Monday, 19 October 2026
ลอว์เรนซ์หว่อง

‘ลี เซียนลุง’ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ปูทางให้ ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ รัฐมนตรีคลัง วัย 49 ปี เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา 

วันที่ 16 เมษายน 2565 รอยเตอร์สรายงานว่า “ลี เซียนลุง” นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า “ลอว์เรนซ์ หว่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเป็นผู้รับตำแหน่งต่อจากเขา

หว่อง ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคกิจประชาชน (PAP) รุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นการปูทางให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ลี โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “แผนสำหรับลอว์เรนซ์คือให้เขารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนผม ไม่ว่าจะก่อนหรือหลัง (หาก PAP ชนะ) ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในปี 2568 และจะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากอย่างแน่นอน”

ลี ซึ่งเป็นลูกชายของ “ลี กวนยู” นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกับบิดาของเขาตั้งแต่ปี 2547 เขามีส่วนสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งและมีเสถียรภาพ สามารถดึงดูดนักลงทุนและนักธุรกิจในภูมิภาค ที่เผชิญความวุ่นวายทางการเมืองบ่อยครั้ง

หว่อง อายุ 49 ปี เป็นผู้นำทางให้สิงคโปร์ผ่านการระบาดของโควิด-19 ในฐานะประธานร่วมของคณะทำงานเฉพาะกิจรับมือโควิด-19 เขาถูกจับตาจากนักวิเคราะห์ในฐานะผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากลี ในวัย 70 ปี

เปิด 4 ประเด็นสำคัญ 'ลอว์เรนซ์ หว่อง' สื่อสารตรงไปตรงมากับประชาชนสิงคโปร์ ยอมรับความจริง สร้างความมั่นใจ ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

(5 เม.ย. 68) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของประเทศสิงคโปร์ ประกาศเตือนประชาชนผ่านคลิปวิดีโอบนยูทูบ ‘@Lawrence_Wong’ ระบุว่า “เราไม่สามารถคาดหวังได้อีกว่า กฎกติกาที่เคยปกป้องประเทศเล็กๆ อย่างเรา จะยังดำรงอยู่เหมือนเดิม”

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ระบุเพิ่มว่า “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความจริงอันโหดร้ายที่ประเทศมหาอำนาจจะขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตน และใช้อำนาจทางเศรษฐกิจหรือแรงกดดันเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ…

“เราจะต้องเตรียมพร้อมทั้งทางจิตใจและการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในความประมาท เราไม่สามารถรอให้ภัยมาถึงหน้าประตูบ้านแล้วค่อยตั้งรับ ความเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องจริง และเดิมพันในครั้งนี้สูงมาก”

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างรุนแรงในเวทีการค้าโลก โดยระบุว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้สะท้อนว่า ยุคของโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนด้วยกฎเกณฑ์และการค้าเสรีได้สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังถูกแทนที่ด้วยโลกที่เต็มไปด้วย กำแพงภาษี การกีดกันทางการค้า และความไม่แน่นอน”

เขายกตัวอย่างการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำในการส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดตามกฎ WTO (องค์การการค้าโลก) ว่า “ขณะนี้กลับกลายเป็นผู้นำในการบ่อนทำลายระบบนั้นด้วยการดำเนินนโยบายแบบทวิภาคีและตอบโต้เชิงภาษี สิ่งที่สหรัฐฯ ทำอยู่ไม่ใช่การปฏิรูประบบ WTO แต่เป็นการละทิ้งระบบที่พวกเขาเองเคยสร้างขึ้น”

แม้สิงคโปร์จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากอัตราภาษีในระดับต่ำ ประมาณ 10% จากโครงสร้างใหม่ของสหรัฐฯ แต่นายหว่องเตือนว่า “ผลกระทบเชิงระบบจะลึกและกว้างกว่านั้นมาก โดยเฉพาะหากประเทศอื่น ๆ เลือกดำเนินรอยตามแนวทางเดียวกัน ประเทศเล็กอย่างเราเสี่ยงที่จะถูกบีบ ถูกมองข้าม และถูกทิ้งไว้ข้างหลังในระบบที่ไม่เอื้อให้กับผู้เล่นขนาดเล็ก”

นายกสิงคโปร์ เน้นย้ำ จุดแข็งของประเทศ คือ ความสามัคคีและเงินสำรอง แม้ภาพรวมของโลกตอนนี้จะมีความน่ากังวล แต่นายหว่องกล่าวย้ำว่า “สิงคโปร์ยังคงมี ‘ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง’ ที่ทำให้ประเทศสามารถตั้งรับและปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่ง”

“เรามีเงินสำรองที่มั่นคง เรามีความเป็นเอกภาพภายในประเทศ และเรามีความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดในหลักการของเรา” เขากล่าว “เราจะยังคงเสริมสร้างขีดความสามารถของเรา และขยายเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน”

เขายังย้ำถึงความจำเป็นในการตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งในระดับการค้า การเมือง และความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนมีสติ เตรียมพร้อม และไม่ประมาทต่อคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังซัดเข้ามา

ทางด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า…

“#ผู้นำสิงคโปร์ 🇸🇬 นายกฯ สิงคโปร์ #ไม่ชะล่าใจ ออกทีวี เน้นพูดอย่างจริงใจ พูดตรงจุดตรงใจในสิ่งที่ประชาชนกังวล/ต้องการความมั่นใจ (ไม่พูดเยิ่นเย้อ ไม่ใช้สำนวนลิเก ไม่บ้าประดิษฐ์คำ) สรุป 4 ประเด็น ตามนี้ค่ะ

1) ยอมรับปัญหา this troubled world โลกถูกปั่นป่วนไม่เหมือนเดิม กล้าพูดความจริงกับประชาชน #ไม่โลกสวย 

2) #ยอมรับความจริง เศรษฐกิจสิงคโปร์มีขนาดเล็ก small and open economy ยังไงก็ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลก เสี่ยงสูงต่อปัจจัยภายนอก

3) #สร้างความมั่นใจ ในศักยภาพของสิงคโปร์ หากเกิดวิกฤต สิงคโปร์ก็ยังมี #ทุนสำรอง reserves มากพอ (มากติดอันดับ 10 ของโลก) ไว้ใช้ยามฉุกเฉินจำเป็น และจะ #สร้างเครือข่าย ความร่วมมือกับประเทศที่มีแนวคิดเหมือนกัน 

4) ขอให้เตรียมใจ be mentally prepared ขอให้มี resolute and united แล้วเราจะผ่าน #โลกที่เต็มไปด้วยปัญหา นี้ไปด้วยกัน 🇸🇬 #เน้นความสามัคคีแน่วแน่  ของคนในชาติ

คลิกฟังคลิปเต็ม นายกฯ Lawrence Wong ของสิงคโปร์ 🇸🇬 04.04.2025 https://youtu.be/A3hS93y7C0I?feature=shared

ไทย–สิงคโปร์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์!! งานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสิงคโปร์สุดอบอุ่น นายกฯ สองประเทศร่วมดนตรี Let It Be–Blowin’ in the Wind ‘อนุทิน’ ร้อง ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ เล่นกีตาร์ สร้างช็อตอบอุ่นงานเลี้ยงผู้นำไทย–สิงคโปร์

“อนุทิน” จับไมค์ร้อง “ลอว์เรนซ์ หว่อง” เล่นกีตาร์ เพลง “Let It Be” และ “Blowin’ in the Wind” ช็อตประทับใจงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสิงคโปร์สุดอบอุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และภริยา ในการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมการประชุม Thailand - Singapore Leaders' Retreat ครั้งที่ 5 ในวันพุธที่ 2 กันยายน 2569 นายอนุทินได้ร้องเพลง 2 เพลง คือ “Let it be” ของ The Beatles และ “Blowin’ in the Wind” ผลงานของ Bob Dylan โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง ได้เล่นกีตาร์ในระหว่างที่นายอนุทินขับร้อง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

ขณะที่ Facebook ของนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์คลิประหว่างที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศ เล่นดนตรีและร้องเพลง พร้อมข้อความระบุว่า โดยเมื่อนักดนตรีเจอกับนักดนตรี…ในงานเลี้ยงต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พวกเราก็ได้ฟังเพลง “Let it be”

ช่วงบ่ายได้แถลงการณ์ความร่วมมือยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงพลังงาน อาหาร เศรษฐกิจ การลงทุน AI อาเซียน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1590001376487245&id=100064321946557&rdid=puqN6jt9a8gukKu8#

รัฐบาลสิงคโปร์ไฟเขียวปรับเงินเดือนนักการเมือง!! รัฐมนตรีเพิ่มสูงสุด 9% ขณะที่ ส.ส.รับ 18,500 ดอลลาร์ โครงสร้างเงินเดือนใหม่ยืดหยุ่นตามผลงานและความรับผิดชอบ หวังดึงคนเก่งเข้าสู่ภาครัฐโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เริ่ม 15 ต.ค. หลังตรึงค่าตอบแทนนาน 15 ปี

สิงคโปร์ปรับค่าตอบแทนนักการเมือง หลังคงระดับเดิม 15 ปี รัฐมนตรีเพิ่มสูงสุด 9% ส.ส.รับ 18,500 ดอลลาร์ต่อเดือน

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศรับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระที่ทบทวนค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยค่าตอบแทนใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 เป็นต้นไป หลังจากระดับค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปี

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 นายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ แถลงต่อรัฐสภาถึงผลการทบทวนดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐบาลยอมรับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2025 แต่รัฐบาลจะไม่ปรับค่าตอบแทนของรัฐมนตรีขึ้นไปถึงระดับใหม่ทั้งหมดในครั้งเดียว

คณะกรรมการเสนอให้ปรับ เกณฑ์อ้างอิงค่าตอบแทนรัฐมนตรีระดับ MR4 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นของรัฐมนตรี จากปัจจุบันปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

เกณฑ์ MR4 อ้างอิงจากค่ามัธยฐานรายได้ต่อปีของชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงสุด 1,000 คน และนำมาหักส่วนลด 40% เพื่อสะท้อนถึงลักษณะของการเข้ามารับใช้สาธารณะ รัฐบาลเห็นชอบให้คงหลักการดังกล่าวไว้

อย่างไรก็ตาม นายหว่องย้ำว่า รัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันจะไม่ได้รับการปรับเงินเดือนจาก 1.1 ล้านดอลลาร์ไปเป็น 1.8 ล้านดอลลาร์ทันที

รัฐบาลจะปรับค่าตอบแทนให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแบบครั้งเดียว สูงสุดไม่เกิน 9% ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม โดยจำนวนที่แต่ละคนได้รับจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละบุคคล รวมถึงผลงานและช่วงเวลาที่ได้รับการปรับเงินเดือนครั้งล่าสุด

ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีระดับ MR4 ที่ได้รับค่าตอบแทนอ้างอิงปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากได้รับการปรับเต็ม 9% จะมีค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

หลังจากการปรับครั้งนี้ จะไม่มีการปรับพิเศษเพิ่มเติมเพื่อผลักค่าตอบแทนของรัฐมนตรีให้ขึ้นไปถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านดอลลาร์โดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับผลงานและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล

นายหว่องคาดว่า เมื่อถึงช่วงสิ้นสุดวาระของรัฐบาลชุดปัจจุบัน รัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในระดับ MR4 น่าจะมีค่าตอบแทนอยู่บริเวณช่วงล่างของโครงสร้างเงินเดือนใหม่ หรือประมาณ 1.35 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

ดังนั้น เกณฑ์ MR4 ใหม่ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์จึง ไม่ใช่เป้าหมายเงินเดือนที่รัฐมนตรีทุกคนจะต้องได้รับในอนาคต แต่รัฐมนตรีสามารถได้รับค่าตอบแทนสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวภายในช่วงที่กำหนด ตามผลงานและความรับผิดชอบ

รัฐบาลสิงคโปร์ยังเห็นชอบให้ปรับโครงสร้างระดับรัฐมนตรี จากเดิมที่แบ่งออกเป็น MR4, MR3, MR2 และ MR1 โดยจะรวมระดับ MR2 และ MR3 เข้าด้วยกัน ทำให้เหลือระดับรัฐมนตรี 3 ระดับ พร้อมขยายช่วงค่าตอบแทนของแต่ละระดับให้อยู่ระหว่าง 75% ถึง 125% ของเงินเดือนอ้างอิงของระดับนั้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้นายกรัฐมนตรีมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการกำหนดค่าตอบแทนตามประสบการณ์ ผลงานและความรับผิดชอบ รวมทั้งสามารถรองรับผู้ที่มีประสบการณ์สูงจากภายนอกรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ที่เดิมได้รับค่าตอบแทนสูงในภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ค่าตอบแทนรายเดือนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ MPs จะเพิ่มขึ้นจาก 13,750 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 18,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 เช่นเดียวกัน รวมถึงจะมีการปรับค่าตอบแทนของประธานาธิบดี ประธานรัฐสภา และรองประธานรัฐสภาตามโครงสร้างใหม่

นายหว่องกล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์เลือกที่จะไม่กำหนดค่าตอบแทน ส.ส.ให้เป็นเพียงค่าตอบแทนเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากสมาชิกสภามีหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งในรัฐสภาและในเขตเลือกตั้ง

สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ค่าตอบแทนถูกกำหนดไว้ที่สองเท่าของเกณฑ์ MR4 โดยนายหว่องประกาศว่า หากยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาจะ บริจาคเงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดจากการปรับครั้งนี้ให้แก่องค์กรหรือกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเวลา 5 ปี

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจส่วนตัว และไม่ได้คาดหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่นปฏิบัติตาม

นายหว่องอธิบายว่า ค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสิงคโปร์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลา 15 ปี แม้ในช่วงเวลาเดียวกันค่าตอบแทนในภาคเอกชน ข้าราชการ และฝ่ายตุลาการจะมีการปรับเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลเคยได้รับข้อเสนอให้ปรับค่าตอบแทนในปี 2017 แต่ตัดสินใจยังไม่ดำเนินการ และการทบทวนที่กำหนดไว้ในปี 2023 ก็ถูกเลื่อนออกไป

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ระบุว่า ประเด็นค่าตอบแทนทางการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว เนื่องจากจำนวนเงินสูงกว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ แต่รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของสิงคโปร์ในการดึงดูดบุคคลที่มีความสามารถให้เข้ามารับผิดชอบทางการเมืองและเป็นผู้นำประเทศในอนาคตด้วย

รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า เป้าหมายของโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ คือการรักษาความสามารถในการดึงดูดบุคคลที่มีทั้งความสามารถและความมุ่งมั่นในการรับใช้ประเทศ โดยยังคงหลักการที่ให้ค่าตอบแทนแข่งขันกับตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่มีส่วนลดเพื่อสะท้อนถึงการเข้ามารับใช้สาธารณะ และไม่มีสิทธิประโยชน์หรือค่าตอบแทนแอบแฝงนอกเหนือจากโครงสร้างที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ที่มา: Prime Minister’s Office Singapore (PMO), 8 September 2026


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top