Thursday, 4 June 2026
ราคาทอง

คาด!! ราคาทองอาจพุ่งขึ้นต่อไปในระยะยาวจนถึงปีหน้า  เหตุเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย 'ในภาวะสงคราม-เงินดอลฯ แข็งค่า'

(11 เม.ย. 67) จากบทสัมภาษณ์กับนายแพทย์ กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ในรายการ Business Tomorrow ได้เผยว่า ราคาทองจะพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง โดยจะเป็นคลื่นของราคาทองขึ้นลูกที่ 5 

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า การขึ้นของราคาทองในคลื่นลูกที่ 5 นี้ จะพุ่งขึ้นสูงได้ไกลและขึ้นได้ในระยะยาวโดยมีโอกาสเพิ่มขึ้นไปได้ถึงปีหน้า โดยนพ.กฤชรัตน์กล่าวว่า ในระยะ 3-4 ปีก่อน แม้ราคาจะยังคงแกว่งขึ้นลงตามรูปแบบกราฟตามรายเดือนแล้ว ราคาทองในปีนี้กำลังอยู่ในวัฎจักรของตลาดขาขึ้นอย่างเต็มตัว นพ.กฤชรัตน์ยังกล่าวว่า ราคาทองคำกำลังขึ้นในรูปแบบ 'Cup and Handle' ซึ่งเป็นกราฟขาขึ้นที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถไว้วางใจได้เป็นอย่างมาก

สำหรับเหตุผลของตลาดขาขึ้นของราคาทองคำมาจาก 2 ปัจจัย...

1. สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ทำให้ราคาทองพุ่งขึ้นเกินระดับของ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไวกว่าการคาดการณ์ที่มองว่าราคาทองจะพุ่งขึ้นในช่วงหลังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดลดดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว ทำให้ทองคำที่มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยหรือ Safe Haven 

2. เงินดอลลาร์ที่ยังแข็งอยู่ทำให้นานาประเทศกังวลการเก็บพันธบัตรสหรัฐไว้ โดยในช่วงสงคราม ยังกังวลเรื่องการที่ทุนอาจถูกสหรัฐฯ ยึดได้ในกรณีที่มีปัญหาต่อกัน จึงมองไปที่การซื้อทองคำเข้ามาถือ ธนาคารกลางทั่วโลกเลือกที่จะซื้อทองคำมาถือไว้แทน 

สภาทองคำโลก คาดราคาครึ่งปีหลังยังลุ้นไปต่อ ส่วนดีมานด์ทองไทยยังแข็งแกร่ง แม้ราคาพุ่งแรง

สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาส 2/68 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำภาคผู้บริโภคโดยรวมของไทยยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 11.6 ตัน หรือ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ด้านความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นอยู่ที่ 1,249 ตัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาท่ามกลางสภาวะที่ทองคำมีราคาสูง โดยการเติบโตในไตรมาสนี้ส่งผลมาจากกระแสการลงทุนในทองคำที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์บวกกับทิศทางราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำแท่งสำหรับนักลงทุน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลให้ระดับความต้องการลงทุนทองคำโดยรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 170 ตัน ในไตรมาสนี้ เทียบกับไตรมาสที่ 2/67 ที่มีการลดลงเพียงเล็กน้อย กองทุนที่จดทะเบียนในเอเชียเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการเพิ่มระดับความต้องการลงทุนทองคำถึง 70 ตัน ในระดับที่สอดคล้องกับฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อรวมกับกระแสเงินลงทุนไหลเข้าจากไตรมาสที่ 1 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ความต้องการรวมจากกองทุนทองคำ ETF ทั่วโลกสูงถึง 397 ตัน และเป็นยอดครึ่งปีแรกที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 63

ด้านทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นอีก 307 ตัน ซึ่งรายงานเผยว่า นักลงทุนไทยมีการเติบโตที่โดดเด่นถึง 38% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นถึง 10 ตัน และเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยยังมีการเติบโตด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่แข็งแกร่งอีกด้วย โดยเพิ่มขึ้นถึง 35% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีตัวเลขที่ลดลง ในภาพรวมของภูมิภาค นักลงทุนจีนยังคงเป็นผู้นำตลาด โดยมีความต้องการสูงถึง 115 ตัน ในขณะที่นักลงทุนอินเดียยังคงเพิ่มการถือครองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 46 ตัน ในไตรมาสที่สอง ส่วนตลาดตะวันตกแสดงให้เห็นแนวโน้มที่ต่างจากกัน ยอดการลงทุนสุทธิในยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 28 ตัน ในขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำในสหรัฐฯ กลับลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 9 ตัน ในไตรมาสที่สอง

ธนาคารกลาง ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องแต่ในระดับที่ชะลอตัวลง โดยเพิ่มขึ้นอีก 116 ตัน ในไตรมาสที่ 2/68 แต่ถึงแม้จะมีการชะลอตัวลง การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ทั้งนี้ ผลการสำรวจทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางประจำปี ชี้ให้เห็นว่า 95% ของผู้จัดการฝ่ายบริหารเงินทุนสำรองเชื่อว่าปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ด้านความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยปริมาณความต้องการจากทั่วโลกที่ลดลง 14% ใกล้แตะระดับต่ำของช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 63 โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับในจีนลดลง 20% ขณะที่อินเดียหดตัว 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในแง่มูลค่า ตลาดทองคำเครื่องประดับทั่วโลกกลับเติบโตขึ้น โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของประเทศไทย ความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก โดยมีปริมาณลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยรวม ทั้งนี้ ตลาดในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มหันไปนิยมเครื่องประดับที่มีความบริสุทธิ์ของทองคำที่ต่ำลง

ส่วนอุปทานทองคำโดยรวมเพิ่มขึ้น 3% เป็น 1,249 ตัน โดยปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและทำสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาสที่สอง ด้านการรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อพิจารณาจากสภาวะราคาที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่ประเทศไทยมีอุปทานจากการรีไซเคิลทองคำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่มีการเติบโตของอุปทานอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 67

นายเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นปี 68 อันเป็นผลมาจากความตึงเครียดทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่ผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงดำเนินอยู่ แม้ราคาทองคำจะพุ่งสูงทำสถิติใหม่ แต่ความต้องการทองคำในประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง ด้วยระดับการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการทองคำเครื่องประดับกลับชะลอตัวลง

แนวโน้มราคาครึ่งปีหลังอาจปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

ด้านนายหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ราคาทองคำได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 26% ในช่วงครึ่งปีแรก โดยมีผลการดำเนินการที่เหนือกว่าสินทรัพย์หลักหลายประเภท และด้วยผลการดำเนินการที่น่าประทับใจตั้งแต่ต้นปีนี้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบลงในช่วงครึ่งหลังของ 68

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีความผันผวนสูงและคาดการณ์ได้ยาก จึงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อไป หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกหรือสภาวะภูมิรัฐศาสตร์มีการเสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจยิ่งเพิ่มความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปอีก

‘อดีตเจ้าอาณานิคม’ ถังแตก!! จากเจ้าโลก สู่เจ๊งสนิท เงินหมดเกลี้ยง แล้วจะเหลืออะไร ถ้าไม่เหลือผู้นำที่ดี

(20 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘สุขศรี ชื่อนี้แม่ให้มา’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ประเทศฝรั่งเศส’ โดยมีใจความว่า ...

สมัยก่อน เก่งแต่แล่นเรือไปปล้นคนอื่นไง พอหมดยุคล่าอาณานิคม / หลัง WW2 ก่อตั้ง UN ก็ถูกบังคับให้คืนอาณานิคมให้หมด แต่ก็ยังยึกยักไม่อยากคืน หลายๆเกาะกลายเป็นฝรั่งเศสโพ้นทะเลแม้กระทั่งเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ส่วนในอาฟริกาอีกหลายประเทศ-ไม่ต้องพูดถึง-อ้างนั่นอ้างนี่-ไม่ยอมคืนเอกราชเด็ดขาดเพราะเป็นบ่อเงินบ่อทอง (บ่อเพชรด้วย) ที่ต้องส่งเป็นเครื่องบรรณาการให้เจ้าอาณานิคม แถมมีกองทัพฝรั่งเศสคอยควบคุมรัฐบาลอยู่ในพื้นที่อีกต่างหาก

ต่อมาในปี 2023-2024 เกิดมีผู้นำทหารผิวสีที่เก่งและฉลาดแถมรักชาติ มีแบ็คเป็นรัสเซีย เอือมระอากับการถูกสูบเลือดสูบเนื้อมานานนับร้อยปี ลุกขึ้นมาขับไล่กองทัพฝรั่งเศสแตกกระเจิง ขนข้าวของกลับบ้านแทบไม่ทัน ยกเลิกสัมปทานในทุกประเทศแบบไม่เผาผีกับฝรั่งเศส

จากที่เคยได้เพชร ได้ทองคำมาแบบฟรีๆ ต้องหยุดชะงัก รายได้ของประเทศก็ลดลง ไม่สามารถใช้เงินแบบฟุ่มเฟือยได้เหมือนสมัยก่อน พอรายได้ลดลง-แต่รายจ่ายเท่าเดิม ทั้งๆ ที่พยายามแล้ว ปรับทุกมาตรการ ทั้งขยายเวลาผู้รับบำนาญออกไป ทั้งปัญหาอื่นๆ จิปาถะ สรุป..ถังแตก  

จะบอกอะไรให้นะ ประชาธิปไตยน่ะ มันกินไม่ได้ มันเป็นเพียงนามธรรมที่แม้แต่ผู้นำของประเทศที่อ้างว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย-ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้-แถมใช้อำนาจอธิปไตยในทางที่ผิด ...ต่างกับประเทศที่ตราบใด-ประชาชนเขากินอิ่ม(เศรษฐกิจดี ค้าขายราบรื่น) และ นอนหลับ(มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน) เขาไม่สนใจหรอกว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่? เขตของตนเองจะได้ สส.กี่คน? เขาไม่สนใจหรอกว่า "ประชาธิปไตย" มีลำต้นเป็นยังไง ดอกและใบมีสีอะไร? ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้นำล้วนๆ ถ้าเลือกตั้งมาแล้ว-ได้ผู้นำที่ไม่ดีมาบริหารประเทศ ก็จะเละๆแบบนี้

ย้อนรอย 10 ปีผลงาน ‘2 ผู้ว่าฯ ธปท.’ ในยุครัฐบาลลุงตู่ บริหาร!! ทองคำในทุนสำรองฯ ทะลุ 9 แสนล้าน!!

(5 ต.ค. 68) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปัจจุบัน ประเทศไทยเรา มีทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ

ล่าสุด มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท

การบริหารจัดการทุนสำรองฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ
แต่ก่อนจะมาถึงตรงนี้…

ต.ค.ปี 2558 เรามีทองคำอยู่ในทุนสำรองฯ มูลค่า 190,000 ล้านบาท

27 ก.ค. 2558 ครม. นายกฯลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นผู้ว่าการ ธปท. ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีนายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานฯ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) รมว. คลัง คุณสมหมาย ภาษี เสนอเข้า ครม. ลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท พ้นตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2563 (เป็นคณะที่ปรึกษาของนายกฯลุงตู่)

วันนั้น ต.ค. 2563 เรามีทองคำในทุนสำรองฯ 154 ตัน คิดเป็นมูลค่า 289,000 ล้านบาท

ต่อมา …

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯ ลุงตู่) เข้ามาเป็นผู้ว่าการ ธปท. ผ่านการสรรหาของคณะกรรมการฯ ชุดที่มีอดีตปลัดคลัง รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ เป็นประธาน เสนอชื่อเข้า ครม. โดย รมช. คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ ครม.ลุงตู่เห็นชอบ เมื่อ 28 ก.ค. 63

ล่าสุด ดร.เศรษฐพุฒิ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2568 ต.ค. 2568 ประเทศไทยเรามีทองคำในทุนสำรองฯ ประมาณ 244 ตัน มูลค่ากว่า 914,050 ล้านบาท

ขอบคุณคนทำงานจริง และขอบคุณคนที่เอื้อให้สามารถทำงานได้สำเร็จ ท่ามกลางคลื่นลมมรสุมรุมถล่มขณะนั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top