Friday, 5 June 2026
ลอบสังหาร

‘อีลอน มัสก์’ เผย!! เคยถูกลอบสังหารไม่ต่างจาก ‘ทรัมป์’  หลังเริ่มหนุนหลัง 'รีพับลิกัน' วิจารณ์ 'เดโมแครต'

(15 ก.ค.67) รายงานข่าวระบุว่า กระสุนปืนถูกยิงออกมาหลายนัด ระหว่างที่อดีตประธานาธิบดีกำลังปราศรัย ณ เวทีหาเสียง หนึ่งในนั้นพุ่งถากบริเวณใบหูขวาของทรัมป์ ในขณะที่ ทรัมป์ ถูกบรรดาเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับอารักขาลงจากเวที อีกด้านหนึ่งปรากฏว่าเหตุลอบสังหารครั้งนี้ได้ทำให้ผู้ร่วมฟังการหาเสียงรายหนึ่งเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ต่อมาพวกเจ้าหน้าที่รายงานว่ามือปืนซึ่งมีอายุ 20 ปี ถูกวิสามัญฆาตกรรมแล้ว หลังจากเขาก่อเหตุลอบสังหารมาจากดาดฟ้าของอาคารหลังหนึ่ง

จากเหตุดังกล่าว ‘อีลอน มัสก์’ ได้โพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ระบุว่า “ช่วงเวลาแห่งอันตรายรออยู่เบื้องหน้า” พร้อมเขียนต่อว่า “บุคคล 2 ราย (คนละครั้ง) พยายามสังหารผมในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา พวกเขาถูกจับกุมพร้อมด้วยอาวุธปืน ห่างจากสำนักงานใหญ่ของเทสลาในเทกซัส ขับรถมาไม่ถึง 20 นาที”

คำกล่าวอ้างของ มัสก์ เป็นการเขียนตอบกลับผู้ใช้แพลตฟอร์มเอ็กซ์รายหนึ่ง ที่ขอให้อภิมหาเศรษฐีที่พูดจาขวานผ่าซากรายนี้ ยกระดับการปกป้องตนเอง 3 เท่า โดยบอกว่า “ถ้าพวกเขาสามารถทำกับทรัมป์ พวกเขาก็จะทำกับคุณด้วยเช่นกัน”

ก่อนหน้านี้ มัสก์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพยายามลอบสังหารตัวแทนพรรครีพับลิกันลงสู้ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในข้อความที่โพสต์ลงแพลตฟอร์มเอ็กซ์อีกอัน โดยเขียนว่า "ผมขอสนับสนุนรับรองประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเต็มที่ และผมหวังว่าเขาจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว"

มหาเศรษฐีเจ้าของเทสลา มักออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเดโมแคตในปัจจุบันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในนั้นรวมถึงย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม 2022 ที่กล่าวอ้างว่าขุมกำลังทางการเมืองแห่งนี้ "กลายเป็นพรรคแห่งความแตกแยกและความเกลียดชัง ดังนั้นผมจึงไม่สามารถสนับสนุนพวกเขาได้อีกต่อไป และผมจะโหวตให้รีพับลิกัน"

ล่าสุด ในความเห็นที่มีต่อผลงานครั้งหายนะของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในศึกประชันวิสัยทัศน์กับ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน มัสก์บ่งชี้ในช่วงต้นเดือนว่า "ดูเหมือนสหรัฐฯ จะไม่มีประธานาธิบดีมาสักพักแล้ว"

ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม มหาเศรษฐีรายนี้ประณามวินิจฉัยของคณะลูกขุนหนึ่งในแมนฮัตตัน ที่ตัดสินว่า ทรัมป์ มีความผิด 34 กระทง กรณีปลอมแปลงบันทึกทางธุรกิจเพื่อจ่ายเงินปิดปากดาราหนังผู้ใหญ่ไม่ให้แฉความสัมพันธ์ลับ

"ถ้าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญาในประเด็นเล็กน้อยเช่นนี้ ที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ไม่ใช่ความยุติธรรม เมื่อนั้นทุกคนก็เสี่ยงเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกัน" มัสก์กล่าว

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลด์ อ้างแหล่งข่าวหลายราย รายงานว่า ทรัมป์ และ มัสก์ หล่อหลอมความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และเคยพูดคุยกันอย่างลับๆ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเสนอชื่อ มัสก์ เป็นที่ปรึกษาทำเนียบขาว หากว่า ทรัมป์ คว้าชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี ในเดือนพฤศจิกายน

'อิสมาอิล ฮานิเยห์' ถูกลอบสังหารในกรุงเตหะราน ด้าน ‘สหรัฐฯ-อิสราเอล’ ไม่แสดงความเห็นใดๆ

(31 ก.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอิสมาอิล ฮานิเยห์ (Ismail Haniyeh) หัวหน้ากลุ่มฮามาส ถูกลอบสังหารในช่วงเช้าขณะเดินทางไปเข้าร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของประธานาธิบดีอิหร่านคนใหม่

ซามี อาบู ซูห์รี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮามาส ระบุว่า การลอบสังหารฮานีเยห์โดยอิสราเอลถือเป็นการยกระดับความรุนแรงขึ้น โดยมีจุดหมายที่จะทำลายเจตจำนงของฮามาส แต่มันจะไม่บรรลุเป้าหมาย ฮามาสจะเดินหน้าตามเส้นทางที่เดินอยู่ต่อไป และเราเชื่อว่าเราจะชนะ

ด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของนายฮานิเยห์ ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเขาเข้าร่วมพิธีสาบานตนดังกล่าว และระบุว่ากำลังทำการสอบสวนเรื่องดังกล่าวอยู่ ขณะที่อิสราเอลยังไม่แสดงความเห็นใด ๆ ในทันที

ทางด้านทำเนียบขาว ไม่แสดงความเห็นใด ๆ หลังถูกสอบถามเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายฮานิเยห์ทันที โดยข่าวการเสียชีวิตของฮานิเยห์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังมีรายงานว่า อิสราเอลได้ถล่มกรุงเบรุตของเลบานอน เพื่อสังหารนายฟูอัด ชุกร์ ผู้บัญชาการระดับสูงของฮิซบอลเลาะห์ด้วย

ฮานิเยห์ซึ่งอาศัยอยู่ที่กาตาร์ถือเป็นตัวแทนของฮามาสในเวทีการทูตระหว่างประเทศ เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้นำฮามาสในปี 2017 และเดินทางไปมาระหว่างเมืองหลวงของกาตาร์ โดยเขายังทำหน้าที่เป็นผู้เจรจาหยุดยิงในฉนวนกาซา และหารือกับอิหร่านซึ่งเป็นพันธมิตรของฮามาส

'ทรัมป์' ถูกลอบสังหารรอบ 2 ขณะตีกอล์ฟในฟลอริดา พบมือลอบสังหารเป็นฝ่ายหนุน 'แฮร์ริส' ประวัติอาชญากรรมเพียบ

(16 ก.ย. 67) สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์ รายงานว่า มือปืนต้องสงสัยลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะกำลังตีกอล์ฟในรัฐฟลอริดาในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ (15 ก.ย.) เคยประกาศบนสื่อสังคมออนไลน์ในปีนี้ว่า "ประชาธิปไตยอยู่บนบัตรเลือกตั้ง" และ "เราไม่อาจพ่ายแพ้ได้" สะท้อนวาทกรรมต่อต้านทรัมป์ ที่รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส และประธานาธิบดีโจ ไบเดน ใช้บ่อย ๆ

แหล่งข่าวพวกเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ระบุผู้ต้องสงสัยรายนี้คือนายไรอัน เวสลีย์ รูธ วัย 58 ปี ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ระบุว่า รูธ ซึ่งมาจากนอร์ทแคโรไลนาและมีประวัติอาชญากรรมยาวเหยียด บ่อยครั้งมักโพสต์เกี่ยวกับการเมืองและเคยบริจาคเงินให้บรรดาตัวแทนพรรคเดโมแครตหลายต่อหลายครั้ง ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2019

นอกจากนี้ เขายังเคยวิจารณ์ ทรัมป์ อย่างดุเดือด โดยเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ว่า "ประชาธิปไตยอยู่บนบัตรเลือกตั้งและเราไม่อาจพ่ายแพ้ได้"

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีไบเดน และรองประธานาธิบดีแฮร์ริส มักใช้สโลแกนดังกล่าวอยู่เป็นประจำ

ในข้อความที่โพสต์ในวันดังกล่าว เขายังเขียนแนะนำ ไบเดน วัย 81 ปี ซึ่งตอนนั้นยังคงเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าให้เดินหน้ารักษา "ความเป็นประชาธิปไตยและความเสรีของอเมริกา" ต่อไป พร้อมกับอ้างว่า ทรัมป์ ต้องการทำให้ "อเมริกันชนเป็นทาสรับใช้"

"ประชาธิปไตยอยู่บนบัตรเลือกตั้ง และเราไม่อาจพ่ายแพ้ได้ เราไม่สามารถล้มเหลว โลกกำลังยึดถือการนำทางของเรา" รูธ ระบุ

ภาษาลักษณะเดียวกันนี้เป็นวาทกรรมที่ แฮร์ริส เดินหน้าใช้มาตลอดการหาเสียงเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เธอกล่าว ณ เวทีหาเสียงที่เมืองซาวานนาห์ รัฐจอร์เจีย ว่า "เรากำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเรา"

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 31 กรกฎาคม แฮร์ริส กล่าวในกิจกรรมหนึ่งในฮิวสตัน ว่า "เสรีภาพพื้นฐานของเราอยู่บนบัตรเลือกตั้ง เช่นเดียวกับประชาธิปไตยของเรา" หลังจากกล่าววาทกรรมแบบเดียวกันนี้ ในอีกกิจกรรมของชมรมหนึ่งในวันเดียวกัน

ทอม ฟิตตอน ประธาน Judicial Watch กลุ่มกฎหมายอนุรักษนิยม ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กโพสต์ว่า "ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ รูธ จะพูดพร่ำวาทกรรมรุนแรงสุดขั้วของ กมลา และ โจ ที่มีต่อ ทรัมป์ และ ณ เวลานี้ มันคือการยั่วยุที่ไม่อาจให้อภัยได้"

เบื้องต้น โฆษกของทั้งไบเดนและแฮร์ริส ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

รวบ ‘ชายพกปืน’ ใกล้เวทีหาเสียง ‘ทรัมป์’ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังมีพิรุธ!! ใช้ ‘ทะเบียนรถปลอม-หนังสือเดินทางปลอม’

(14 ต.ค. 67) สำนักงานนายอำเภอริเวอร์ไซด์เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนียเปิดเผยว่า นายเวม มิลเลอร์ วัย 49 ปีอาศัยอยู่ที่ลาสเวกัส ขับรถเอสยูวีสีดำ ถูกผู้ช่วยนายอำเภอเรียกตรวจเมื่อราว 17.00 น. วันเสาร์ (12 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ทรัมป์ยังไม่ขึ้นเวที

นายแชด เบียนโก นายอำเภอริเวอร์ไซด์เคาน์ตีกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (13 ต.ค.) เชื่อว่า สำนักงานของเขาระงับความพยายามลอบสังหารไว้ได้ แต่ยอมรับว่านี่เป็นเพียง ‘การคาดการณ์’ ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ผู้ต้องสงสัยได้รับการประกันแล้วปล่อยตัวไป อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐบาลกลางกำลังสอบสวนเรื่องนี้

“ที่เรารู้คือเขามีหนังสือเดินทางหลายเล่มใช้ชื่อแตกต่างกัน มีรถไม่ได้จดทะเบียนแต่ใช้ทะเบียนปลอม และอาวุธปืนใส่กระสุนหลายกระบอก ผมเชื่อจริงๆ ว่าเราป้องกันเหตุพยายามลอบสังหารไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง” นายอำเภอกล่าว

นายมิลเลอร์ถูกตั้งข้อหาคดีอาญาสองกระทงทั้งครอบครองอาวุธปืนใส่กระสุนและกระสุนปืนสมรรถนะสูง แต่ได้รับการประกันตัวไปด้วยวงเงิน 5,000 ดอลลาร์ในวันเสาร์ รอยเตอร์สพยายามติดต่อขอความเห็นในวันอาทิตย์ยังติดต่อไม่ได้

สำนักงานนายอำเภอเผยด้วยว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลต่อความปลอดภัยของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ หรือผู้เข้าร่วมงาน

สำนักงานอัยการลอสแองเจลิสแถลงผ่านเว็บไซต์ในทำนองเดียวกันโดยอ้างหน่วยงานองครักษ์พิทักษ์ประธานาธิบดีว่า ทรัมป์ไม่มีอันตราย หน่วยงานรัฐบาลกลางกำลังสอบสวนเหตุและยังไม่ได้จับกุมใคร

ทรัมป์เคยรอดตายหวุดหวิดจากเหตุถูกมือปืนยิงเฉียดใบหูระหว่างหาเสียงในเมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อเดือน ก.ค. ต่อมาในเดือน ก.ย. ชายอีกคนหนึ่งถูกตั้งข้อหาพยายามลอบฆ่าทรัมป์ แต่ถูกองครักษ์พิทักษ์ประธานาธิบดีพบตัวเสียก่อน ขณะผู้ต้องสงสัยถือปืนไรเฟิลหลบซ่อนตัวอยู่ใกล้สนามกอล์ฟปาล์มบีชของทรัมป์ เจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหา

แต่ทั้งสองเหตุการณ์ชวนให้เกิดข้อสงสัยถึงแผนการทำงานและการรับมือขององครักษ์พิทักษ์ประธานาธิบดี

ทั้งนี้ การหาเสียงเมื่อวันเสาร์ของทรัมป์ จัดขึ้นที่หุบเขาโคเชลลาที่โด่งดังเรื่องการจัดเทศกาลดนตรีและศิลปะประจำปี

'ทรัมป์' สั่งเปิดแฟ้มลับคดีลอบสังหาร 'เจเอฟเค' และ 'มาร์ติน ลูเธอร์ คิง'

(24 ม.ค.68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจัดทำแผนการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารที่สำคัญ 3 เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ได้แก่ การสังหาร จอห์น เอฟ. เคนเนดี, โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 23 มกราคมว่า "หลายคนรอคอยการเปิดเผยนี้มานาน และเราจะเปิดเผยทุกอย่าง" พร้อมกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องส่งแผนการเปิดเผยเอกสารภายใน 15 วัน

การลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีเกิดขึ้นที่ดัลลาสในปี 1963 ขณะที่โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดีถูกยิงเสียชีวิตในปี 1968 ขณะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในแคลิฟอร์เนีย และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนก็ถูกสังหารในเมมฟิส รัฐเทนเนสซี

เอกสารเกี่ยวกับการสืบสวนเหล่านี้ได้ถูกเปิดเผยบางส่วนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังมีเอกสารอีกจำนวนมากที่ถูกเก็บเป็นความลับ โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของเคนเนดีที่มีรายละเอียดซับซ้อน

การสืบสวนเกี่ยวกับการสังหารของเคนเนดีระบุว่า ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ เป็นผู้ลงมือเพียงคนเดียว แต่ยังมีข้อสงสัยและทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องของกลุ่มต่าง ๆ เช่น เจ้าหน้าที่รัฐบาล มาเฟีย หรือบุคคลอื่น ๆ ซึ่งได้สร้างข้อสงสัยในหมู่ประชาชน

ในปี 1992 สหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมายให้เปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนภายใน 25 ปี ซึ่งมีการเปิดเผยเอกสารจำนวนมากในยุคของทรัมป์และโจ ไบเดน แม้ว่าเอกสารบางส่วนยังคงเป็นความลับ

ทรัมป์เคยสัญญาว่าจะเปิดเผยเอกสารทั้งหมดในระหว่างการดำรงตำแหน่งครั้งแรก แต่ไม่ได้ทำตามสัญญา หลังจากที่หน่วยงานอย่างซีไอเอและเอฟบีไอขอให้เก็บเอกสารบางส่วนเป็นความลับ

การลงนามในคำสั่งล่าสุดของทรัมป์ระบุว่า การรักษาความลับไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสาธารณชน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการลอบสังหารและความเชื่อมโยงของออสวอลด์กับหน่วยงานต่าง ๆ

นอกจากนี้ เอกสารที่เปิดเผยเมื่อไม่นานนี้ยังมีการเพิ่มข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการติดตามออสวอลด์โดยซีไอเอ รวมถึงการให้ข้อมูลจากพยานเห็นเหตุการณ์ ซึ่งทำให้ทฤษฎีที่ว่าออสวอลด์เป็นผู้ลงมือเพียงคนเดียวต้องได้รับการพิจารณาใหม่

ในคดีของโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดีและมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ก็ยังมีความสงสัยในคำกล่าวอ้างว่า เซอร์ฮานและเจมส์ เอิร์ล เรย์ เป็นผู้ลงมือเพียงคนเดียว เนื่องจากครอบครัวของทั้งสองได้ตั้งคำถามว่า การลอบสังหารเป็นผลจากแผนการสมคบคิดที่กว้างขวางกว่าที่เคยเชื่อกัน

ประวัติศาสตร์การลอบสังหารในกัมพูชา (1975–2025) เครื่องมือขจัดฝ่ายตรงข้ามของผู้กุมอำนาจ

> "ในประเทศที่อำนาจรัฐไม่เคยมีวันล่มสลาย
การตายของผู้เห็นต่าง มักไม่ใช่อุบัติเหตุ
…แต่มักเป็นพิธีกรรมเงียบของอำนาจ"
บทนำ: การลอบสังหารในฐานะเครื่องมือของรัฐ

ประวัติศาสตร์การเมืองของกัมพูชาในครึ่งศตวรรษหลัง พ.ศ. 2518 มิใช่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนผ่านระบอบ หากแต่เต็มไปด้วยร่องรอยของ "การใช้ความตายเป็นวาทกรรมแห่งการปกครอง" ไม่ว่าจะโดยรัฐนิยมเผด็จการ คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตยปลอม

รูปแบบของ 'การลอบสังหาร' ในกัมพูชามิได้ปรากฏในแบบที่โลกตะวันตกนิยาม — หากแต่มักผสานกลวิธีระหว่าง การปิดปาก, การลงโทษเชิงตัวอย่าง, และ การกำจัดเชิงสัญลักษณ์ ผ่านกลไกเงียบที่ยากจะสืบสาวถึงผู้บงการ

1. การสังหารในนามอุดมการณ์: เขมรแดงและศิลปะของการกวาดล้าง
ในยุคของเขมรแดง (1975–1979) ระบอบของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาได้แปลงสังคมให้กลายเป็น "ห้องสังหารขนาดยักษ์" ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติ — ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ปัญญาชน หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่พรรคตนเอง — ต่างถูกกำจัด

กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการประหาร Hu Nim, Khoy Thoun และแม้แต่ Son Sen ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกระดับสูงของพรรคที่ถูกกล่าวหาว่า "ทรยศ" และถูกสังหารพร้อมทั้งครอบครัวในปี 1997 ภายหลังจากระบอบล่มสลาย
เอกสารในเรือนจำ S-21 (Tuol Sleng) ยืนยันรูปแบบของการทรมานและการ “จัดทำคำรับสารภาพล่วงหน้า” ซึ่งสะท้อนแนวคิดการฆ่าแบบมีพิธีกรรม
> สารภาพก่อนตาย คือการชำระล้างบาปทางอุดมการณ์
เพื่อให้ความตายกลายเป็นการล้างความชอบธรรมของเหยื่อ

2. การรัฐประหารเงียบ: 1997 และการลอบสังหารในนาม 'ความมั่นคง'
ในปี 1997 พลเอก ฮุน เซน ดำเนินการรัฐประหารกับรัฐบาลผสมที่มี เจ้าชายรณฤทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีร่วม โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง 'การรักษาเสถียรภาพ'

ข้อมูลจาก Human Rights Watch ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ของพรรค FUNCINPEC และทหารฝ่ายตรงข้ามอย่างน้อย 40 ราย ถูกสังหารหรืออุ้มหาย ภายในเวลาไม่กี่วัน หลายรายถูกประหารในสถานที่ลับหลังจับกุม ซึ่งไม่มีการพิจารณาคดีใด ๆ
กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบของ "การลอบสังหารโดยรัฐ" ที่ได้รับการปกปิดอย่างมีระบบ โดยผสาน เครื่องมือข่าวกรอง, กองกำลังพิเศษ, และ การนิ่งเฉยของกระบวนการยุติธรรม

3. การลอบสังหารเชิงสัญญะ: เมื่อนักคิดต้องตาย
ช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา ปรากฏ “การตายมีเงื่อนงำ” ของนักกิจกรรม นักข่าว และนักวิชาการที่มีบทบาทต่อต้านระบอบอย่างชัดเจนหลายราย:

Kem Ley (2016): นักวิจัยและนักวิจารณ์นโยบายรัฐ ถูกยิงตายกลางวันแสก ๆ ในร้านกาแฟ หลังจากเปิดเผยรายงาน “Global Witness” ที่กล่าวหาการสะสมทรัพย์สินของครอบครัวฮุน เซน ผู้ต้องหาถูกจับในนาม “หนี้ส่วนตัว” แต่กระบวนการสอบสวนเต็มไปด้วยข้อสงสัยและปกปิดหลักฐาน

Chut Wutty (2012): นักสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบการตัดไม้ในจังหวัดโคห์คอง ถูกยิงตายโดยทหารขณะเก็บข้อมูล เจ้าหน้าที่ผู้ยิงตายถูกระบุว่า “ฆ่าตัวตายทันทีหลังลงมือ” ซึ่งนักสิทธิมนุษยชนหลายรายมองว่าเป็น "การสร้างพยานปลอม"

Chea Vichea (2004): ผู้นำแรงงาน ถูกยิงกลางเมือง มีการจับแพะรับบาปในคดีที่ไม่มีพยานหลักฐาน —ภายหลังศาลสั่งปล่อยตัวแต่ไม่เคยจับผู้กระทำผิดจริง

การตายของบุคคลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ปลิดชีพ แต่ยังแฝง “ข้อความเงียบ” ว่า “แม้ไม่มีเครื่องแบบ ก็เป็นภัยต่อรัฐได้ หากมีเสียง”

4. ความตายไร้พรมแดน: สังหารนอกประเทศและการไล่ล่าแบบข้ามรัฐ
ในทศวรรษ 2020s ปรากฏแนวโน้มการลอบสังหารในต่างแดน โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศไทย เช่น: Lim Kimya (2025): อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชา ถูกยิงเสียชีวิตในกรุงเทพฯ โดยมีพยานหลักฐานว่าผู้ต้องหาเคยมีสัมพันธ์กับรัฐกัมพูชา

ผู้นำฝ่ายค้าน Sam Rainsy ออกมากล่าวชัดว่า “นี่คือคำสั่งโดยตรงจากพนมเปญ” — แต่รัฐบาลฮุน เซนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา รายงานจาก UNHCR ยังระบุถึง รูปแบบการจับกุม-ส่งกลับผู้ลี้ภัย แบบไม่เป็นทางการ รวมถึง “การหายตัวไป” ของนักเคลื่อนไหวกัมพูชาในประเทศไทย โดยไม่มีคำอธิบายจากทั้งสองรัฐบาล
> การสังหารทางการเมืองไม่ได้สิ้นสุดลงที่พรมแดน
หากแต่แปรสภาพเป็นสงครามข่าวสาร การหายตัว และความตายที่ไม่มีใครรับผิดชอบ

บทสรุป: เครือข่ายของความตาย
เงื่อนงำทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า “การลอบสังหาร” ในกัมพูชา มิได้เป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจที่ยังคงดำรงอยู่
ผู้ถูกสังหาร มักมีคุณลักษณะร่วม: “วิพากษ์อำนาจ–มีอิทธิพลในสังคม–ยึดถืออุดมการณ์ประชาธิปไตย”

ผู้กระทำ มักไม่มีตัวตนแน่ชัด — แต่เงาของรัฐ, พรรค, และผู้มีอำนาจ มักอยู่เบื้องหลังเสมอ กระบวนการยุติธรรมไม่เคยสว่างพอสำหรับเหยื่อ แต่สว่างพอที่จะปกป้องผู้รอดชีวิตที่มีอำนาจ
> การตายของพวกเขา...อาจไม่เคยได้รับความยุติธรรม
แต่ได้เขียนประวัติศาสตร์อีกบทที่รัฐเผด็จการไม่อาจลบได้ง่าย ๆ

รัสเซียเร่งสอบสวน!! เหตุลอบสังหาร “พลโท ซาร์วารอฟ” ในมอสโก ระเบิดปริศนากลางเมืองหลวง คร่าชีวิตหัวหน้าฝึกยุทธการกองทัพ เครมลินเผย “ข่าวกรองรายงานปูตินทันที” หลังเกิดเหตุ

(23 ธ.ค. 68) ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน เปิดเผยว่า หน่วยข่าวกรองของรัสเซียได้รายงานเหตุลอบสังหาร พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ หัวหน้ากรมฝึกเตรียมกำลังปฏิบัติการของกองบัญชาการทหารสูงสุด ต่อประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ทันทีหลังเกิดเหตุ

เปสคอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "หน่วยข่าวกรองรายงาน (เรื่องนี้) ทันที" ซึ่งตอบคำถามว่าประธานาธิบดีได้รับแจ้งแล้วหรือไม่

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสืบสวนของรัสเซียระบุว่า พลโทซาร์วารอฟเสียชีวิตจากระเบิดที่ถูกลอบวางไว้ใต้รถยนต์ ภายในเขตทางตอนใต้ของกรุงมอสโก เหตุการณ์นี้สร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในสถานการณ์ความมั่นคงของรัสเซีย

เหตุการณ์ลอบสังหารนี้สะท้อนถึงความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงและส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะที่ทางการรัสเซียยังคงเร่งสอบสวนหาผู้รับผิดชอบต่อไป

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top