Saturday, 6 June 2026
รัสเซีย

‘ทรัมป์’ เทหมดหน้าตักให้ขีปนาวุธยูเครน เล็งส่ง Tomahawk ยิงไกลถึงใจกลางมอสโก

(16 ก.ค. 68) มีการเปิดเผยจาก The Washington Post ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี โดยได้ถามตรงๆ ว่าทำไมยูเครนยังไม่โจมตีกรุงมอสโก ซึ่งเซเลนสกีตอบกลับว่า “เราทำได้ ถ้าคุณให้เราใช้ขีปนาวุธ”

ขณะเดียวกัน Financial Times รายงานว่า ทรัมป์ยังสนับสนุนให้ยูเครนโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียมากขึ้น และกำลังพิจารณาส่งขีปนาวุธ โทมาฮอว์ก (Tomahawk) ซึ่งมีพิสัยการยิงไกลถึง 1,600 กิโลเมตร (1,000 ไมล์) ให้ยูเครน และเป็นอาวุธเดียวกับที่สหรัฐฯ ใช้โจมตีอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้

แม้ยังไม่มีการยืนยันว่าจะส่ง Tomahawk อย่างเป็นทางการ แต่อาวุธชนิดนี้สามารถยิงไกลถึงมอสโกได้ และอาจกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ในสงครามยูเครน-รัสเซีย โดยทรัมป์ได้ทุ่มงบอาวุธหลายพันล้านดอลลาร์ให้ยูเครนแล้วในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับท่าทีต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินนั้น ทรัมป์กล่าวว่า "ผิดหวังแต่ยังไม่จบ" พร้อมขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าจากรัสเซียเป็น 100% หากเครมลินไม่ยอมตกลงเจรจาสันติภาพภายใน 50 วันข้างหน้า

รัสเซียเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ จาก ‘มอสโก’ สู่ ‘เปียงยาง’ เตรียมเริ่มให้บริการครั้งแรก 27 กรกฎาคมนี้ รับเฉพาะกรุ๊ปทัวร์

(16 ก.ค. 68) กระทรวงคมนาคมรัสเซียประกาศว่าเที่ยวบินตรงจากกรุงมอสโกไปยังกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ จะเริ่มให้บริการเป็นครั้งแรกในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ โดยตั้งเป้าให้มีผู้โดยสารเดินทางอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

เที่ยวบินดังกล่าวจะให้บริการเดือนละครั้ง ใช้เวลาบินประมาณ 8 ชั่วโมง โดยสายการบิน Nordwind Airlines ของรัสเซียได้รับอนุญาตให้เปิดเส้นทางนี้เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เที่ยวบินใหม่นี้ถือเป็นเส้นทางบินตรงสายที่สองระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ โดยปัจจุบัน Air Koryo ซึ่งเป็นสายการบินของเกาหลีเหนือ มีเที่ยวบินจากวลาดีวอสตอคไปเปียงยางสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ตั๋วเครื่องบินไปเปียงยางไม่สามารถซื้อแยกเดี่ยวได้ นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องซื้อตั๋วรวมอยู่ในแพ็กเกจทัวร์แบบหมู่คณะเท่านั้น

ฝรั่งเศสเมินซื้ออาวุธสหรัฐฯ ให้ยูเครน ‘มาครง’ ชี้ยุโรปต้องพึ่งพาการผลิตด้วยตัวเอง

(16 ก.ค. 68) รายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า ฝรั่งเศสไม่มีแผนเข้าร่วมโครงการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อส่งให้ยูเครน ตามแนวคิดที่ชาติ NATO หลายประเทศกำลังผลักดัน โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ยืนยันจุดยืนว่า ยุโรปควรพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธของตนเอง และส่งเสริมการใช้ยุทโธปกรณ์จากผู้ผลิตในทวีป

นอกจากนี้ รายงานยังระบุอีกว่า ฝรั่งเศสไม่ได้มีชื่ออยู่ในรายชื่อประเทศที่พร้อมเข้าร่วมแผนจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ให้ยูเครน ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นในการประชุมระหว่างเลขาธิการ NATO คนใหม่ มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกัน ทรัมป์เปิดเผยว่า ขีปนาวุธแพทริออต (Patriot) กำลังถูกจัดส่งไปยังยูเครนผ่านทางเยอรมนี โดยเยอรมนีจะได้รับการทดแทนในภายหลัง และสหรัฐฯ ได้รับเงินคืนเต็มจำนวน

ด้านรัสเซียยังคงออกมาเตือนซ้ำว่า อาวุธพิสัยไกลจากชาติตะวันตก ที่กำลังถูกยูเครนใช้โจมตีพลเรือนในพื้นที่ของรัสเซีย เป็นการบ่อนทำลายความพยายามเจรจาสันติภาพ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เตือนว่า หากยูเครนได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธเหล่านี้ อาจทำให้รูปแบบของสงครามเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมตั้งคำถามว่า NATO จะถูกมองว่าเข้าร่วมสงครามโดยตรงหรือไม่ แต่รัสเซียก็พร้อมตอบโต้ตามระดับของภัยคุกคามที่เกิดขึ้น

รัสเซียเดินหน้าไม่สนคำขู่ ‘ทรัมป์’ และชาติตะวันตก ลั่น!! บุกถล่มต่อจนกว่ายูเครนจะยอมรับเงื่อนไข

(16 ก.ค. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดทำเนียบเครมลินว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จะเดินหน้าปฏิบัติการพิเศษทางทหาร (SMO) ในยูเครนต่อไป จนกว่าชาติตะวันตกและยูเครนจะยอมเจรจาบนเงื่อนไขของรัสเซีย ซึ่งเคยเสนอไว้ตั้งแต่ต้นปี 2022 ที่อิสตันบูล โดยรวมถึงการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดครอง และการรับประกันว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วม NATO

รายงานระบุว่า แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรและตั้งเส้นตาย 50 วันให้ปูตินเจรจาสันติภาพ แต่ผู้นำรัสเซียกลับไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นไหว หรือมีแนวโน้มยอมถอย โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า “ปูตินจะไม่หยุดเพียงเพราะถูกกดดันจากตะวันตก” และเชื่อว่ารัสเซียสามารถรับมือกับมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้

แหล่งข่าวอีกคนเสริมว่า ปูตินมองตะวันตกยังไม่เคยยื่นข้อเสนอเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง แม้จะมีการพูดคุยกับทรัมป์หลายครั้ง และส่งทูตพิเศษเข้ารัสเซีย เช่น สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steven Witkoff) โดยชี้ว่า “แม้ปูตินจะให้คุณค่ากับการพูดคุยกับทรัมป์ แต่ผลประโยชน์ของรัสเซียมาก่อนเสมอ”

ขณะเดียวกัน รัสเซียยังคงรุกคืบในสนามรบ โดยควบคุมพื้นที่กว่า 20% ของยูเครน และมีขีดความสามารถในการผลิตอาวุธหลัก เช่น กระสุนปืนใหญ่ สูงกว่าชาติ NATO หลายประเทศ รวมถึงมีแผนขยายพื้นที่ยึดครองเพิ่มเติม โดยเฉพาะในภูมิภาค ดนีโปรเปตรอฟสค์, ซูมี และ คาร์คิฟ

แม้ทรัมป์จะยังเปิดช่องว่าสำหรับการเจรจาสันติภาพ แต่หลายฝ่ายกังวลว่า ความขัดแย้งอาจยืดเยื้อและลุกลาม ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ของโลก ขณะที่เศรษฐกิจรัสเซีย แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตร ยังเติบโตเกินคาด โดยรัฐบาลรัสเซียประเมินว่า GDP จะขยายตัว 2.5% ในปี 2025

17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 ‘พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2’ และครอบครัวถูกสังหาร ถือเป็นจุดสิ้นสุดราชวงศ์ ‘โรมานอฟ’ แห่งรัสเซีย

ราชวงศ์โรมานอฟ เป็นราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ปี 1613-1917 และมีจุดสิ้นสุดของราชวงศ์เมื่อวันที่ 17 ก.ค.1918 (พ.ศ. 2461) หรือวันนี้ เมื่อ 107 ปีที่แล้ว

ย้อนกลับไปในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 (Tsar Nicholas II) กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของรัสเซีย ถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์อีกหลายพระองค์ที่ไซบีเรีย โดยทหารคณะปฏิวัติของกลุ่มมาร์กซิสม์หัวรุนแรงบอลเชวิก (Bolsheviks) ซึ่งนำโดย เลนิน (Vladimir Lenin)

สำหรับ พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ทรงเป็นพระโอรสของ พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่ 3 แห่ง ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov Dynasty) พระนามเดิมคือ พระเจ้านิโคลัสที่ 2 (Nicholas II) ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2437 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2439 ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่อ่อนแอ ไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังปั่นป่วน หลังจากพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นใน สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo–Japanese War) ระหว่างปี 2447-2448

จากนั้นในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) ได้ทรงนำรัสเซียเข้าร่วมสงครามแต่ต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง ส่งผลให้ประชาชนเสื่อมความนิยมในพระองค์และคณะรัฐบาลมาก นอกจากนี้ยังทรงปล่อยให้ รัสปูติน (Gregori Rasputin) พระนอกรีตลึกลับเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนัก ประกอบกับเกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจตกต่ำมาก ขาดแคลนอาหาร ประชาชนอดอยาก เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง ส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจจึงลุกขึ้นมาเดินขวบต่อต้านและบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2460 เรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า "การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์” (February Revolution--เพราะนับตามปฏิทินแบบเก่า) 

จากนั้นถูกนำไปกักขังไว้และถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์ ซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา พระธิดา 4 พระองค์ คือ โอลกา นิโคเลฟนา, ทาเทียนา นิโคเลฟนา, มาเรีย นิโคเลฟนา, อานาสตาเซีย นีคาไลยีฟนา และพระโอรส คือมกุฏราชกุมารอเล็กซี ถูกกลุ่มบอลเชวิกสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น ที่บ้านอิปาตเยฟ ในเมืองเยคาเตรินบุร์ก

‘มาร์ก รุตเต้’ เลขาฯ NATO เตือนจีน-อินเดีย-บราซิล หากยังหนุนรัสเซีย เตรียมโดนคว่ำบาตร-ภาษีทรัมป์ 100%

(17 ก.ค. 68) มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO เรียกร้องให้จีน อินเดีย และบราซิล กดดันรัสเซียให้ยุติสงครามในยูเครน พร้อมเตือนว่าหากยังคงซื้อสินค้าจากรัสเซียต่อไป อาจถูกสหรัฐฯ ลงโทษทางเศรษฐกิจ เช่น การเก็บภาษีนำเข้าสูง หรือแม้แต่คว่ำบาตรบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับรัสเซีย แม้จะไม่ใช่บริษัทของอเมริกาโดยตรงก็ตาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะเก็บภาษี 100% จากประเทศที่ยังนำเข้าสินค้ารัสเซีย หากไม่มีข้อตกลงยุติสงครามภายใน 50 วัน พร้อมประกาศภาษี 500% ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศที่ยังซื้อพลังงานรัสเซีย

รุตเต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “หากคุณอยู่ที่ปักกิ่ง นิวเดลี หรือเป็นผู้นำบราซิล คุณควรรีบโทรหา ปูติน และบอกให้เขาเอาจริงกับการเจรจาสันติภาพ ก่อนที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะย้อนกลับมาอย่างรุนแรง”

สำหรับ จีน อินเดีย และบราซิล ถือเป็นลูกค้าหลักของพลังงานรัสเซีย และยังเป็นสมาชิกสำคัญของกลุ่ม BRICS ซึ่งกำลังพยายามลดบทบาทของสหรัฐฯ บนเวทีโลก ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ และสภาคองเกรสต้องเร่งออกมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงหลัง

รัสเซียเร่งส่งออกก๊าซ LPG ไปจีน 750,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 67 ส่งกว่า 450,000 ตัน โตราว 66%

(18 ก.ค. 68) รัสเซียเพิ่มการส่งออก 'ก๊าซปิโตรเลียมเหลว' หรือ LPG ไปยังจีนอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าจะส่งได้ถึง 750,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ส่งไป 450,000 ตัน คิดเป็นการเติบโตราว 66% โดยช่วง 5 เดือนแรกของปี รัสเซียส่งออกไปทางรถไฟแล้ว 230,000 ตัน และน่าจะเพิ่มเป็น 550,000-600,000 ตันภายในสิ้นปี ส่วนที่เหลือจะส่งทางรถบรรทุก

แม้จีนจะผลิตก๊าซเองได้ถึง 50 ล้านตัน และนำเข้าอีก 35 ล้านตัน แต่ยังต้องการกระจายความเสี่ยงจากปัญหาสงครามภาษี จึงเปิดรับก๊าซจากรัสเซียมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังไม่มีท่าเรือในภาคตะวันออกไกลสำหรับเรือบรรทุกก๊าซ จึงต้องใช้เส้นทางรถไฟและถนนเป็นหลัก

ก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยส่งก๊าซแอลพีจีไปยุโรปถึง 4 ล้านตันต่อปี แต่หลังถูกคว่ำบาตรในปี 2023 ก็เหลือไม่ถึง 3 ล้านตัน ทำให้ต้องหาตลาดใหม่ เช่น จีน คาซัคสถาน อัฟกานิสถาน และประเทศในเอเชียกลาง

ทามารา ซาโฟโนวา (Tamara Safonova) ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันและก๊าซของรัสเซียชี้ว่า จีนเป็นตลาดสำคัญที่ยังไม่ถูกคว่ำบาตร แต่รัสเซียยังเจออุปสรรคจากการขาดรถขนส่ง และความล่าช้าที่ด่านชายแดน แต่ความร่วมมือของทั้งสองประเทศยังคงแน่นแฟ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ยูเครนเดินเกมถล่มรัว!! ส่งโดรนโจมตีหลายเมืองใหญ่ในรัสเซีย กระทบ 4 สนามบินต้องปิดชั่วคราว เที่ยวบิน 140 ไฟลต์ถูกยกเลิก

(21 ก.ค. 68) สนามบินใหญ่ในกรุงมอสโก 4 แห่ง ได้แก่ เชเรเมเตียโว (Sheremetyevo), โดโมเดโดโว (Domodedovo), วนูกอวอ (Vnukovo) และซูโคฟสกี (Zhukovsky) ต้องปิดชั่วคราว หลังรัสเซียถูกโจมตีด้วยโดรนจากยูเครนอย่างต่อเนื่อง มีโดรนกว่า 230 ลำถูกสกัดทั่วประเทศ รวมถึง 27 ลำเหนือกรุงมอสโก ส่งผลให้เที่ยวบินกว่า 140 ไฟลต์ถูกยกเลิก และกว่า 130 ไฟลต์ต้องเปลี่ยนเส้นทาง

นอกจากมอสโก สนามบินในแคว้นคาลูกาทางตะวันตกเฉียงใต้ก็ได้รับผลกระทบ โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียเผยว่าสกัดโดรนได้ 45 ลำในพื้นที่นี้ ขณะที่โดรนจากยูเครนยังถูกสอยในเมืองชายแดนอย่างรอสตอฟ บรียานสก์ และเหนือน่านน้ำทะเลดำ

นอกจากนี้ รัสเซียยังคงโจมตียูเครนทางอากาศต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 รายในหลายภูมิภาค รวมถึงโดเนตสค์ ซูมี คาร์คิฟ และดนีโปรเปตรอฟสค์ ด้านยูเครนระบุว่าสามารถยิงโดรนของรัสเซียตกได้ 18 จากทั้งหมด 57 ลำในคืนวันเสาร์

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เสนอเปิดการเจรจารอบใหม่กับรัสเซีย พร้อมแสดงความพร้อมพบปูตินแบบตัวต่อตัว ด้านโฆษกเครมลินย้ำว่ารัสเซียยังต้องการสันติภาพ แต่จะไม่หยุดยั้งจนกว่า “เป้าหมาย” จะบรรลุ ขณะที่ทรัมป์ประกาศส่งอาวุธขั้นสูงให้ยูเครน และขู่เก็บภาษีรัสเซียหากไร้ข้อตกลงภายใน 50 วัน

เปิดปมมูลเหตุสหรัฐฯ อยากได้ฐานทัพเรือที่พังงา ถึงขั้นต้องงัดแผนร้ายโขลกภาษีมาต่อรองกับไทย

(21 ก.ค. 68) คงไม่มีใครคาดคิดว่าการที่สหรัฐ อเมริกา โขลกภาษีนำเข้าไทยถึง 36% นี้เพื่อเป็นการบีบให้ไทยเจรจาต่อรองว่าถ้าอยากค้าขายกับสหรัฐฯ จะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนและหนึ่งในสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นก็คือ การขอตั้งฐานทัพของกองทัพสหรัฐฯ ที่ฐานทัพเรือพังงานั่นเอง

หากย้อนกลับไปดูว่าสหรัฐฯ เคยมาขอตั้งฐานทัพตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามเป็นต้นมาจนจบสงครามไปไทยก็ไม่ได้ให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพในไทยอีก ยกเว้นเพียงแต่เป็นท่าจอดเครื่องบินหรือเรือรบเพื่อมาเติมน้ำมันและเจ้าหน้าที่ก็ได้มาพักผ่อนหย่อนใจ  อันจะสร้างเงินสร้างทองให้กับประเทศไทยตั้งแต่รากหญ้าขึ้นไป 

สุดท้ายข่าวที่ออกมาทางสหรัฐฯ ก็แถลงโต้ทันทีว่าการขึ้นภาษีนำเข้าไทยนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการขอตั้งฐานทัพสหรัฐที่ทับละมุที่จังหวัดพังงา  เพราะถูกกระแสประชาชนโต้กลับอย่างทันทีทันควัน  แม้ความจริงเรื่องภาษีกับฐานทัพพังงาจะเป็นเช่นไรก็ตามเอาเป็นว่าเรื่องของเรื่องวันนี้เอย่าจะไม่พูดเรื่องของภาษีแต่จะมาพูดว่าทำไมสหรัฐฯ ถึงอยากได้ฐานทัพเรือพังงามาตั้งฐานทัพของตนเอง

เรื่องของเรื่องก็คือว่าหลังจากอกหักจากการขอหมู่เกาะโคโค่จากนางอองซาน ซูจีจนทำให้เป็น 1 ในชนวนเหตุของการรัฐประหารของนายพลมินอ่องหล่าย สหรัฐฯ ก็ยังเดินเกมส์เพลี่ยงพล้ำจีนและรัสเซียในภูมิภาคนี้อีก ดได้จากการที่อเมริกาเสือกจะใช้วิธีคว่ำบาตรเมียนมาเพื่อให้เขาไม่มีที่ไปแต่ผลกลับตรงกันข้ามนั่นทำให้กองทัพเมียนมากับจีนและรัสเซียมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งมากขึ้น  ถึงแม้ว่าจีนจะรุกเมียนมาโดยนโยบายเส้นทางสายไหมเส้นใหม่ที่ผ่านทางเมียนมามาออกทะเลที่อ่าวเบงกอลแล้ว  ล่าสุดอยากที่ทราบกันว่ารัสเซียก็เข้ามาให้ความร่วมมมือทั้งด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งนั่นอาจจะพลิกโฉมเมียนมาก็ได้ และนั่นคือสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่ชอบเป็นแน่แท้

แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นลูกไล่ของสหรัฐฯ แต่หากเกิดสงครามขึ้นการปิดช่องแคบมะละกาก็ไม่ได้ง่ายนักแต่อาจจะไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นการขนถ่ายสิ่งของทางทะเลเพราะหากเกิดสงครามขึ้นมาสิงคโปร์สามารถถูกยึดได้ทั้งเกาะได้เพียงเวลาไม่ถึงชั่วโมงและสิงคโปร์ไม่ได้มีทรัพยากรใด ๆ เลยนอกจากเป็นทางผ่านของเรือเท่านั้น นั่นทำให้การตั้งฐานทัพที่สิงคโปร์ไม่เวิร์คในสายตาของสหรัฐหากเทียบกับพังงาของไทยที่มีเขตติดต่อแผ่นดินอีกทั้งยังขอการสนับสนุนด้านอาหารและเชื้อเพลิงจากไทยได้  ดังนั้นพังงาจึงเป็นหมุดหมายฝั่งตะวันออกในการป้องกันการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในขณะที่ฝั่งตะวันตกนั้นกองทัพสหรัฐมีฐานทัพอยู่แล้วบนเกาะดิเอโก กราเซียซึ่งบนเกาะมีสนามบินขนาดใหญ่ที่สามารถเอาเครื่องบินหลายลำลงจอดได้เพื่อเป็นจุดขนถ่ายเสบียงและยุทโธปกรณ์

มุมมองของเอย่าคงต้องถามว่าไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งของจีนและรัสเซียคงต้องถามว่าทำไมเราถึงต้องเอาประเทศเราไปอยู่ในจุดที่เป็นข้อขัดแย้งของใครต่อใครด้วย  เอย่าไม่เห็นถึงประโยชน์ที่อันจะเกิดขึ้นจากการมีกองทัพอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในไทยมากไปกว่าการที่เราอาจจะค้าขายอาหารได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจรากหญ้าอาจจะดีขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจบริการและบันเทิงเริงรมณ์  คงต้องฝากคำถามนี้ไปถึงกองทัพไทยและรัฐบาลไทยว่าท่านได้คำนึงหรือยังว่าหากวันหนึ่งเราต้องถูกผลักไปอยู่ในจุดที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยทั้ง ๆ ที่เขากับเราไม่ได้มีอะไรเกลียดชังกันเลย  เราพร้อมจะรับมือหากวันนั้นมาถึงหรือไม่…

นักวิทย์ฯ เตือน!! ภูเขาไฟในคัมชัตกาเริ่มแสดงสัญญาณผิดปกติ หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใกล้ ‘รัสเซีย-ญี่ปุ่น-อะแลสกา’

(21 ก.ค. 68) เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 3 ครั้งบริเวณชายฝั่งแปซิฟิกของรัสเซีย ใกล้เมืองเปโตรปาโวลอฟสค์-คัมชัตสกี้ โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดมีขนาด 7.4 ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิก (PTWC) รายงานว่าอันตรายจากคลื่นสึนามิในคาบสมุทรคัมชัตกาหมดไปแล้ว หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวหลายครั้งในทะเลใกล้เคียง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยศูนย์สำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่าศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองเปโตรปาโวลอฟสค์-คัมชัตสกี้ประมาณ 140 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคคัมชัตกาและมีประชากรกว่า 160,000 คน แผ่นดินไหวสามครั้งเกิดขึ้นในเวลาเพียง 32 นาที ลึกประมาณ 20 กิโลเมตร ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทางการรัสเซียประกาศเตือนสึนามิหลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งที่สอง และขอให้ประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง อย่างไรก็ตาม ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกได้ยกเลิกคำเตือนในเวลาต่อมา ส่วนฮาวายเองก็ยกเลิกคำเตือนสึนามิที่ออกมาก่อนหน้านี้ด้วย

นอกจากนี้ ยังพบปรากฏการณ์เมฆเลนติคูลาร์ (Lenticular Clouds) ที่หายากเหนือปล่องภูเขาไฟในคัมชัตกา ซึ่งมีลาวาเรืองแสงอยู่ภายใน นักวิทยาศาสตร์รายงานว่าเกิดกิจกรรมแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้นที่ภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นสูงสุดในยูเรเซีย ซึ่งอาจบ่งชี้การเคลื่อนตัวของแมกมาใต้ดินลึก แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การปะทุครั้งใหญ่หรือไม่ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top