้องเคารพเทิดทูนและตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสังคมควรที่จะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นวันพ่อแห่งชาติ นอกจากนี้รัฐบาลยังกำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันชาติอีกด้วย

วัตถุประสงค์ของวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวามหาราช เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ

‘ท่านอ้น’ ถวายเพล วัดปทุมฯ เนื่องในวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9 พร้อมถวายเงินสมทบทุนโรงพยาบาลพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

(5 ธ.ค. 66) ที่อาคารเสนาสนะสงฆ์ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร แขวงปทุมวัน ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางมาเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารเพล พระสงฆ์ 9 รูป โดยมี พระพรหมวชิรเวที กรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และถวายเงินสมทบทุนโรงพยาบาลพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นโรงพยาบาลชุมชน สังกัดกระทรวงสาธารณสุขสำนักงานปลัดกระทรวง

ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลอำเภอบ้านม่วง เลขที่ 299 หมู่ที่ 2 บ้านโพนไค ถนนราชบัณฑิต ต.ม่วง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2566

จากนั้น ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์ ได้เข้ากราบสักการะพระอัฐิ และพระราชสรีรางคาร ของพระบรมวงศานุวงศ์ พระประยูรญาติราชสกุลมหิดล

ต่อมาได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ทางวัดปทุมวนาราม ได้มอบหนังสือประวัติหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตอน จำพรรษาวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร หนังสือ พระภูริทัตโต (หมั่น) พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต วัดปทุม วนาราม และภาพถ่ายพระภูริทตฺโต (หมั่น) วัดสระปทุม แก่ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์

ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าได้ไปถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาแล้ว จึงได้มาทำบุญที่วัดปทุมวนารามเนื่องจากเป็นวัดที่มีความสำคัญกับครอบครัว และได้มาทำบุญถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เปิดจดหมาย ‘ลูกสาวทนายอานนท์’ เขียนถึงพ่อ เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ พร้อมถาม “พ่อทำไมถึงอยู่ในคุก?” ขณะเจ้าตัวต้องโทษมาแล้ว 70 วัน

(5 ธ.ค. 66) นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ‘ลูกเขียนจดหมายถึงพ่อ’

โดยภายในภาพเป็นรูปเด็กกำลังกอด นายอานนท์ พร้อมมีข้อความที่เขียนด้วยมือว่า…

“พ่อทำไมถึงอยู่ในคุก แล้วพ่ออยู่ที่ห้องไหนของเรือนจำ แล้วหนูต้องรออีก 10 ปีใช่ไหม?”

สำหรับ นายอานนท์ อยู่ระหว่างถูกจับคุกในเรือนจำเป็นเวลา 4 ปี หลังจากศาลอาญาพิพากษา ในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ขณะนี้ต้องโทษอยู่ในเรือนจำมา 70 วัน

'ซิโก้' ปลื้ม!! ได้รับเกียรติบัตรพระราชทาน 'พ่อตัวอย่างแห่งชาติ' ประจำปี 2566 เผย!! เป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้รับในชีวิตนี้

(6 ธ.ค. 66) เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ ซิโก้ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ในตำแหน่งกองหน้าปัจจุบันเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนให้กับฮองอันยาลาย ในวีลีกของประเทศเวียดนาม ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘Kiatisuk Senamuang’ เนื่องในโอกาสได้รับเกียรติบัตรพระราชทาน ‘พ่อตัวอย่างแห่งชาติ’ ประจำปี 2566 ระบุว่า…

“เกียรติบัตรพระราชทาน ‘พ่อตัวอย่างแห่งชาติ’ ประจำปี 2566 คือรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้รับพระราชทานในชีวิตนี้ 🙏 และเนื่องจากภารกิจหน้าที่ในประเทศเวียดนามจึงไม่สามารถเดินทางกลับไปประเทศไทยได้ ผมขอเก็บความภูมิใจนี้ไว้ตลอดไป 🙏❤️ และขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่ สต๊าฟโค้ช ทีมสโมสรฮองอันยาลาย ที่ได้ร่วมแสดงความยินดีในวันพ่อแห่งชาตินี้ครับ 🙏
#วันพ่อแห่งชาติ #พ่อตัวอย่างแห่งชาติ2566 #Carabao #คาราบาว #HAGL #zicohagl  #เกียรติศักดิ์เสนาเมือง #kiatisuk #coachzico #ทีมซิโก้ #โค้ชซิโก้ #ซิโก้”

๕ ธันวาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้

5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และภายหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เรื่อง กำหนดวันสำคัญของชาติไทย มีใจความสำคัญให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย ดังนี้ 

1. เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

2. เป็นวันชาติ 

3. เป็นวันพ่อแห่งชาติ

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป 

‘5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร’ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ประชาชนคนไทยยังคงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันประเสริฐ และเทิดทูนพระองค์ด้วยความรัก ความศรัทธา โดยตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

‘5 ธันวาคม เป็นวันชาติไทย’ แม้โดยทั่วไปมักจะหมายถึง วันเฉลิมฉลองที่ประเทศนั้น ๆ ได้รับอิสรภาพ เป็นเอกราช หรือเป็นวันสถาปนาประเทศ รัฐ ราชวงศ์ วันพระราชสมภพของกษัตริย์ วันเกิดประมุขของรัฐ หรืออาจจะเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ แต่มักจะถือเป็นวันหยุดประจำของชาติ ซึ่ง ‘วันชาติ’ ของแต่ละประเทศจะเป็นวันใดขึ้นอยู่กับการกำหนดของประเทศนั้น ๆ โดยความเป็นมาของวันชาติไทยนั้น แต่เดิมกำหนดให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน โดยวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติไทยได้ 21 ปี ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 รัฐบาลในขณะนั้นมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศ และเป็นการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติ จึงให้ถือวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็น ‘วันชาติ’ มาจนถึงปัจจุบัน

‘5 ธันวาคม เป็นวันพ่อแห่งชาติ’ วันพ่อแห่งชาติ มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 เนื่องจากพ่อเป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ และเพื่อให้ผู้เป็นพ่อสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน ดังนั้นจึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น ‘วันพ่อแห่งชาติ’

‘หนึ่ง วิทิตนันท์’ คนไทยคนแรกที่พิชิต ‘เอเวอเรสต์’ ปีนเขา!! สู้ความหนาว ร้องเพลง ‘สรรเสริญพระบารมี’ แสดงความจงรักภักดี ระลึกถึงในหลวง ร.9

(5 ธ.ค. 67) นายวิทิตนันท์ โรจนพานิช หรือ ‘หนึ่ง’ คนไทยคนแรกที่ปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และในวันที่ 5 ธันวาคม ของปีนี้ เขาก็มีความตั้งใจ ที่จะขึ้นไปร้องเพลง ‘สรรเสริญพระบารมี’ ให้ทั่วโลกได้รับฟัง 

เพจเฟซบุ๊ก ‘Vitidnan Rojanapanich’ ได้โพสต์คลิป ที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจ ของคนไทยทั้งชาติ

“รอบนี้ 6,141 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ผมร้องเพลงไม่ไหว หมดแรงเพราะความยากและความเสื่อมถอยของร่างกาย ขอลงมาที่ระดับ 5,500 เมตร” 

“เตี้ยกว่าแต่…สะท้อนความรักเท่าเดิมและจะไม่เปลี่ยนแปลง”

ทรงพระเจริญ!!

'พีระพันธุ์' นำทีม!! รัฐมนตรีจาก ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศล แด่ในหลวง ร.9

(5 ธ.ค. 67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน พร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรมว.อุตสาหกรรม และนายสุชาติ ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรมช.พาณิชย์ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

‘อุ๊งอิ๊ง’ โพสต์!! ภาพครอบครัวอบอุ่น ผ่านไอจี มอบพวงมาลัยให้ ‘ทักษิณ’ เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ

(5 ธ.ค. 67) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านไอจีชื่อว่า ‘ingshin21’ พร้อมภาพประกอบ ซึ่งเป็นภาพบรรยากาศครอบครัวอบอุ่นและชื่นมื่น มีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายพานทองแท้ ชินวัตร พี่ชาย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์พี่สาว นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีน.ส.พินทองทา นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีน.ส.แพทองธาร และหลาน ๆ นำพวงมาลัยมอบให้นายทักษิณ เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 โดยมีข้อความระบุว่า …

Happy Father's Day @ home ขอให้พ่อมีสุขภาพแข็งแรงค่ะ รักพ่อที่สุดในโลกค่ะ

วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

(5 ธ.ค.68 ) 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และภายหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เรื่อง กำหนดวันสำคัญของชาติไทย มีใจความสำคัญให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย ดังนี้ 

1. เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 


2. เป็นวันชาติ 

3. เป็นวันพ่อแห่งชาติ

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป 

‘5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร’ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ประชาชนคนไทยยังคงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันประเสริฐ และเทิดทูนพระองค์ด้วยความรัก ความศรัทธา โดยตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

‘5 ธันวาคม เป็นวันชาติไทย’ แม้โดยทั่วไปมักจะหมายถึง วันเฉลิมฉลองที่ประเทศนั้น ๆ ได้รับอิสรภาพ เป็นเอกราช หรือเป็นวันสถาปนาประเทศ รัฐ ราชวงศ์ วันพระราชสมภพของกษัตริย์ วันเกิดประมุขของรัฐ หรืออาจจะเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ แต่มักจะถือเป็นวันหยุดประจำของชาติ ซึ่ง ‘วันชาติ’ ของแต่ละประเทศจะเป็นวันใดขึ้นอยู่กับการกำหนดของประเทศนั้น ๆ โดยความเป็นมาของวันชาติไทยนั้น แต่เดิมกำหนดให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน โดยวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติไทยได้ 21 ปี ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 รัฐบาลในขณะนั้นมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศ และเป็นการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติ จึงให้ถือวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็น ‘วันชาติ’ มาจนถึงปัจจุบัน

‘5 ธันวาคม เป็นวันพ่อแห่งชาติ’ วันพ่อแห่งชาติ มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 เนื่องจากพ่อเป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ และเพื่อให้ผู้เป็นพ่อสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน ดังนั้นจึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น ‘วันพ่อแห่งชาติ’

เมื่อนักการเมืองยื่นปลา แต่พระราชายื่นเบ็ด มรดกคำสอนจาก ‘พ่อหลวง’ ผ่านกาลเวลาเนิ่นนานแต่ไม่ตกยุค

เนื้อหาของบทความนี้ผมตั้งใจอยากจะเล่าเรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่านวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งอีกนัยหนึ่งยังเป็น ‘วันพ่อ’ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพ่อของปวงชนชาวไทย ผมเลยขอนำเรื่องความประทับเรื่องหนึ่งมาเขียนเล่าในบทความนี้

เมื่อหลายปีก่อน ผมได้เคยเห็นภาพหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2518 จาก ‘สมุดภาพโครงการตามพระราชดำริ’ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2525 โดยเนื้อหาใต้ภาพระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า การพัฒนาที่ดินตามโครงการที่ได้ทรงเริ่มมาตั้งเเต่พุทธศักราช 2507 ที่ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ได้ผลเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงต้องพระราชประสงค์ที่จะขยายงานด้านการช่วยเหลือเกษตรกรให้เเพร่หลายต่อไป ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานที่นาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งหมดรวม 51,967 ไร่ 95 ตารางวา สำหรับใช้ในการปฏิรูปที่ดินเป็นการประเดิมเริ่มเเรก โดยให้รัฐบาลร่วมดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พุทธศักราช 2518”

สมุดภาพเล่มนี้รวบรวมโครงการพระราชดำริจนถึง พ.ศ. 2525 ไว้ทั้งหมด 654 โครงการ (ซึ่งปัจจุบันมี 4,000 กว่าโครงการ) จากภาพหน้า 1 หนังสือพิมพ์ที่ได้เห็นจากหนังสือ ผมก็เลยไปลองหาข้อมูลต่อ โดยเฉพาะความสนใจเรื่องของ ‘ที่ดินทำกิน’ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในยุคแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนไทย ที่เกษตรกรรมคืออาชีพหลัก และเป็นเรื่องหลักที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานให้เป็นมรดกของปวงชนชาวไทย 

ปฐมบทของเรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อปี 2507 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ จ.เพชรบุรี แล้วทรงทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ จำนวน 83 ครอบครัว ซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์ในการประกอบอาชีพจึงทรงรับกลุ่มเกษตรกรนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานเงินให้กู้ยืมไปลงทุน (ย้ำว่าให้กู้นะครับ) จำนวน 300,000 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับสมัยนั้น แต่ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถนำเงินที่กู้ยืมไปมาคืนได้ (ทำไมล่ะ ?) เหล่าเกษตรกรไม่ได้ขี้เกียจนะครับ แต่มูลเหตุที่เกษตรกรเหล่านี้ไม่มีเงินมาคืนก็เพราะพวกเขา ‘ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง’ ต้องเช่าที่ดินของกรมประชาสงเคราะห์ เฉลี่ยครอบครัวละไม่เกิน 2 ไร่ ทั้งอยู่ ทั้งเพาะปลูก ซึ่งไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ พอพระองค์ทรงทราบถึงมูลเหตุแห่งการนี้ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ อดีตองคมนตรี ไปจัดหาที่ดินในเขต จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อมาจัดสรรให้แก่เกษตรกร (คือวัดผลกันอีกครั้ง เงินที่ให้กู้ไป ก็ช่างมัน) 

เป็นความบังเอิญที่โชคดีอย่างยิ่ง!! เพราะในขณะนั้น รัฐบาลอิสราเอล โดย เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้ขอทราบหลักการของโครงการเรื่องของที่ดินเกษตรในครั้งนั้นและอาสาช่วยเหลือในด้านผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทำให้เกิดการทำสัญญาร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอล โดยเริ่มโครงการ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2509 ให้ชื่อว่า ‘โครงการไทย - อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท (หุงกะพง)’ นั่นคือการต่อยอดจากพระราชดำริในการสร้างที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร 

พื้นที่โครงการเดิมเป็นป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ มีราษฎรเข้าไปจับจองอยู่บ้าง แต่ทำกินไม่ค่อยได้ผล เพราะดินไม่ดีและขาดแคลนน้ำ การทำกินจึงเป็นไปในลักษณะไร่เลื่อนลอย ย้ายที่ทำกินทุก 3-4 ปี จึงมีพระราชดำริให้กันพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ ออกจากพื้นที่ป่า โดยทรงจับจองที่ดินตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วนำมาจัดให้ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนและมีความขยันหมั่นเพียร แต่ขาดแคลนที่ทำกินได้เข้าไปอยู่อาศัยและทำประโยชน์ นั่นคือจุดเริ่มต้นจนเกิดเป็นข่าวนี้ในปี พ.ศ. 2518 

เกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องที่ดิน ผมขอยกบทความของท่านอดีตประธานองคมนตรี ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร เรื่อง ‘พระบารมีคุ้มเกล้าฯ’ ในหนังสือ ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับคณะองคมนตรี’ โดยมีใจความบางส่วนบางตอนที่เล่าเรื่อง ‘การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน’ ความว่า...

“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการณ์ไกลในอนาคตว่า ยิ่งนานวันชาวไร่ชาวนาจะยิ่งไม่มีที่ดินทำกิน เพราะความยากจนของเขาเหล่านี้ พวกที่เคยมีที่ดินต้องยอมสูญเสียกรรมสิทธิ์ให้แก่นายทุน และกลายมาเป็นผู้เช่าหรือไร้ที่ดินทำกินในที่สุด จึงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปที่ดินทำกิน เพื่อช่วยราษฎรที่ยากจนให้มีที่ดินทำกินตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่างเริ่มจาก ‘โครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง’

“รัฐบาลแต่ละชุดหลังจากนั้น ก็ได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทในเรื่องปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำริของพระองค์มาเป็นลำดับ (พระองค์ไม่ได้บังคับให้ทำตามนะครับ แต่ถ้ารัฐบาลไหนเห็นประโยชน์ตรงนี้ก็สนองพระราชดำริของพระองค์เพื่อประโยชน์ของประชาชน)”

“ตั้งแต่รัฐบาลชุดศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เสนอและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ตราพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ขึ้น ช่วงที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ พระองค์ทรงพระกรุณาฯ รับโครงการไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลาง แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นประเดิม โดยมีพระราชประสงค์ให้ผู้เช่าที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่แต่เดิม ได้ทำกินในที่ดินนั้นต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ตราบที่ยังยึดถืออาชีพเกษตรกรรมอยู่ แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น (ให้ทำกินได้ แต่ไม่ให้ขายเพราะจะหมดที่ทำกินหากขายไป)”

“ต่อมาในสมัยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานพระราชดำริเรื่องการปฏิรูปที่ดิน โดยทรงขอให้รัฐบาลดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ช้านัก แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มีเวลาอยู่ในหน้าที่ไม่นาน (เป็นรัฐบาลผสมยิบย่อยมาก ๆ) จึงยังไม่มีโอกาสสนองพระราชดำริเต็มที่ การปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำรินั้น จึงเริ่มดำเนินการในสมัยรัฐบาลชุดของผม (รัฐบาลของ ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร) ตามที่ได้มีพระราชดำรัสแนะนำ คือ ให้มีการแจกเอกสารสิทธิแก่ราษฎรผู้ไร้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และจัดให้มีการบูรณาการต่อไปด้วยการสร้างถนน สะพาน ขุดคลอง สร้างอ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงคุณภาพดิน แจกปุ๋ย ฝึกอบรมสาธิตการเพาะปลูกพืชต่างๆ ที่ดูแลง่าย โตเร็ว ให้ราคาสูง และจัดสรรเงินทุนของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรกู้ยืมเพื่อการเกษตรด้วย…”

ถึงตรงนี้จบเรื่องราวที่ดินในบทความเล่าเรื่อง ‘การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน’

น่าสังเกตว่าโครงการหุบกะพงที่ทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่างนั้น มีการทดลองปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ วางแผนผังการจัดที่ดิน บำรุงรักษาพัฒนาแหล่งน้ำรวมกลุ่มเกษตรจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร เพื่อการผลิต การจำหน่าย จัดหาสินเชื่อ มีการส่งเสริมการเกษตรและพัฒนาอาชีพ ครบวงจร 

ที่น่าสนใจ คือ พระองค์พระราชทานที่ดินเพื่อใช้ประเดิมสำหรับการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินในท้องที่ภาคกลางด้วย โดยรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มทำการปฏิรูปที่ดินที่ได้รับพระราชทานมาทั้ง 50,000 ไร่เศษก่อน โดยมีที่ดิน ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถปฏิรูปได้ 43,902ไร่ จากนั้นก็บุกเบิกปฏิรูปที่ดินในท้องถิ่นทุรกันดารอื่น ๆ ตามพระราชดำริ รวมอีก 17 จังหวัด ปฏิรูปไปถึงท้องที่ ที่แห้งแล้งที่สุดในอีสาน คือ ทุ่งกุลาร้องไห้!! (วันนี้ไม่มีกุลามาร้องไห้ มีแต่ข้าวเจ้าที่อร่อยมาก ๆ) 

ต่อจากนั้น รัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำรินี้จวบจนถึงปัจจุบัน จนสามารถช่วยเกษตรกรไทยให้มีที่ดินทำกิน และมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทานพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพิ่มเติม โดยทรงชี้แนะด้วยว่า การปฏิรูปที่ดินในแต่ละท้องที่ จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้เกษตรกรเห็นผลโดยไม่ชักช้าส่วนเงินชดเชยค่าที่ดินที่ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน ซึ่งรัฐบาลจะต้องทูลเกล้าฯ ถวายตามกฎหมายนั้น เพื่อพระราชทานให้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินงานของสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดินเหล่านั้น (คือเงินพระองค์ที่ชาวบ้านมาใช้ที่ดินของพระองค์พระองค์ไม่รับ ที่จ่าย ๆ กันมาให้เอาไปหมุนเวียนในสหกรณ์) พูดง่าย ๆ ว่า ทรงให้ทั้งที่ดินทำกิน ให้ทั้งเงิน แล้วยังให้พัฒนาทรัพยากรเพื่อการผลิตอื่น ๆ พร้อมด้วยความรู้ในการผลิตและการดำเนินการต่อไปด้วย

นอกจากเรื่องที่ดินทำกินแล้ว เมื่อพระองค์ทรงมีโครงการในพระราชดำริหลังจากที่ได้พระราชทานที่ดินไปหมดแล้ว แต่มีความจำเป็นจะต้องใช้ที่ดินดำเนินโครงการ เช่น ทดลองเกษตรทฤษฎีใหม่ ทดลองการปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ เป็นต้น ในหลายครั้ง หลายโครงการ แทนที่พระองค์จะเรียกคืนที่ดิน พระองค์กลับมีพระราชกระแสให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรับสนองพระราชดำริไปจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนา (ไม่ขอฟรีนะครับ) หลังจากทดลองสำเร็จก็นำไปจัดสรรแบ่งแปลงแบ่งให้กับผู้ยากไร้ไว้ทำกินต่อไปอีก โดยทั้งหมดด้วยการใช้พระราชทรัพย์ของพระองค์เอง

ส่วนเรื่องสหกรณ์การเกษตรกับฉางข้าวและพืชผล ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์เล่มที่ผมนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการเล่านั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ได้ทรงมีพระราชดำรัสแนะนำให้มีการส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรช่วยเหลือกันเองและร่วมกันยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาในการตั้งสหกรณ์เพิ่มขึ้นถึง 102 แห่งในปี 2520 จนทั่วประเทศในขณะนั้นมีสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 664 แห่ง สหกรณ์และรัฐบาลก็เร่งรัดจัดหาเงินให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรกู้ยืม เพื่อไปลงทุนและปลดเปลื้องหนี้สิน นอกจากสหกรณ์ในหลวง ร.9 ยังทรงพระราชดำริต่อไปด้วยว่า ควรมีการสร้างฉางข้าวและพืชผล เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเร่งรัดขายข้าวและพืชผลในทันที ทำให้สามารถเก็บไว้รอขายในยามที่เหมาะสมได้ โดยรัฐบาลออกค่าวัสดุให้ ส่วนการก่อสร้างนั้นให้สมาชิกสหกรณ์ลงแรงร่วมกันจัดสร้างเอง ครบวงจรการร่วมมือราษฎร์กับรัฐ ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทยได้จริง 

ดังนั้น คำที่ว่า ‘นักการเมืองยื่นปลา พระราชาทรงให้เบ็ด’ จึงเป็นความจริงอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ยังชวนบำรุงดิน ชวนปลูกพืช ชวนสร้างสหกรณ์ ชวนสร้างยุ้งฉาง ชวนขุดบ่อ เพาะพันธุ์ปลา อีกต่างหาก 

“นักการเมืองยื่นปลา พระราชาทรงยื่นเบ็ด”

นี่คือพระราชปณิธานปฏิรูปที่ดินของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงทำเพื่อประโยชน์แท้จริงแด่ปวงชนชาวไทยของท่าน


เรื่อง : สถาพร บุญนาจเสวี Content Manager


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top