Thursday, 4 June 2026
ล้มสถาบัน

ลุ่มหลง สันดาน อคติ วิธีคิด ความเชื่อ ‘คนใน 14 ล้าน’ VS ‘คนนอก 14 ล้าน’

14 ล้านเสียง ส่วนลึกอาจจะเกลียดสถาบันกษัตริย์ และอยากให้ล้มล้าง ทำลาย เพื่อไปสู่การปกครองแบบอื่น แต่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก ได้แต่แอบๆ แฝงตัวกลมกลืนไปกับสังคมแบบเนียนๆ จึงเลือก ‘พรรคล้ม 112’ ให้มาทำหน้าที่แทน แต่ ‘คนนอก 14 ล้าน’ เขาอยากให้ดำรงสถาบันฯ ไว้ ด้วยความรัก และศรัทธา

14 ล้านเสียง บางคนอาจจะรักสถาบันฯ แต่ก็ ‘เบาปัญญา’ และ ‘ตื้นเขิน’ จนดูไม่ออกสักนิดเลยว่าได้เลือกกลุ่มคนที่คิด ‘ล้มล้างสถาบัน’ ที่ตนเองรักเข้ามา ผ่านความปลิ้นปล้อน กะล่อน กลิ้งกลอก และซ่อนเร้น แต่ ‘คนนอก 14 ล้าน’ เขาดูออก วิเคราะห์ขาด และมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อประชาชน และประเทศชาติของเรา

14 ล้านเสียง อาจจะไม่คิดว่าสถาบันฯ มีความเกี่ยวข้อง และมีคุณค่าต่อคนไทยเราทุกคน แต่ ‘คนนอก 14 ล้าน’ ส่วนใหญ่ เขากลับคิดว่าคนไทยทุกคนต่างเป็น ‘หนี้บุญคุณ’ สถาบันกษัตริย์ จึงรู้สึกซาบซึ้ง และภูมิใจที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

14 ล้านเสียง ที่เคยบอกรักในหลวง และร้องห่มร้องไห้ตอนปลายปี 2559 แต่ก็เลือก ‘พรรคล้มสถาบัน’ ให้เข้ามา จึงดูเป็นคนย้อนแย้ง ไม่จริงใจ ไม่น่าคบค้าสมาคม แต่ ‘คนนอก 14 ล้าน’ เขาจะไม่มีทางหันมอง หรือสนับสนุน ‘พรรคล้มสถาบัน’ และเห็นแน่ชัดว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่หวังดีต่อสังคมไทย

14 ล้านเสียง อาจจะชอบให้แก้กฎหมายหมิ่นบุคคลธรรมดาให้โทษเบาลง แต่ ‘คนนอก 14 ล้าน’ เขาไม่เห็นด้วย และคิดว่าสังคมไทยจะวุ่นวายมากขึ้น ต่อ ๆ ไปคนเราจะด่ากัน หมิ่นประมาทกันได้รายวัน และรอดพ้นความผิดเพียงแค่มีเงิน

14 ล้านเสียง อาจจะเลือก ‘พรรคล้มสถาบัน’ เพราะเชื่อว่านโยบายต่างๆ จะทำได้จริง แต่ ‘คนนอก 14 ล้าน’ เขาไม่โง่เชื่อแบบนั้น เพราะไม่มีทางที่นโยบายที่ดี ถ้าตกอยู่ในมือของคนที่โกหกเป็นอาชีพ ก็ไม่มีทางที่จะเป็นจริงได้ ดังวลีที่ว่า ‘คนโกหกไม่ทำชั่วนั้นไม่มี’

14 ล้านเสียง จำนวนไม่น้อย อาจจะเลือก ‘พรรคล้มสถาบัน’ เพราะตามเพื่อน ตามลูก ตามผัว หรือตามกระแสสังคมที่ตื่นเต้นไปกับสิ่งใหม่ โดยที่ไม่คิดศึกษา ลงลึก ใส่ใจวิเคราะห์อย่างละเอียด ที่สุดก็ปล่อยให้ ‘พรรคล้มสถาบัน’ เข้ามาสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคมไทย และตนเองก็ไม่มาใส่ใจดูแล หรือสำนึกผิด แต่ ‘คนนอก 14 ล้าน’ เขาศึกษามาดี และเสียสละเวลาในชีวิตคอยอยู่รับมือ คอยตั้งรับ คอยปกป้อง คอยต่อสู้ในสิ่งที่เขาไม่ได้เลือกอย่างกล้าหาญ และไม่เคยกลัวว่าชีวิตจะมีปัญหา

14 ล้านเสียง อาจจะชอบให้ ‘พรรคล้ม 112’ ที่ตนเองเลือก ทำการล้างสมองเยาวชนของชาติ ให้ไปขีดเขียนกำแพงวัดพระแก้ว หลอกเด็ก ๆ ให้ไปทำในเรื่องที่ทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม ทำสิ่งที่ขัดต่อกติกาสังคม และออกหน้าแทนในที่ชุมนุมเพื่อ ‘ล้ม 112’ แต่ ‘คนนอก14 ล้าน’ เขาสงสาร และเป็นห่วงเด็กๆ ที่ยังอ่อนเดียงสา ด้วยเด็กๆ ไม่มีทางรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของ ‘นักการเมืองใจอำมหิต’ และสุดแสนจะ ‘ขี้ขลาด’ เหล่านี้ จึงถือว่าเป็น ‘กลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่’ ที่มีจิตใจต่ำ และไร้ความจริงใจต่อคนร่วมชาติอย่างไม่น่าให้อภัย

14 ล้านเสียง อาจจะชอบให้ ‘พรรคล้มเจ้า’ รับเงินจากชาติตะวันตก มาทำลายประเทศไทยของตัวเอง แต่ ‘คนนอก 14 ล้าน’ เขารู้เท่าทัน และพร้อมจะปกป้องประเทศไทยของเขาเท่าชีวิต

14 ล้านเสียง อาจจะชอบให้มีการแบ่งแยกดินแดนไทย และอาจจะหลงลืมเลือดเนื้อของบรรพบุรุษที่สละแลกเพื่อมาให้แผ่นดินไทยดำรงอยู่ แต่ ‘คนนอก 14 ล้าน’ เขามีสามัญสำนึก เขาไม่เคยลืม ยังคงเดินหน้าปกป้อง รักษาไว้ดังเดิม ไม่ปล่อยให้คนโฉดชั่วมากัดเซาะทำลาย ด้วยเขารักแผ่นดินชาติ เกินกว่าจะแยกขาดออกจากกันได้

คนใน 14 ล้าน กับ เรา จึงต่างใจกันมาก

ส่วนตัวผมจึงไม่ศรัทธา ‘คนไทยหัวใจอุบาทว์’ เช่นนี้

ศาลฯ พิพากษา ‘อติรุจ’ จำคุก 3 ปี 2 เดือน กรณีตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จฯ

(12 ธ.ค. 66) ทวิตเตอร์ (X) ‘TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“ศาลอาญากรุงเทพใต้จำคุก 3 ปี 2 เดือน ‘อติรุจ’ คดี #ม112 และ ขัดขวางเจ้าพนักงาน กรณี ตะโกน "ไปไหนก็เป็นภาระ" ใส่ขบวนเสด็จ ร.10 และ ราชินีฯ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 15 ต.ค. 2565

ศาลพิพากษาว่า การตะโกน "ไปไหนก็เป็นภาระ" เป็นคำที่มิสมควร เป็นการใส่ความว่า การเสด็จเป็นการสร้างปัญหาภาระ ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา 

ขณะนี้กำลังยื่นประกันตัว เพื่อสู้ต่อชั้นอุทธรณ์”

โดยก่อนหน้านี้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า..

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 เวลาประมาณ 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปทรงเปิดอาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธี ได้เสด็จกลับเวลาประมาณ 18.00 น. ในขณะที่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งของทั้งสองพระองค์เสด็จกลับออกไป มีประชาชนต่างพร้อมใจนั่งเฝ้ารับเสด็จตรงบริเวณเส้นทางเข้าและเส้นทางออกอาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และต่างพากันเปล่งเสียงว่า “ทรงพระเจริญ” แต่นายอติรุจซึ่งยืนอยู่บริเวณที่รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนขบวนผ่านได้ตะโกนเสียงดังหันหน้าไปทางขบวนเสด็จว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ”

ซึ่งจากคำฟ้องของอัยการ ได้ระบุว่า เป็นถ้อยคํากล่าวที่มิบังควร จาบจ้วง มุ่งหมายใส่ความให้ประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จและบุคคลทั่วไปเห็นว่าการเสด็จพระราชดําเนินนั้น เป็นการสร้างปัญหา สร้างภาระให้ประชาชน ก่อให้เกิดความเกลียดชังและเป็นภัยคุกคามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทําให้ทั้งสองพระองค์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี อันเป็นการฝ่าฝืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

นอกจากนี้หลังจากที่นายอติรุจ ได้ตะโกนประโยคดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยในบริเวณนั้นประมาณ 5 นาย ได้เข้าจับกุมจำเลยทันที เพื่อให้จําเลยหยุดการกระทําดังกล่าว แต่จําเลยได้ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยใช้เท้าถีบเจ้าพนักงานตํารวจอย่างแรง ทำให้ได้รับบาดเจ็บเกิดบาดแผลถลอก และได้รับบาดเจ็บฟกช้ำบริเวณกลางหลังช่วงเอว อัยการจึงได้สั่งฟ้องใน 2 ข้อกล่าวหาแก่อติรุจ ได้แก่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหา ‘ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138

ผลส้มพรุน!! หลังใส่เกียร์เดินหน้า 'ล้มสถาบันฯ-ปั่นหัวเด็ก' เกมสุดเหลี่ยมจากชั้น 14 ที่หลอกให้จนมุมจนหมดทางไป

ขึ้นชื่อว่าเด็ก ความเก๋าก็คงไม่เท่าผู้ใหญ่ ยิ่งเป็นเด็กเกเร ถือดี หลงตัวเอง อยากมีที่ยืนเท่ ๆ ในสังคมทั้ง ๆ ที่ไร้คุณสมบัติ ทำแต่สิ่งที่น่าเอือมระอา และคงคิดว่ามวลชนคนรุ่นใหม่ที่มีมากถึงสิบกว่าล้านเสียงจะช่วยคุ้มกะลาหัวได้ 

แต่เมื่อมาเจอผู้ใหญ่มากประสบการณ์ระดับหัวหน้าโจรปล้นชาติทุกก๊กยังเรียกพี่ มีดีกรีขนาดที่ 'หนีคดีไปรอบโลก' ก็ยังไม่มีใครเคยจับเข้ากรงขังบนแผ่นดินไทยได้ กลับมามอบตัวก็ไม่ต้องนอนคุกเลยสักวันเดียว ไม่เจ๋งจริงทำไม่ได้…สรตะแล้วก๊วนส้มทั้งผองแทบหาอื่นใดมาเทียบได้กับนักโทษระดับไฮคลาสคนนี้ (ยกเว้นความชั่วที่ไม่ห่างชั้น)

แต่ 'กระดูกโจร' มันคนละเบอร์!!

ความมืดบอดและเบาปัญญา ที่ดึงดันดื้อด้านแต่จะ 'ล้มล้างการปกครอง' เดินหน้าชั่วชนิดไม่ฟังเสียงหมาในรั้วพรรคเดียวกันเตือน หลงคิดว่า 'เหลี่ยมมหาภัย' จะช่วยผลักดันในทิศทางเดิน ผสานศึกให้แผนล้มสถาบันบรรลุผลสำเร็จ และกินรวบประเทศไทยเปลี่ยนสีจาก 'ขวานทอง' ให้กลายเป็น 'ขวานสีส้ม' แทน โถ โถ โถ 

ไม่เรียกฉลาดน้อย ก็ไม่รู้จะเรียกอะไรดี? 

การล้มล้างในสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ว่า 'เหลี่ยมสวรรค์ชั้น 14' จะไม่เคยคิด แต่เพราะคิดแล้วชีวิตพัง ไปต่อไม่เป็น รู้ซึ้งแล้วว่าแตะอะไรก็แตะได้ แต่อย่าริไปแตะในสิ่งที่ประชาชนคนไทยเขารักและคิดปกป้อง ไม่เช่นนั้นก็ยากจะอยู่แบบ 'รอดมือรอดทีนคนไทยรักสถาบัน' บนแผ่นดินทองผืนนี้ไปได้ 

ฉะนั้น เมื่อเหลี่ยมรู้ซึ้งในรสความเจ็บ เหลี่ยมถึงปล่อยให้ส้มเน่าสัมผัสถึงความพังพินาศนี้บ้าง!!

ผู้ใหญ่ที่รักและหวังดีกับเด็กน้อยจริง ๆ เขาจะเตือน ห้าม ฉุด และรีบดึงมือกลับ แม้จะเอามือตบกะโหลกแรง ๆ จนเจ็บเพื่อให้มีสติ นั่นก็เพราะห่วง ด้วยรู้ความจริงแท้ที่ว่าการเป็นคนไทยที่ถูกตราหน้าว่า 'ล้มล้างสถาบัน' ก็ไม่ต่างจากคน 'เนรคุณชาติแผ่นดิน'

คนแบบนี้คบได้ที่ไหน? 

คนรักกันจะไม่สนับสนุนให้ทำในเรื่องชั่ว ๆ เช่นนี้ ถ้าจะมี ก็คงมีแต่คนที่คิดร้ายต่อกัน แอบถือมีดไว้ข้างหลัง หวังจะแทงทีเผลอ เพื่อกำจัดให้พ้นทาง 

ดังนั้น ด้วยแผนที่สูงกว่าชนิดมาเหนือเมฆ จึงปล่อยให้ 'โจรไก่อ่อน' หลับตาวิ่งไปด้วยความคึกคะนองจนต้องสะดุดทีนตัวเองล้มกองบนผืนแผ่นดินขวานเดิม

โดนเหลี่ยมร้ายทิ่มมาก็หลายแผลแล้ว ไม่รู้ถึงวันนี้ 'ผลส้มพรุน' จนเน่าหมดทั้งต้นหรือยัง? 

ดินที่มันไม่ดี น้ำที่มันไม่สะอาด ปุ๋ยที่มันเป็นพิษ 

ปลูกต้นส้มใหม่อีกกี่ครั้ง ก็ได้ผลส้มลูกเดิม ๆ

โจรกบฏที่ถูกเลือกมาจากพี่น้องประชาชน หวังถอนทำลาย 112 ให้ 'สถาบันฯ' สิ้นสูญ

พรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่โกหกสังคมเป็นอาชีพ นอกจากมีเป้าหลักที่หวังจะล้มล้างการปกครองของไทยให้ได้ ถึงวันนี้ก็ยังคงโป้ปดออกสื่อหลอกต้ม 'สาวกทึ่ม ๆ' ให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 ไม่เลิกรา ด้วยยอดเขาลูกใหญ่ยังโค่นล้มไม่สำเร็จ ก็ใช้วิธีขุดแซะดินรอบ ๆ เนินให้กร่อนทีละนิด ดีกว่าปล่อยเวลาชั่วไปเสียเปล่า

เมื่อเลือกจะรับบทเป็น 'โจรรับจ้างต่างแดน' เพื่อล้มบ้านล้มสถาบันของตัวเองแล้ว ก็ต้องไปให้สุด เพราะทุกยุคสมัย 'โจรกบฏคิดคดต่อชาติ' อายุขัยมักจะสั้น ถ้าไม่ได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินโดยเร็ว ก็มีลูกกรง กับลูกปืนถามหาเท่านั้น เดิมพันนี้จึงมีทางเลือกไม่ค่อยมาก 

เห็นชัดเจนว่าการได้เข้ามาเป็น สส. กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน แต่วัน ๆ กลับไม่คิดจะใช้สติปัญญาทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านกับเมือง ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร มีแต่เรื่องมัวหมองจนเป็นคดีความติดตัวต้องเดินขึ้นศาลไม่รู้กี่คนต่อกี่คน ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ใหม่แต่ชื่อ แต่ฝีมือล้วนต่ำกว่ามาตรฐาน ผิดจากที่คุยโวเอาไว้ชนิดหน้ามือกับหลังเท้าเลยทีเดียว 

คนที่จะมาเป็นผู้แทนราษฎร สมควรต้องเป็นคนที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมสูงกว่าคนปกติทั่วไป เพราะถูกเลือกมาจากพี่น้องประชาชนให้มาทำหน้าที่แทนเขา 

มิใช่เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง?! 

ยิ่งเป็นกฎหมายมาตรา 112 อันเกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง และผูกโยงไปถึง 'ความมั่นคง' ของชาติโดยตรง นอกจากไม่สมควรไปเกี่ยวข้องในทางหมิ่นเหม่ให้สังคมต้องมีคำถาม ยังต้องสนับสนุนกฎหมายมาตรานี้ให้มีอยู่อย่างเข้มแข็ง ต้องคอยปกป้องสถาบันให้ปลอดภัยจากกลุ่มคนที่มาอาฆาตมาดร้าย เพราะคนที่ไม่มีอคติ ไร้ความอิจฉาริษยาชีวิตของคนอื่น หรือรับงานใครมาเพื่อเดินหน้าเซาะกร่อนสถาบัน มีหรือที่จะโดนมาตรา 112 

กฎหมายมาตราไหนก็รังแกใครไม่ได้ ถ้าไม่มีใคร 'เดินแกว่งเท้าโง่ ๆ' เข้าไปหามัน 

คนไทยแบบไหนกันนะที่เอาแต่เดินหน้าใส่ร้ายกฎหมาย ที่สร้างมาไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันหลักของชาติ ถ้าไม่ใช่คนคิดชั่ว หัวใจคด ทรยศแผ่นดิน 

แล้วจะต่างอะไรจากการเป็น 'นักการเมืองก่อการร้าย'

เกลียดทหาร แต่กลับแสดงแต่พฤติกรรมที่ล่อทหารชัด ๆ 

มาตรา 112 คนดีๆ ไม่สะท้าน มีแต่ 'ผีห่าซาตาน' ที่ต้องกลัว

หากจะพูดเป็นประสาชาวบ้านเปรียบเปรยให้เข้าใจง่าย ๆ กฎหมายมาตรา 112 ก็คือ 'ยันต์ปราบผี' ดี ๆ นี่เอง มีฤทธิ์ในทางปกป้องบ้านเรือน และผู้คนที่คิดดีต่อแผ่นดิน เพื่อให้ประเทศชาติดำรงอยู่อย่างมั่นคง 

ขึ้นชื่อว่าคนปกติธรรมดาที่คิดดี ทำดี ปฏิบัติในทางชอบธรรม ไม่คิดเบียดเบียนทำร้ายใคร จะไม่มีใครต้องเกรงกลัว หรือเกี่ยวข้องให้ชีวิตต้องพานพบกับความยากลำบากเลย 

ตายแล้วเกิดใหม่อีก 100 ชาติ ก็จะเป็นเหมือนเดิม!!

คงมีแต่พวกฝีเปรต ผีห่า ผีบาป ผีบ้า ผีสามนิ้ว ผีกลัวติดคุก ผีลืมชาติกำเนิด ผีเนรคุณแผ่นดิน ผีสาดสีธงชาติ ผีขีดเขียนกำแพงวัดพระแก้ว ผีล้มสถาบัน ผีหมิ่นเบื้องสูง ผีขี้ข้าตะวันตก ผีหนีการเกณฑ์ทหาร ผีลิงหลอกเจ้า ผีเบาปัญญา ผีกลิ้งกลอก ผีปั่นหัวเด็ก ผีหลอกใช้พวกอยากมีตัวตน ผีพูดอย่างทำอีกอย่าง ผีไม่กล้ายอมรับความจริง ผีโกหกไปเรื่อย ๆ และผีปากกล้าแต่ขาสั่นเท่านั้นที่ต้องหนาวสะท้าน สั่นไหว เพราะกลัว 'ยันต์ปราบผี' มาสะกด ไม่ให้ต้องผุดต้องเกิดอยู่ใน 'คุกตะรางขังผี' แบบยาว ๆ 

สุจริตชน คนบริสุทธิ์ใจ ถ้าไม่ทำตัวเป็นผีชั่ว ก็ไม่ต้องกลัวอำนาจของ 'ยันต์ปราบผี' นี้เลย กลับจะต้องช่วยกันปกป้อง รักษา ดูแลไม่ให้ 'ยันต์ศักดิ์สิทธิ์' ถูกพวกผีร้ายมาฉีกทำลายให้สูญสิ้นไป 

เป็นเรื่องง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ว่าทำไมขึ้นชื่อว่าคนถึงอยากให้มี 'ยันต์ปราบผี' ติดข้างฝาไว้ในทุกบ้าน เพราะบ้านไหนมียันต์ บ้านนั้นก็ไม่ใช่ผีดังที่กล่าวมา

แต่บางคน บางบ้าน ก็ชอบและแอบเชียร์ผี ขณะเดียวกันก็แขวน 'ยันต์ปราบผี' ไว้ในบ้านให้ผู้คนที่พบเห็นเกิดคำถามขึ้นในใจเล่น ๆ แท้จริงคือชอบตีสองหน้า หวังเข้าได้กับทุกฝ่าย หาก 'สังคมคน' พบเห็นก็จะได้ต้อนรับเพราะคิดว่าเป็น 'พวกเดียวกัน' แต่ลับหลังก็แอบสนับสนุนเหล่าผี ๆ ให้กระทำย่ำยี 'ยันต์ปราบผี' ให้สิ้นซาก

ผี...ที่ว่าน่าถอยออกห่างแล้ว คนที่แอบสนับสนุนผี แต่ไม่กล้าเปิดเผยตัวตน ย่อมสกปรกกว่าเป็นร้อยเท่า และไม่น่าคบค้าสมาคมให้เสียเวลา

เบื้องหลังอุดมการณ์ 'บางพรรค' ที่ยังแน่วแน่-ยืนหนึ่งเรื่องแก้ 112 เพราะผลประโยชน์ในฐานะ 'เด็กเช็ดรองเท้าตะวันตก' มันหอมหวน

สำหรับพรรค 'ส้มสามกีบ' เราคงต้องยอมรับกันตามตรงว่า อุดมการณ์ที่ตั้งมั่นในเรื่องการแก้ 112 ให้โทษอ่อนลง หรือการเดินหน้าล้มล้างการปกครองนั้น ต้องยกนิ้วให้ว่าแน่วแน่ มั่นคงมาก ๆ หาได้ยากยิ่งที่จะมีพรรคการเมืองใดในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กล้าหาญที่จะยืนหนึ่งในเรื่องการกัดเซาะสถาบันเบื้องสูงอย่างแข็งขันเช่นนี้

ขนาดถูก 'ยุบพรรคเดิม' ด้วยข้อหา 'ล้มล้างการปกครอง' ก็ยังประกาศชัดว่าจะนำแนวคิดอันเป็นอุดมการณ์เดิมมาใช้เป็นอาวุธหนัก หวังทะลุทะลวงทิ่มแทงสิ่งที่ตนเองฝังใจเกลียดชังให้มลายหายสูญไปให้ได้ในการ 'ตั้งพรรคใหม่'

อุดมการณ์แรงกล้าขนาดที่ว่า ปากท้องประชาชนไว้ทีหลัง นโยบายหลัก รอง หรือต่อจากนั้น หายใจเข้าออกก็จะมีแต่ทำยังไงก็ได้ที่ประเทศนี้ต้องไม่มีสถาบัน เพราะคือ 'งานหลัก' ที่ถ้าทำสำเร็จ โอกาสหลาย ๆ อย่างในการแอบเป็น 'เด็กเช็ดรองเท้าตะวันตก' ด้วยความซื่อสัตย์ ก็จะเข้ามาหา ทำให้มีอำนาจในการต่อรอง งานนี้เดิมพันจึงสูงลิบ และมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับไปรักประเทศตัวเองเฉกเช่นคนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน 

คนเราถ้าลองเดินหลงผิดไปแล้ว แต่ยังพอจะมี 'คนข้าง ๆ' ที่เฝ้ามองด้วยความปรารถนาดี และจริงใจ คอยบอก คอยห้าม คอยทักท้วงให้หยุดพฤติกรรมเลว ๆ ก็ยังถือว่า 'มีบุญมากกว่าบาป' แต่หากไร้คนคอยชี้แนะ ใครห้ามก็ไม่ฟัง ถือดีแบบโง่ ๆ ตะบี้ตะบันจะล้มล้างสิ่งที่คนมากกว่า 14 ล้านเสียงไม่เล่นด้วย อนาคตก็คงจะจบไม่ต่างจากที่เคย

การเป็นนักการเมืองที่มีจุดยืน มีอุดมการณ์ ไม่ว่อกแว่กเอนไหวไปตามกระแสนอกหลักการของตัวเองนั้นดี ควรค่าแก่การยกย่อง สรรเสริญ แต่ควรยึดถือในด้านที่ส่งเสริมให้คนไทยรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รักแผ่นดินของตนเอง มิใช่คอยหลอกเด็ก หรือต้มผู้ใหญ่ปัญญาเบาให้ไป 'ชูสามนิ้ว' กัดเซาะ ดูหมิ่น ล้มล้างสถาบันเบื้องสูง จนหลายคนต้องไปหมดอนาคตในคุก 

ตราบที่มีอุดมการณ์ชัดเจนในทางชั่ว ๆ แบบนี้ จบแล้วฟื้นมาตั้งพรรคใหม่อีกกี่ครั้ง เป้าที่หวังก็ยากจะสำเร็จ ด้วยที่นี่คือประเทศไทย ไม่เหมือนประเทศใดในโลก มิเช่นนั้นสถาบันเบื้องสูงจะไม่ยืนยาวถึงวันนี้

ศูนย์รวม ‘นักการเมือง’ ที่ชื่อว่า ‘ประเทศไทย’ ด้อยคุณภาพ!! แถมยังต่ำเตี้ย ในเรื่องมารยาท

(3 มิ.ย. 68) ผมไม่ค่อยมั่นใจนักว่ามีประเทศใดในโลกบ้าง ที่มี “นักการเมือง” ด้อยคุณภาพ แถมยังต่ำเตี้ยในเรื่องมารยาท ความรู้ ความสามารถ จริยธรรม มโนธรรม สามัญสำนึก และมี “ระดับของความหน้าด้านสูง” ชนิดที่ไม่แคร์ความรู้สึกของประชาชน ผมรู้แต่เพียงว่าประเทศที่ผมเกิดนั้นมี

ใช่ครับ “ประเทศไทย” ดินแดนมหัศจรรย์ที่อุดมไปด้วยเหล่านักการเมือง “มาตรฐานต่ำ” เดินยั้วเยี้ยเต็มไปหมด 

ตั้งแต่ผมจำความได้ กระทั่งอายุแตะเลขห้าในวันนี้ ประเทศที่แสนจะร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติแบบไทยเรา มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่แข็งแรงราวหินผา ซ้ำยังเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทุกชนชั้นมาช้านาน แต่เรากลับไม่เคยมี “นักการเมือง” หรือ “พรรคการเมือง” ที่คนไทยสามารถพึ่งพิงจริง ๆ ได้เลย เรามีแต่ “เลวน้อย” กับ “เลวมาก” สลับกันเข้ามา “ปล้นประเทศไทย” หรือถ้าจะพูดแบบเข้าข้างตัวเองให้สบายใจขึ้นมาก็คือ แค่เรามีแบบ “เลวน้อยหน่อย” ให้เลือก ก็สามารถปิดถนนจัดโต๊ะจีนฉลองกันได้แล้วสำหรับคนไทยแบบเรา ๆ 

โอ้ว! ทำไมคนไทยถึงได้มีกรรมเช่นนี้หนอ ทั้ง ๆ ที่เรามีแผ่นดินที่สมบูรณ์ มีชาติที่มีเอกราช แต่เรากลับไร้ “คนบริหารประเทศ” ที่หวังดีต่อประชาชนคนไทยจริง ๆ นี่คือส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเจริญก้าวหน้าเทียมเท่าประเทศอื่น หลายประเทศที่เคยล้าหลังกว่าเราก็แซงหน้าเราไปแบบไม่เห็นหลัง เราตกต่ำลงเรื่อย ๆ แม้กระทั่งเรื่องสำคัญอย่างการศึกษา 

ผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองไทยทุกคนนั้น "บ่มิไก๊" แต่มั่นใจมาก ๆ ว่าคือส่วนใหญ่ ๆ ที่มันไม่ได้เรื่อง แม้กระทั่งรุ่นใหญ่ที่อยู่มานาน เป็นนักการเมืองมาหลายสมัย รัฐบาลไหนขึ้นมาบริหารก็จะมีชื่อของตนเองร่วมอยู่ด้วยเสมอ ก็ใช่ว่าจะเป็น “นักการเมืองน้ำดี” ยกตัวอย่างเรื่อง “โจรป่วยทิพย์ชั้น 14” ขนาด "แพทยสภา” ลงความเห็นแล้วว่า มี “หมอไม่รักดี” อยู่สามคนที่มีความผิด เรื่องก็ควรจบลงแค่นั้น แต่นักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ไร้สำนึกคนนี้กลับไม่จบ เดินเกมช่วยโจรข้าง ๆ คู ๆ ชนิดไม่อายฟ้าอายดิน แม้ท้ายที่สุดตนเองอาจจะไม่มีที่ยืนในแผ่นดินเฉกเช่นนักโทษที่ตนเองช่วย ก็ยอม แล้วตรงไหนล่ะที่ทำงานเพื่อพี่น้องคนไทย หรือความดีงามถูกต้องทั้งปวง ไม่มีเลย

นี่แค่หนึ่งตัวอย่างของ “นักการเมือง” มาตรฐานต่ำ ขนาดอยู่มานานยังคิดได้แค่นี้ แล้วเราจะหวังอะไรกับ “นักการเมืองรุ่นใหม่” ที่วัน ๆ ก็เอาแต่จ้องจะ “ล้มสถาบัน” สถานเดียว

‘ธนาธร’ ลั่น!! กลางเวทีเนชั่น ไร้ดีลลับ ‘แดง – น้ำเงิน’ เชื่อ ‘พรรคประชาชน’ ไม่ดีล เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) ‘เครือเนชั่น’ จัดกิจกรรมครบรอบ 55 ปี NATION ผ่าทางตันประเทศไทย Exclusive Talk กับ 3 ผู้นำทางความคิด Chapter 2 | 3 บรรณาธิการ ถาม ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ตอบ โดยมีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นแขกรับเชิญคนแรก ดำเนินรายการโดย 3 บรรณาธิการ เครือเนชั่น ได้แก่ นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร นายบากบั่น บุญเลิศ และนายสมชาย มีเสน

นายธนาธร กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวพรรคประชาชน จับมือกับพรรคเพื่อไทยในบางครั้ง และอาจจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ว่า ตนคิดว่าข้อสันนิษฐานว่าเราเกรงใจฝั่งไหน มันไม่เป็นความจริง ผมยืนยันไม่มีดีลแดง ไม่มีดีลน้ำเงิน อย่างน้อยที่สุดในความรับรู้ของผม ไม่มีดีลอะไรระหว่างพรรคประชาชน ที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนไปแลกกับผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่มี และไม่มียั้งหมัด อย่างกรณีตั๋วพีเอ็นของน.ส.แพทองธาร เนื่องจากทางนิตินัยมันกำกวมว่าถูกหรือผิดกฎหมาย เราก็ยื่นกรมสรรพากร เพื่อสอบถาม เราไม่ใช่เรื่องจริยธรรม เพราะการตีความจริยธรรมมันกว้างมาก

เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่เห็นด้วยกับการให้อำนาจองค์กรอิสระตีความจริยธรรม นายธนาธร กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วย เพราะมันกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง จริยธรรมมาตรฐานของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ไม่มีตัวบ่งชี้ที่วัดได้ หลายกรณีมันไม่ได้สัดส่วนต่อฐานความผิด เราไม่ควรให้อำนาจเรื่องจริยธรรมกับองค์กรอิสระในการตัดสินพรรคการเมือง ถ้าผิดกฎหมาย ถูกผิดเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินผ่านบัตรเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญควรมีหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ต้องให้อำนาจแคบที่สุด ไม่มีอำนาจลงโทษ หรืออาจจะตั้งตุลาการเป็นกรณีไป ไม่ว่าอย่างไร ต้องแคบมาก การตีความทางกฎหมายต้องแคบมาก

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนมีโอกาสที่จะลดเพดานด้านนโยบายเกี่ยวกับสถาบัน เพื่อที่จะร่วมทำงานกับผู้มีอำนาจหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ถ้าเราตัดอคติ และสิ่งที่ไม่เป็นจริงออก วันที่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ เราไม่มีนโยบายแก้ ม.112 วันนั้นเราไม่ได้พูดเรื่องสถาบัน แต่ทุกฝ่ายโจมตีเราจนสังคมเชื่อไปอย่างนั้น ตนถามว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อสถาบันในการยุบพรรคอนาคตใหม่ เพราะการเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน เกิดขึ้นหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่

“ผมคิดว่ามันไม่มีใครหรอกที่คิดจะล้มสถาบัน พวกเราทุกคนล้วนปรารถนาดีต่อประเทศ และเราพูดเสมอ วิธีการที่จะธำรงสถาบัน ให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไปคือ การค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสถาบันให้อยู่กับยุคสมัย ย้ำกันอีกครั้งว่าพวกเราตั้งพรรคการเมือง ทำงานการเมืองในสภา ผมพูดหลายครั้งปืนสักกระบอกยังไม่มีเลย”

เมื่อถามว่า มีโอกาสลดโทษเรื่องสถาบันหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ถ้าคุณมองจากความจริง เอ็มโอยูของพรรคก้าวไกลทำกับพรรคเพื่อไทย ไม่มี ม.112 ที่เอา ม.112 ไปเป็นประเด็น เพราะเขาต้องหาเหตุไม่จับมือกัน เอากันให้ชัดว่าถ้าตัดอคติออก ไม่มีที่บอกว่ามาร่วมรัฐบาลกัน มาแก้ ม.112 กัน ไม่เคยบอกว่าถ้ามาร่วมรัฐบาลแล้วมาแก้ ม.112 กัน ไม่มีครับ 

นายธนาธร ทิ้งท้ายว่า ตนไม่สามารถเดินทางการเมืองมาไกลขนาดนี้ได้เลย ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากผู้คน ในการเดินทางของตนมีคนให้ดอกไม้ ให้กำลังใจ ตนได้รับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทุกวัน ไม่มีกำลังใจ ไม่มีแรงผลักดันของทุกคน ตนคงไม่สามารถยืนหยัดบนถนนการเมืองมา 7 ปีกว่า เราจะทำเต็มที่ตามศักยภาพของเรา ผลักดันประเทศไทยตามที่สัญญาเอาไว้ เพื่อให้ลูกหลานของเราเติบโตตามประชาธิปไตย ให้สังคมไทยมีความเสมอภาคทางกฎหมาย ให้เศรษฐกิจเราสู้กับสังคมโลกได้ นั่นคือ สังคมที่เราจะสร้าง

คนที่เคยเลือก ‘แดง’ แล้วแผลงมาเลือก ‘ส้ม’ เพราะส่วนลึกนิยม!! ล้มเจ้า..ล้มสถาบัน

(29 ก.ค. 68) ถ้าหากนับเฉพาะคนเคยแดง เคยเป็นสาวกของ “พรรคเผาเมือง” มาก่อน แล้ววันนี้เปลี่ยนใจหันมาเลือก “พรรคส้มล้มสถาบัน” แทน หนึ่งเหตุผลที่ “ซ่อนเร้นเป็นความลับ” อยู่ในใจของ “คนเปลี่ยนสี” เหล่านี้ก็คือ “เกลียดชังการรัฐประหาร” และ “ไม่ศรัทธาสถาบันกษัตริย์” 

ด้วยพรรค “โกงจำนำข้าว” แม้จะเป็นสารตั้งต้นของการกัดเซาะสถาบันเบื้องสูง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ “คนไทยแอบไม่เอาสถาบัน” จำนวนหนึ่ง จึงพากันมาร่วมขบวนการ “ปลดรูปในหลวง” ออกจากฝาบ้าน และสร้างข่าวเท็จโจมตีสถาบันอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี 

ต่อเมื่อเวลาเปลี่ยน ท่าทีของ “แกนนำแดงเผาเมือง” ไม่ฮาร์ดคอร์เหมือนแต่ก่อน ด้วย “นายใหญ่” ยังต้องหนีคดีเร่ร่อนอยู่ต่างแดน ท่าทีโอนอ่อนต่อสถาบันจึงมีออกมาให้เห็นเป็นระยะ คนเหล่านี้จึงรู้สึกผิดหวัง แม้จะเคยร่วมกันเป็น “แดงทั้งแผ่นดิน” แต่ความไร้ทิศทางของ “พรรคเผาไทย” ในขณะนั้น จึงเกิดความไม่มั่นใจถ้าจะร่วม “ขบวนเลว” ต่ออีกหนึ่งคำรบ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประเทศไทยมีพรรคเกิดใหม่ อ้างตัวว่าเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่ชู “นโยบายล้ม 112” หวังทำให้สถาบันอ่อนแอและล้มหายตายจากไปในที่สุด จึงโดนใจ “อดีตแดงเกลียดเจ้า” เป็นอย่างมาก

กลุ่มแดงอกหักจาก “พรรคข้าวเน่า” จึงพากันมาหย่อนบัตรกาเลือก “พรรคส้มล้มชาติ” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ 14 ล้านเสียง แน่นอนว่าในจำนวนนี้มี “แดงเปลี่ยนสี” ปะปนมากับ “พวกโลกสวยสมองกลวง” ที่ไม่เคยลงลึกในเรื่องการเมืองมากไปกว่าการได้ “ชูสามนิ้วโง่ ๆ” ถ่ายรูปลงโซเชียล

“แดงเกลียดเจ้า & ไม่เอาทหาร” จึงพากันมารวมตัวกันเป็น “ด้อมส้มล้มสถาบัน” ผู้ซื่อสัตย์ คนจำพวกนี้รับประทานอคติเป็นอาหาร ปิดหูปิดตาต่อการรับรู้ผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง จะตั้งหน้าตั้งตาด่าแต่สถาบันและทหาร ขนาดทหารออกไปสู้รบ และพลีชีพเพื่อไม่ให้แผ่นดินไทยต้องสูญเสียดินแดน คนพวกนี้ก็ไม่เคยพูดให้กำลังใจ ไม่เคยมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีบุญคุณ หรือสำคัญอย่างไรต่อความเป็นไทย คอยสนับสนุนแต่ “เด็กสามกีบ” ที่ทำผิด 112 นี่คือ “เนื้อแท้” ของพวก “แดงกลายพันธุ์” ในปัจจุบัน จัดเป็นคนใจดำอำมหิต ไม่กล้ายอมรับความจริง ไร้ความชอบธรรมในจิตใจ และขี้ขลาดแม้เพียงจะเอ่ยชื่นชมคนที่ทำเพื่อบ้านเมือง 

“แดงแผลงส้มเหล่านี้” จัดเป็นกลุ่มคนที่เป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ไม่แพ้ “พรรคล้มล้างสถาบัน” ที่คนพวกหนี้ยอมเป็น “เศษขี้ดินติดพื้นรองเท้า” ก็ไม่ปาน 

ไม่เชื่อลองสังเกตคนข้าง ๆ ตัวคุณ มันจะไม่ชม แต่จะหามุมด่าทหารอย่างเดียว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top