Thursday, 4 June 2026
รัชกาลที่5

1 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนธรรมเนียมในราชสำนัก จากการหมอบกราบบนพื้น เป็นนั่งเก้าอี้ทำงานตามแบบตะวันตก

ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการทำงานภายในราชสำนัก โดยเฉพาะในระบบราชการหรือ 'ออฟฟิศ' จากธรรมเนียมไทยแบบเดิมที่ต้องนั่งพับเพียบหรือหมอบกราบบนพื้น มาเป็นการ 'ยืน' และ 'นั่งเก้าอี้' ตามแบบอย่างของชาวตะวันตก ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมของประเทศที่เจริญแล้วในยุคนั้น

ในหนังสือ ศิลปวัฒนธรรมไทย เล่ม 3 ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมกรุงรัตนโกสินทร์ โดยกรมศิลปากร ได้เล่าว่า “เมื่อราชสำนักเลิกหมอบเฝ้าและใช้เก้าอี้ในระยะแรกๆ คนไทยยังคงนั่งเก้าอี้ไม่เป็น ผู้หญิงขึ้นไปนั่งพับเพียบ ส่วนชายนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ จนรัชกาลที่ 5 ต้องมีพระราชโองการแนะนำวิธีการนั่งเก้าอี้ โดยใช้วิธีหย่อนก้นเท่านั้นลงบนเก้าอี้ ส่วนขาให้ห้อยลงไป”​

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงพยายามปรับปรุงระเบียบแบบแผนของราชการไทยให้ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศที่เจริญและมีความเสมอภาคระหว่างผู้ปฏิบัติราชการ ซึ่งเป็นรากฐานหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการไทยในยุคใหม่

นอกจากนี้ ยังนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปรับตัวของสังคมไทยเข้าสู่ระบบบริหารจัดการแบบตะวันตก อันมีอิทธิพลต่อโครงสร้างราชการ ระบบกฎหมาย และวัฒนธรรมองค์กรของไทยในเวลาต่อมา

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ยัน!! ‘ช่องบก-สามเหลี่ยมมรกต-ปราสาทตาเมือนธม’ เป็นของไทยตั้งแต่แผ่นดินของ ‘ร.5’ ระบุชัด!! เคยไปสำรวจพื้นที่นี้มาก่อน

(1 มิ.ย. 68) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ช่องบกของไทยแน่นอน” เนื้อหาระบุว่า ขอยืนยันว่า ช่องบก สามเหลี่ยมมรกตและปราสาทตาเมือนธม เป็นของไทยแน่นอน แผ่นดินนี้เป็นของไทยตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่ห้า ตั้งแต่เริ่มแรกที่มีรัฐชาติสมัยใหม่ สยาม ฝรั่งเศสได้ทำความตกลงกำหนดเขตแดน ตามสนธิสัญญาสยามฝรั่งเศส อาศัยแนวสันปันน้ำ ความจริง เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ เคยเป็นของไทยที่ในหลวงรัชกาลที่ยอมเสียเพื่อแลกจังหวัดตราดกลับคืนมาเป็นของไทย

ผมเคยไปสำรวจพื้นที่นี้มาก่อน ข่องบก สามเหลี่ยมมรกต ปราสาทตาเมือนธม ฝั่งไทยจะตั้งอยู่บนแนวสันปันน้ำชัดเจน แผ่นดินฝั่งกัมพูชาจะลึกลงไปอยู่ในหุบ ลึกระดับเป็นเมตรๆ ศาลาตรีมุขตรงสามเหลี่ยมมรกตที่ถูกเผา ฝั่งไทยก็เป็นที่สูง ส่วนฝั่งลาวและกัมพูชา จะเป็นหุบต่ำลงไปมาก

บริเวณนี้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน หลักเขตหลักที่ 1 ไทยกัมพูชา ตั้งอยู่ช่องสะงำ  ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ ศรีสะเกษ ไล่ไปจนถึงหลัก 73 แหลมสารพัดพิษ ตราด ซึ่งจะใช้เป็นหลักอ้างอิงกำหนดแนวเขตในทะเล ยืนยัน ช่องบกของไทยแน่นอนตั้งแต่อดีต

29 มิถุนายน พ.ศ. 2424 วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์’ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระโอรสพระองค์ที่ 33 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ทรงประสูติเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2424 ทรงเป็นต้นราชสกุลบริพัตร ทรงศึกษาชั้นต้นที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ก่อนจะเสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษและเยอรมันในด้านวิชาทหาร รวมถึงวิชาดนตรีและการประพันธ์เพลง

เมื่อเสด็จกลับประเทศไทยในปี 2446 ขณะพระชนมายุ 23 พรรษา ทรงเริ่มรับราชการในตำแหน่งเสนาธิการทหารบก และทรงสร้างความเจริญก้าวหน้าในด้านการทหาร การปกครอง การสาธารณสุข และการศึกษา ทรงวางรากฐานสำคัญให้กับกองทัพเรือ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย

ในฐานะเสนาธิการทหารบก ทรงเปลี่ยนชื่อกรมอากาศยานทหารบกเป็นกรมอากาศยาน ทรงจัดหาเครื่องบินไว้ใช้ในราชการมากขึ้น จัดตั้งกองบิน สนามบินในต่างจังหวัด และเปิดสายการบินไปรษณีย์ทางอากาศ พร้อมทั้งส่งเสริมการบินในระดับประเทศและระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังทรงส่งเสริมประชาชนบริจาคซื้อเครื่องบินเพื่อราชการอีกด้วย

นอกจากความโดดเด่นทางด้านทหารแล้ว พระองค์ยังทรงพระปรีชาสามารถทางดนตรี ทรงพระนิพนธ์เพลงไทยและเพลงฝรั่งจำนวนมาก เช่น วอลซ์ปลื้มจิต และเพลงมหาโศก ได้รับพระนามว่า 'พระบิดาแห่งเพลงไทยเดิม' ในปี 2474 พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2487 ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย สิ้นพระชนมายุ 63 พรรษา

7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 วันรำลึกถึง ‘พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์’ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย สิ้นพระชนม์ที่ปารีส ทรงริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ได้สิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะมีพระชนมายุเพียง 47 พรรษา หลังจากทรงประชวรด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ (ไต)

พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ทรงเริ่มศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในช่วงเสด็จกลับสู่สยาม ทรงเริ่มงานด้านกฎหมายอย่างจริงจัง และดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และทรงก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย รวมถึงจัดตั้งศาลยุติธรรมทั่วประเทศ

หนึ่งในผลงานสำคัญคือ การประมวลกฎหมายอาญาฉบับ ร.ศ. 127 และการวางรากฐานระบบศาลและกระบวนการยุติธรรมแบบสมัยใหม่ พระองค์ยังทรงสอนกฎหมายด้วยพระองค์เอง และริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าอย่างมากในยุคนั้น

เพื่อรำลึกถึงพระกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ วงการกฎหมายไทยจึงกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันรพี” เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้วางรากฐานระบบกฎหมายไทยให้มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาในพระองค์” รากฐาน “องคมนตรี” ที่ดำรงหน้าที่คู่ราชบัลลังก์มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง 'สภาที่ปรึกษาในพระองค์' หรือ Privy Council ขึ้นเป็นครั้งแรก มีสมาชิก 49 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในราชกิจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น 'คณะองคมนตรี' ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ 6 องคมนตรีถูกปรับโครงสร้างเป็น 'สภากรรมการองคมนตรี' ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย พร้อมแต่งตั้งสมาชิกใหม่ทุกปีในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จนสิ้นรัชกาลมีสมาชิกสะสมถึง 233 คน แสดงถึงความสำคัญของบทบาทที่ปรึกษาในราชสำนัก

ถัดจากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงจัดระเบียบคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินใหม่ แบ่งเป็น 3 องค์กรหลัก ได้แก่ อภิรัฐมนตรีสภา เสนาบดีสภา และสภากรรมการองคมนตรี แต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 องคมนตรีถูกยกเลิก และเว้นว่างไปนานถึง 15 ปี

จนกระทั่งในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 และ พ.ศ. 2492 ได้รื้อฟื้นสถาบันองคมนตรีขึ้นใหม่ ภายใต้ชื่อ 'คณะองคมนตรี' ทำหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย โดยต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือตำแหน่งในหน่วยงานรัฐอื่น เพื่อคงความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ

ปัจจุบัน องคมนตรีประชุมกันสัปดาห์ละครั้งที่ทำเนียบองคมนตรี บริเวณพระราชอุทยานสราญรมย์ ใกล้พระบรมมหาราชวัง โดยยังคงเป็นสถาบันสำคัญที่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย

21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ ประกาศกฎหมายเลิกทาสแบบผ่อนปรน จุดเริ่มต้นการปลดแอกคนไทยจากระบบทาส

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุเพียงราว 20 พรรษา โปรดเกล้าฯ ให้ตรา พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส ร.ศ. 93 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่เริ่มวางแนวทางการเลิกทาสแบบผ่อนปรน เพื่อลดแรงกระทบระหว่างเจ้านายเงินกับตัวทาส

ก่อนหน้านั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 สถานการณ์ในสังคมไทยมีทาสมากถึงกว่าหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย หากไม่มีเงินไถ่ตัวก็ต้องอยู่ในฐานะทาสตลอดชีวิต เพราะกฎหมายถือว่ามี “ค่าตัว” ติดตัวอยู่เสมอ

กฎหมายที่รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศครั้งนี้ กำหนดให้ลูกทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา มีการลดค่าตัวลงเรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และเมื่ออายุครบ 21 ปี จะกลายเป็นไทอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังห้ามซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก

ต่อมาใน พ.ศ. 2448 พระองค์จึงตรา พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 กำหนดให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นมา นับเป็นการปิดฉากระบบทาสในสังคมไทยอย่างถาวร และยังมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนที่พ้นจากความเป็นทาสแล้วต้องกลับไปสู่วังวนเดิมอีกด้วย

31 สิงหาคม พ.ศ. 2432 วันสิ้นพระชนม์ ‘เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ภัทรวดีราชธิดา’ พระราชธิดารัชกาลที่ ๕ และพระวิมาดาเธอ สายสวลีภิรมย์ฯ

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2432 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ภัทรวดีราชธิดา พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการประชวรสิริพระชันษา 5 ปี 118 วัน

พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2427 เป็นพระราชบุตรลำดับที่ 50 ของรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระเชษฐาและพระขนิษฐาร่วมพระชนนี ได้แก่ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร, เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา และเจ้าฟ้านิภานภดล ซึ่งต่างก็ทรงดำรงพระอิสริยยศในฐานะเจ้าฟ้าเช่นเดียวกัน

เดิมพระองค์มีพระนามว่า “พระองค์เจ้าเขจรจำรัส” แต่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามใหม่เป็น “พระองค์เจ้านภาจรจำรัสศรี” และใน พ.ศ. 2431 ได้ทรงสถาปนาเป็น “พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ภัทรวดีราชธิดา” ตามพระอิสริยยศของพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสูติแต่พระอรรคชายา

เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ ได้ประดิษฐานพระศพ ณ หอธรรมสังเวช และโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ไปทอดผ้าสดับปกรณ์ โดยต่อมาได้พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2433

3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ลงนามสงบศึกกับฝรั่งเศส ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อรักษาเอกราช

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ทรงลงนามใน “สนธิสัญญาสันติภาพ” กับฝรั่งเศส ภายหลังเหตุปะทะกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112” ในรัชกาลที่ 5

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2436 เมื่อเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ พร้อมเรือสินค้านำร่อง ฝ่าปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา และถูกปืนใหญ่ไทยยิงสกัดจนเกิดการปะทะ ไทยสูญเสียทหาร 8 นาย บาดเจ็บ 40 นาย ขณะที่ฝรั่งเศสเสียทหาร 3 นาย และบาดเจ็บ 3 นาย ก่อนที่เรือรบฝรั่งเศสจะแล่นเข้ามาถึงกงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ

ผลจากสงครามนี้ ไทยต้องลงนามในสนธิสัญญาที่บังคับให้สยามชดใช้ค่าเสียหาย 3 ล้านฟรังก์ (ราว 1.56 ล้านบาทในสมัยนั้น) และยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมกว่า 143,000 ตารางกิโลเมตร พร้อมทั้งถูกฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีไว้นานกว่า 10 ปี จนกว่าจะชำระค่าเสียหายครบถ้วน

กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม นำทัพปราบฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ สงครามสำคัญในรัชกาลที่ ๕ เพื่อปกป้องอาณาเขตสยาม

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2428 พันเอก พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เสด็จเป็นแม่ทัพกองทัพฝ่ายใต้ ยกกำลังไปปราบพวกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ โดยตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองหนองคาย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในศึกสำคัญของรัชกาลที่ 5 เพื่อปกป้องอาณาเขตของสยามจากกลุ่มฮ่อที่ก่อความไม่สงบในภาคเหนือและลาว

“พวกฮ่อ” คือชาวจีนที่หนีการปราบปรามของราชวงศ์ชิง หลังความพ่ายแพ้ของกบฏไท่ผิง จึงหลบหนีเข้ามาในดินแดนสยาม ก่อเหตุปล้นสะดมในเขตหลวงพระบาง พวน และหนองคาย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรเป็นวงกว้าง ทำให้สยามต้องจัดกองทัพขึ้นปราบถึง 3 ครั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2418 – 2430

การปราบฮ่อครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2428 นับว่าสำเร็จได้ด้วยยุทธวิธีและอาวุธที่ทันสมัยแบบตะวันตก ภายใต้การนำของกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม แม้กองทัพจะต้องเผชิญภัยไข้ป่าและการขาดแคลนเสบียง แต่ก็สามารถขับไล่พวกฮ่อออกจากดินแดนสยามได้สำเร็จ ทำให้ชายแดนภาคเหนือกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

ภายหลังสงคราม รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “เหรียญปราบฮ่อ” ขึ้นในปี พ.ศ. 2431 เพื่อพระราชทานเป็นบำเหน็จความดีความชอบแก่ผู้ไปราชการปราบฮ่อ เหรียญนี้ผลิตโดยบริษัทบีกริมแอนด์โก ประเทศเยอรมนี จำนวนเพียง 500 เหรียญ ถือเป็นเหรียญรางวัลทางทหารชุดแรกของไทย

เหรียญปราบฮ่อจึงไม่เพียงเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศของนักรบสยามเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการพัฒนากองทัพไทยสู่มาตรฐานสากล ปัจจุบันเหรียญดังกล่าวกลายเป็นของหายาก มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท และเป็นที่เคารพบูชาในหมู่ผู้สะสมและข้าราชการเก่าในนาม “เหรียญนักเลง” แห่งยุครัชกาลที่ 5

สยามประกาศ “เลิกใช้เงินพดด้วง” ยุติเงินตราโบราณที่ใช้มานาน 600 ปี เปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของ “เงินเหรียญกษาปณ์” อย่างเป็นทางการ

วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2447 นับเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกประกาศเลิกใช้ “เงินพดด้วง” อย่างเป็นทางการทั่วราชอาณาจักร หลังจากใช้กันมายาวนานกว่าหกศตวรรษ

เงินพดด้วงเป็นเงินตราไทยโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ลักษณะทำจากแท่งเงินทุบงอคล้ายตัวด้วง จึงได้ชื่อว่า “พดด้วง” และประทับตราแผ่นดินกับตรารัชกาลลงบนเนื้อเงิน ต่างชาติเรียกว่า “Bullet Money” หรือเงินลูกปืน ถือเป็นเงินตราที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก

ในช่วงรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มขยายการค้ากับต่างประเทศ ความต้องการใช้เงินตราเพิ่มขึ้น แต่การผลิตเงินพดด้วงไม่ทันใช้ อีกทั้งปลอมแปลงได้ง่าย พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิดตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2447 เป็นต้นไป และให้ถือเป็นเงินตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การเลิกใช้เงินพดด้วงในครั้งนั้น นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย เพราะนำไปสู่การจัดตั้งโรงกษาปณ์และผลิตเหรียญกษาปณ์รูปแบบสากลขึ้นใช้แทน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “เงินเหรียญไทย” ที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันกว่า 117 ปีแล้ว

ที่มา : ครอบครัวพอเพียง
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top