Thursday, 4 June 2026
รองนายกรัฐมนตรี

‘พีระพันธุ์’ บินถกซื้อไฟฟ้าตรงจาก สปป. ลาว หลังพบบางเขื่อนผลิตไฟกำลังทยอยหมดสัมปทาน

(14 พ.ค. 68) แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกำลังเดินไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ตามคำเชิญของนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีลาวในวันที่ 14-15 พ.ค. 68

ทั้งนี้ ทางสปป.ลาว ได้มอบหมายให้สะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี และดร.คำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีพลังงาน และเหมืองแร่เป็นผู้เจรจาหารือ

การเดินทางไปดังกล่าวเป็นไปตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ครั้งนี้ จุดประสงค์หลักเพื่อการเจรจาซื้อไฟฟ้าเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากมีบางเขื่อนผลิตไฟฟ้าที่จะทยอยหมดสัมปทาน หลังจากที่ก่อนหน้านี้จะมีผู้ที่เข้าไปขอสัมปทานเพื่อนำมาขายให้ไทยอีกทอดหนึ่ง

“เมื่อสามารถซื้อไฟจาก สปป. ลาวได้โดยตรงก็จะทำต้นทุนลดลง ซึ่งก็จะมีผลทำให้ช่วยลดค่าไฟฟ้าในประเทศได้ เนื่องจากการรับซื้อไฟแต่เดิมจาก สปป.ลาว จะต้องผ่านโบรกเกอร์ หรือคนกลางก่อนที่จะมาถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงทำให้ราคารับซื้อสูง”

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวต่ออีกว่า นายพีระพันธุ์พอจะรับทราบปัญหาดังกล่าวในการรับซื้อไฟที่ผ่านคนกลาง ซึ่งมีผลทำให้ราคารับซื้อสูง จึงพยายามหาทางเจรจาให้ค่าไฟให้ถูกลง

อย่างไรก็ดี หากถามว่าจะสามารถซื้อไฟฟ้าจาก สปป. ลาวได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยไทยมีความพร้อม และไม่มีปัญหาเรื่องการซื้อไฟจำนวนมากหากสามารถทำได้ โดยมองว่าอะไรที่ถูก ไทยจะไม่ผลิตเอง

‘พีระพันธุ์’ เยือนลาวหารือลงทุนไฟฟ้าระหว่างรัฐ ปัดหนีหมายเรียก ป.ป.ช. - พบหมายเรียกส่งโดยมิชอบ

‘พีระพันธุ์’ เยือนลาวเจรจาแนวทางลงทุนพลังงานไฟฟ้าระหว่างภาครัฐ ตัดทอนตัวกลางภาคเอกชน ช่วยลดต้นทุนพลังงานสะอาด จับโป๊ะ ป.ป.ช. ส่งหมายเรียกผิด

(15 พ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามคำเชิญของนายโพไซ ไซยะสอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2568 เพื่อหารือเรื่องพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของไทยและ สปป.ลาว ทั้งนี้เพื่อให้ได้ราคาพลังงานที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ของสองประเทศ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง และจะมีการพบปะกับ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ด้วย

ในการนี้ นายพีระพันธุ์ได้พบหารือกับ นายโพไซ ไซยะสอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ และคณะ เพื่อติดตามความคืบหน้าของข้อตกลงที่ทำไว้ระหว่างไทยและ สปป.ลาว รวมทั้งร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางในการลงทุนของบริษัท EGATi  หรือ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นบริษัทในกลุ่มการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะเน้นลงทุนใน สปป.ลาว จากเดิมที่ลงทุนหลากหลายประเทศและหลายธุรกิจ เนื่องจากประเทศไทยรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว อยู่แล้ว ซึ่งหากมีการลงทุนร่วมกันระหว่าง กฟผ. และ สปป.ลาวโดยตรง แทนที่จะซื้อจากเอกชนก็จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย และทำให้ประเทศไทยได้ไฟฟ้าสะอาดและราคาต้นทุนที่ถูกลงเพราะเป็นการลงทุนของรัฐวิสาหกิจของไทยเองและเหมือนซื้อไฟฟ้าจากตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การเยือน สปป.ลาว ของนายพีระพันธุ์ในครั้งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเรียกไปรับข้อกล่าวหาของคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ตามที่สื่อหลายสำนักได้นำเสนอแต่อย่างใด  โดยจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า หมายเรียกของ ป.ป.ช. แท้ที่จริงแล้วไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการส่งหมายโดยไม่ชอบ  และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เองก็ยอมรับว่ามีความผิดพลาดในการส่งหมายเรียกไปยังนายพีระพันธุ์ จึงต้องถือว่ายังไม่มีหมายเรียก

‘พีระพันธุ์’ เผยผลสำเร็จการเจรจาภาคธุรกิจจีน เดินหน้าลดต้นทุนติดตั้งระบบโซลาร์ช่วยคนไทย

‘พีระพันธุ์’ ประสบความสำเร็จเจรจาภาคธุรกิจจีน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ระบบโซลาร์ราคาถูก ลดต้นทุนการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้ภาคประชาชนและธุรกิจไทย   

(2 มิ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า  การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเจรจาความร่วมมือกับภาคธุรกิจด้านระบบพลังงานแสงอาทิตย์ของจีน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือระบบโซลาร์ที่ได้มาตรฐานในราคาที่ถูกลง  ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกในการลดภาระค่าไฟของประชาชน และช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมลงด้วย

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า  ในการเยือนจีนครั้งนี้ ตนได้พบปะเจรจากับเจ้าของและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำที่อยู่ในภาคการผลิตอุปกรณ์และระบบพลังงานแสงอาทิตย์ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม  นับตั้งแต่การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ประเภทต่าง ๆ ระบบอินเวอร์เตอร์ทุกขนาด  เครื่องกักเก็บพลังงานและแบตเตอรี่หลากหลายรูปแบบ ไปจนถึงระบบควบคุมและจัดการพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยได้มีการหารือกันเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ระบบโซลาร์ที่มีคุณภาพในราคาถูกลง

นายพีระพันธุ์กล่าวอีกว่า  จากการเยี่ยมชมและเจรจาหารือกับบริษัทชั้นนำ 6 แห่ง ในนครเซี่ยงไฮ้ และมณฑลเจียงซู ซึ่งล้วนเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ด้านระบบโซลาร์ในระดับโลก ประกอบด้วย  บริษัท GoodWe Technologies บริษัท Canadian Solar Inc. (CSI) บริษัท Trina Solar บริษัท Changzhou Almaden บริษัท JinkoSolar และบริษัท Sungrow ทุกบริษัทต่างพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในแนวทางที่ตนนำเสนอซึ่งจะมีการประสานงานกันต่อไปเพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

“เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทุกบริษัทที่ได้ร่วมหารือกันในครั้งนี้ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในแนวทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจของไทย ซึ่งต้องขอขอบคุณทางหอการค้าจีนที่ช่วยประสานการเจรจา โดยเฉพาะท่าน Shi Yonghong รองประธานหอการค้าจีน ที่เดินทางมาจากปักกิ่งเพื่อร่วมคณะเจรจาในครั้งนี้ พร้อมผู้ช่วยที่ดูแลด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโซล่าร์ รวมถึงสถานกงสุลไทยประจำนครเซี่ยงไฮ้ที่ช่วยประสานงานด้านต่าง ๆ” นายพีระพันธุ์กล่าว

การขยายความร่วมมือกับภาคธุรกิจจีนในครั้งนี้ยังเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการออกกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะปลดล็อกกฎระเบียบเกี่ยวกับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และส่งเสริมให้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น  เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจ  โดยนายพีระพันธุ์ได้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในนามของกระทรวงพลังงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  และเตรียมจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเร็วๆนี้และจะรีบเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นทางเลือกด้านพลังงานที่ยั่งยืนให้กับประชาชน

“ผมให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านพลังงานทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้าซึ่งกระทบกับค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ การส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนไฟฟ้าหลักก็เป็นอีกแนวทางในการลดภาระค่าไฟที่ต้องเร่งทำ  และเร่งหาช่องทางในการเข้าถึงเทคโนโลยีและอุปกรณ์ระบบโซลาร์ราคาถูก มีคุณภาพได้มาตรฐาน  ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และต้องทำอย่างจริงจัง” นายพีระพันธุ์กล่าว

‘พีระพันธุ์’ หวั่นสถานการณ์สู้รบอิสราเอล-อิหร่านยืดเยื้อ เร่งวางแผนบริหารจัดการราคาน้ำมัน - สำรองเชื้อเพลิง

‘พีระพันธุ์’ เตรียมความพร้อม ก.พลังงาน วางแผนบริหารจัดการราคาน้ำมันและปริมาณสำรองเชื้อเพลิง รับมือสถานการณ์สู้รบอิสราเอล-อิหร่าน ลดผลกระทบราคาพลังงานในประเทศให้มากที่สุด

(17 มิ.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและประเมินผลกระทบด้านพลังงานจากสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน  และเตรียมพร้อมรับมือหากสถานการณ์มีความยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและการขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ โดยทางกระทรวงพลังงานได้เตรียมวางแผนบริหารจัดการด้านราคาน้ำมันและด้านปริมาณสำรองพลังงานในแนวทางต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบด้านราคาให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบดูไบซื้อขายที่ 72.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นเดือนมิถุนายนซึ่งอยู่ที่ระดับ 65  ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จึงมีการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล และใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพและพยุงราคาน้ำมันในประเทศ

สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศของไทยนั้น ปัจจุบันมีน้ำมันดิบคงเหลือประมาณ 3,337 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 25 วัน มีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง 2,457 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 19 วัน และมีน้ำมันสำเร็จรูป 1,874 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 16 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือที่สามารถใช้ได้ 60 วัน ซึ่งหากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศ เพื่อลดภาระของประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้มากที่สุด

‘พีระพันธุ์’ เรียกถกด่วนหลังอิหร่านเตรียมปิด ‘ฮอร์มุซ’ เล็งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่น – ใช้กลไกกองทุนฯลดผลกระทบ

‘พีระพันธุ์’ เรียกประชุมด่วน หลังอิหร่านเตรียมปิดช่องแคบฮอร์มุซ เตรียมมาตรการรองรับทุกสถานการณ์ ทั้งด้านราคาและปริมาณน้ำมันสำรอง พร้อมดูแลประชาชนลดผลกระทบราคาพลังงาน

(23 มิถุนายน 2568)  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เชิญผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน จากสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนรัฐสภาอิหร่านมีมติให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางในการขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศที่สำคัญของโลก หรือประมาณ 20% ของปริมาณความต้องการน้ำมันของโลกต่อวัน  ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง  และอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 90%  โดยประมาณ 59%  เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ได้แก่ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต ซาอุดิอาระเบีย และโอมาน ซึ่งต้องขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ  

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้เตรียมวางแผนในแนวทางต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศ หากสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านมีความรุนแรงมากขึ้น และหากระยะเวลาในการปิดช่องแคบฮอร์มุซมีความยืดเยื้ออย่างที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้  โดยได้พิจารณาหามาตรการจัดเตรียมปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือด้านราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง  

“หลังสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านมีความรุนแรงมากขึ้น ผมได้เชิญประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วนเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และเตรียมแผนในการจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นทดแทนการนำเข้าน้ำมันที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยต้องคำนึงถึงต้นทุนราคาพลังงานเป็นสำคัญ รวมทั้งได้เตรียมแนวทางต่างๆ เพื่อบริหารจัดการด้านราคาและปริมาณสำรองภายในประเทศ  กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอให้มั่นใจว่ากระทรวงพลังงานจะดำเนินทุกมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและปริมาณสำรองน้ำมัน และขอให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัดเพื่อลดการนำเข้า ซึ่งจะช่วยให้ประเทศลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อีกทางหนึ่งด้วย” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ในการเตรียมพร้อมรับมือด้านราคาน้ำมันนั้น ส่วนหนึ่งจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมารักษาเสถียรภาพด้านราคา รวมทั้งอาจจะขอความร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงพุ่งสูงขึ้น ส่วนในด้านปริมาณสำรองจะดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นในภูมิภาคทดแทนและอาจเพิ่มปริมาณสำรองมากขึ้น

ณ ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ประมาณ 72 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่วนในด้านปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศ ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2568 มีน้ำมันดิบคงเหลือประมาณ 3,349 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 25 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 2,846 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 21 วัน และน้ำมันสำเร็จรูป 1,958 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 17 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือที่สามารถใช้ได้ 63 วัน ซึ่งหากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จะมีการบริหารจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นภายในประเทศ

ในส่วนของสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดูแลด้านราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2568 สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบประมาณ 35,408 ล้านบาท โดยเป็นบัญชีก๊าซหุงต้มติดลบ 44,403 ล้านบาท และในส่วนของบัญชีน้ำมันสถานะเป็นบวก 8,995 ล้านบาท ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้มีการปรับลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซลไปแล้วรวม 4 ครั้ง เพื่อลดผลกระทบต่อราคาขายปลีกภายในประเทศ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันให้กับประชาชน

‘พิชัย’ เสนอลดเกินดุลการค้าสหรัฐฯ 70% ใน 5 ปี หวังเลี่ยงภาษีนำเข้าสูง 36% ก่อนถึงเส้นตาย 9 ก.ค.

(7 ก.ค. 68)นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กในวันอาทิตย์ (6 ก.ค.) เกี่ยวกับข้อเสนอล่าสุดของไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูง โดยระบุว่า ไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ และลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลง 70% จากปัจจุบันที่ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 5 ปี โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้การค้าระหว่างสองประเทศถึงจุดสมดุลในระยะเวลา 7-8 ปี

นายพิชัยเปิดเผยด้วยว่า ภาษีศุลกากรที่ระดับ 10% ถือเป็นอัตราที่ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็เสริมด้วยว่า ภาษีระหว่าง 10% - 20% ก็ยังเป็นอัตราที่ยอมรับได้

รายงานระบุว่า นายพิชัยคาดว่าจะยื่นข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งหากข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับ ไทยจะสามารถยกเว้นภาษีนำเข้าหรือมาตรการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ได้ทันที ในขณะที่ข้อจำกัดสำหรับสินค้าอื่น ๆ จะทยอยยกเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ นายพิชัยยังกล่าวด้วยว่า สินค้าสหรัฐฯ หลายรายการที่จะเข้าถึงตลาดไทยได้มากขึ้นนั้น เป็นสินค้าที่ขาดแคลนในประเทศ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตของไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 36% หากทั้งสองประเทศไม่สามารถเจรจาเพื่อลดหย่อนภาษีได้ก่อนวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนดการผ่อนผันเรียกเก็บภาษีเป็นเวลา 90 วันของทรัมป์

สำหรับข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้มีขึ้นหลังจากนายพิชัยได้พบปะเจรจากับเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และไมเคิล ฟอลเคนเดอร์ รมช.คลังของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (3 ก.ค.) ซึ่งเป็นการเจรจาภาษีระดับรัฐมนตรีครั้งแรก

‘สุชาติ’ ปัดฝุ่นแนวคิดตั้ง ‘ธนาคารพุทธศาสนา’ ดูแลทรัพย์สินวงการสงฆ์ แยกเงินพระ - วัดให้ชัด

(7 ก.ค. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในส่วนของการแบ่งงานตนจะได้หารือกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวทำได้ทุกเรื่อง เพราะอยู่การเมืองมาเกือบ 40 ปี เป็นรัฐมนตรีหลายครั้ง และเคยเป็นรองประธานสภาฯ

เมื่อถามว่า ถ้าต้องดูสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะมีความหนักใจหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่าขณะนี้เกิดวิกฤตวงการสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้พุทธศาสนิกชนมีความไม่สบายใจ มีความเศร้าหมอง เกี่ยวกับความศรัทธา เพราะฉะนั้น คงต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยดูว่าปัญหามาจากตรงไหน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องทรัพย์สินของวัด การประพฤติของเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่ ที่ได้รับการบริจาคจำนวนมากจึงต้องไปจัดการที่ต้นตอ

นายสุชาติ กล่าวว่า นโยบายของตนคือจะดำเนินการจัดการทรัพย์สินของวัดให้เป็นระบบ เช่น ควรจำแนกว่าทรัพย์สินของวัดนี้มีจำนวนเท่าไหร่ เป็นของวัดเท่าไหร่ เป็นของพระเท่าไหร่ ซึ่งควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน และดำเนินการให้ถูกต้อง และมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยไม่ปล่อยปละละเลย อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาจนเกิดวิกฤตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าเป็นขบวนการด้วยหรือไม่ เพราะมีเรื่องเกิดขึ้นต่อเนื่อง วิกฤตศรัทธาตรงนี้ต้องรีบแก้ไข บ้านเราประชาชนนับถือศาสนาพุทธเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดวิกฤตแบบนี้ก็เกิดความไม่สบายใจ

นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า จะต้องหารือกับมหาเถรสมาคม และอาจมีการตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาขึ้นมาเพื่อดูแลทรัพย์สินของศาสนาโดยเฉพาะ ซึ่งเรื่องนี้ต้องออกกฎหมาย และต้องดูระเบียบทุกอย่างให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมามีระเบียบกฎหมายแต่ทำไมยังมีการฝ่าฝืน ซึ่งตนจะเร่งดำเนินการ และรายงานให้สังคมทราบเป็นระยะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเวลา 09.09 น. นายสุชาติ ได้สักการะพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล หลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

‘พีระพันธุ์’ ฉายภาพรวมพลังงานไทยแก่เด็ก-เยาวชน เดินหน้านโยบายพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

(14 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้บรรยายในหัวข้อ ‘นโยบายภาครัฐ อนาคตพลังงานทดแทน’ แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ MY NES GreenNext Talk Episode 04: พลังงานทดแทนเพื่ออนาคตเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2568

โดยโครงการดังกล่าวเป็นการจัดร่วมกันระหว่างเครือข่ายเยาวชนฮักสิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน องค์กรภาคกลุ่มเด็กและเยาวชน สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เครือข่ายเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับประเทศไทย มีสิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขหลายประการ โดยเฉพาะการทำให้สิทธิในการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ใช่ต้องไปขออนุญาตภาครัฐไปหมดทุกอย่าง หรือที่เรียกว่าระบบกำกับดูแล ซึ่งจะตัดวงจรของการทุจริต ตัดวงจรของการรอเวลาในการอนุญาต ซึ่งเหมาะสมกับอะไรที่ไม่กระทบกับผลประโยชน์ส่วนรวม และควรจะปรับปรุงหลาย ๆ อย่างด้วย

ในเรื่องของพลังงานก็เช่นเดียวกัน การจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประเทศได้ คือการทำให้คนเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แต่วันนี้ไม่มีกฎหมายเรื่องนี้โดยตรงทำให้ทุกหน่วยงานอ้างว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนเอง

ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็บอกว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นการทำโรงงานอุตสาหกรรมเพราะเป็นการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นบ้านเรือนที่จะติดตั้งต้องขออนุญาตเป็นโรงงานและขอใบอนุญาตก่อน และหน่วยงานอื่น ๆ ก็อ้างเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะต้องการตรวจสอบโครงสร้างก่อนติดตั้งจากภาครัฐ ทั้ง ๆ ที่เจ้าของบ้านสามารถหาวิศวกรมาเพื่อรับรองโครงสร้างได้เอง ทำให้การขออนุญาตการติดตั้งโซลาร์เซลล์หนึ่งครั้งต้องรอเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี 

วันนี้เราจึงต้องมีกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยตรงและไม่ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงาน กฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเปลี่ยนรูปแบบจากระบบควบคุมเป็นระบบการกำกับดูแลเพื่อทำให้ง่ายและไม่ต้องมีการขออนุญาตอีกต่อไป ซึ่งในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว สำหรับในส่วนที่จะเสนอในนามคณะรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้กฎหมายของกระทรวงพลังงานกำลังรอการบรรจุวาระการประชุมของคณะรัฐมนตรี 

นอกจากระบบกฎหมายแล้ว เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในภาษีเงินได้ และยังจะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์จากทั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) หรือกองทุนส่งเสริมทุนส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานให้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่จะเป็นการส่งเสริมให้คนสามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองด้วย 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า สำหรับพลังงานทดแทนคือพลังงานที่จะนำมาใช้แทนพลังงานที่ใช้ในปัจจุบันที่เป็นพลังงานฟอสซิล ถ้าต้องการให้ได้สิ่งแวดล้อมที่ดี จะต้องเลิกใช้พลังงานฟอสซิลทั้งหมด ซึ่งเป็นที่มาว่าจะต้องหาวัตถุดิบประเภทอื่นมาใช้ผลิตพลังงาน เช่น แดด ลม น้ำ ขยะ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบจากฟอสซิล คือ น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซ

สำหรับการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุด สำหรับไฟฟ้าแรกเริ่มเดิมทีผลิตจากถ่านหินเป็นหลัก และในปัจจุบันก็มีการใช้ในหลายประเทศเพราะเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถหาได้ในประเทศ และมีราคาถูก ในอดีตในประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นหลัก ทำให้ค่าไฟถูก แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้มีการปรับเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นก๊าซซึ่งถึงแม้แม้จะเป็นพลังงานฟอสซิลแต่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าถ่านหิน แต่การใช้ก๊าซธรรมชาติแทนถ่านหินนั้นก็ต้องแลกด้วยค่าไฟที่แพงมากขึ้น เนื่องจากก๊าซธรรมชาติไม่ได้หาง่ายเหมือนถ่านหิน ต้นทุนการผลิตแพงกว่าถ่านหิน 

นี่คือหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟมีราคาแพงขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งคือและการให้เอกชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้ามากเพราะมีการบวกกำไรของภาคเอกชนเข้าไปอีกด้วย 

ต่อมานายพีระพันธุ์ ได้กล่าวถึงแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า หรือ PDP ซึ่งแผนนี้จะเป็นกรอบในการกำหนดว่าจะมีการผลิตไฟฟ้าแบบไหนอย่างไร คือมีที่มาจากแหล่งไหนในสัดส่วนเท่าใด ที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอย่างเดียว ซึ่งตนเห็นว่าต้องปรับไปใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น

นายพีระพันธุ์เห็นว่าแผนพลังไฟฟ้าจะต้องตั้งเป้าหมายคือ เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนควบคู่กับความมั่นคงทางพลังงานต้องสำรวจพลังงานทดแทนในประเทศว่าสามารถใช้พลังงานทดแทนใดในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้บ้างและเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานน้ำ หรือลม และแสงอาทิตย์ที่ประเทศไทยมีมากที่สุด และอีกหนึ่งพลังงานทดแทนที่น่าสนใจ คือ พลังงานชีวมวล เป็นการเผา ขยะมูลฝอย รวมถึงพวกเศษไม้หรือวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตร หรือก๊าซที่ผลิตจากมูลสัตว์ ที่กล่าวมาทั้งหมดคือ PDP ควรที่จะสำรวจพลังงานทดแทนทั้งหมดของไทยว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณเท่าใด เพื่อจะสามารถลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซลง เมื่อประสบความสำเร็จคือจะทำให้พลังงานไฟฟ้ามีสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างพลังงานทดแทนกับก๊าซและจะทำให้สัดส่วนสีเขียวมากยิ่งขึ้น 

“ดีใจที่มีน้อง ๆ คนรุ่นใหม่ที่สนใจบ้านเมือง ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน แต่ขอให้ใช้เหตุและผลในการทำงาน เพราะประเทศจะเดินไปได้ไม่ใช่ด้วยอารมณ์แต่ด้วยเหตุและผล โดยเฉพาะการทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริงไม่ใช่ทำงานไปและคิดถึงผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับด้วย นอกจากนี้จะต้องรับฟังความเห็นข้อมูลอย่างรอบด้าน หมั่นหาความรู้ และที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมความเป็นไทย” นายพีระพันธุ์กล่าวในตอนท้าย

สั่งก.พลังงาน เตรียมรับมือเหตุตึงเครียดไทย-กัมพูชา ย้ำ ‘น้ำมัน-ไฟฟ้า’ ต้องไม่ขาดแคลนรองรับภารกิจฉุกเฉิน

‘พีระพันธุ์’ สั่งการ ก.พลังงาน ตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน” รับมือเหตุตึงเครียดไทย-กัมพูชา ย้ำ ‘น้ำมัน-ไฟฟ้า’ ต้องไม่ขาดแคลน เร่งบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนให้มากที่สุด

(24 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เรียกประชุมด่วนผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงพลังงาน ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา  และหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนด้านพลังงานให้แก่ประชาชนในพื้นที่   โดยได้มีคำสั่งจัดตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน”  เพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงานและในการกํากับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ด้านพลังงาน อันอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของราชอาณาจักรกัมพูชาซึ่งส่งผลหรืออาจส่งผลต่อประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้จนกว่าสถานการณ์จะยุติลง 

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า  กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และการดูแลความมั่นคงเพียงพอด้านพลังงานทั้งในส่วนของน้ำมันและไฟฟ้า โดยได้สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันที่อยู่ใกล้จุดปะทะบริเวณชายแดนงดให้บริการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันในเขตอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงเปิดบริการตามปกติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความจำเป็นในการเดินทางและภารกิจฉุกเฉินของภาครัฐ  อาทิ รถพยาบาล รถดับเพลิง รถตำรวจ ทหาร รวมถึงภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งต้องสามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ในส่วนของระบบไฟฟ้า ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นหลักในการประสานให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดทีมซ่อมบำรุงประจำพื้นที่ เตรียมความพร้อมกรณีเกิดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้า หรือสายส่งที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ เพื่อให้สามารถฟื้นฟูระบบได้อย่างรวดเร็ว และลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนให้น้อยที่สุด

ภายใต้ “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน” ยังให้มีชุดปฏิบัติการจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงานและหน่วยงานในกํากับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ ระงับเหตุ และแก้ไขสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านพลังงานแก่ประชาชน รวมทั้ง ยังช่วยสนับสนุนด้านกําลังพล วัสดุ ครุภัณฑ์ ยานพาหนะ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ด้วย

"กระทรวงพลังงานกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีแนวทางรองรับตลอดเวลา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ปะทะและบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบด้านพลังงานน้อยที่สุดจากสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้" นายพีระพันธุ์กล่าว

ตำรวจ ปส. ถล่มเครือข่ายยานรก ยึดยาบ้ากว่า 46.88 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,408 กก. และคีตามีน 150 กก.รวบทั้งพระ นักบิน แก๊งส่งด่วน!

​เมื่อวันที่ (30 ก.ค.68) ณ บช.ปส. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ภายใต้ชื่อ “NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด” อย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเป็นหนึ่งในแผนสำคัญที่รัฐบาลได้ประกาศให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง และภาคประชาชน ร่วมบูรณาการปฏิบัติการอย่างเข้มข้น เพื่อยุติปัญหายาเสพติดในทุกระดับ
​ผลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติในรอบเกือบ 10 เดือนที่ผ่านมา (1 ต.ค. 67 – 30 ก.ค. 68) เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ โดยมีการดำเนินคดี 210,780 คดี จับผู้ต้องหา 211,529 คน รวมทั้งจับตามหมายจับ 5,411 ราย พร้อมดำเนินคดีในข้อหาสมคบ สนับสนุน 3,122 คดี และข้อหาฟอกเงินอีก 235 คดี ของกลางที่ตรวจยึดได้มีปริมาณมหาศาล ได้แก่ ยาบ้า จำนวน 851.66 ล้านเม็ด, ไอซ์ 41,137 กิโลกรัม, เฮโรอีน 1,209 กิโลกรัม, คีตามีน 5,512 กิโลกรัม, ยาอี 286,726 เม็ด ขณะเดียวกัน ยังสามารถ ยึดอายัดทรัพย์จากขบวนการค้ายาเสพติดได้ถึง 12,417 ล้านบาท
​นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเปิด “ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติด” อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ตั้งแต่ มิ.ย.67 ถึง ก.ค.68 จำนวนรวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าวสามารถปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายได้ 9,252 เครือข่าย,  ตรวจค้นเป้าหมาย 33,242 จุด, ศาลอนุมัติหมายจับ 2,316 หมาย, ดำเนินคดี 61,420 คดี,  จับกุมผู้ต้องหา 62,616 คน, จับตามหมายจับได้ 3,346 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางเพิ่มเติมอีกจำนวนมหาศาล ประกอบด้วย อาวุธปืน 2,849 กระบอก, ยาบ้า 329,773,549 เม็ด, เฮโรอีน 1,432.53 กิโลกรัม, คีตามีน 1,926.77 กิโลกรัม, ไอซ์ 27,974.43 กิโลกรัม, ยาอี 108,259 เม็ด, มูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ 4,580 ล้านบาท
​ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากนโยบายระดับสูงที่ขับเคลื่อนแบบบูรณาการ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่กำชับทุกหน่วยเร่งด่วนทำลายเครือข่ายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของ บช.ปส.

นำโดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. พร้อม รอง ผบช. และ ผบก.ในสังกัด ที่ลงพื้นที่จริง ลุยสืบสวน สกัดจับ ขยายผล จนถึงยึดทรัพย์ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 1–30 ก.ค. 68 บช.ปส. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร, นบ.ยส.35,ป.ป.ส., ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, กรมการปกครอง และหน่วยข่าวกรองทางทหาร จับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญได้ถึง 19 คดี ผู้ต้องหา 45 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า 46.88 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,408 กิโลกรัม และ คีตามีน 150 กิโลกรัม ดังนี้ ​บก.ปส.1 : บุกจับ “พระอาจารย์บี” ยึดยาบ้า 881,600 เม็ด ไอซ์ 12 กิโลกรัม ​เมื่อวันที่ 9 ก.ค.68 เวลา 05.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปส.1 สนธิกำลังเปิดปฏิบัติการลับกลางกรุง บุกจับ “พระอาจารย์บี” หรือ นายบรรณวัฒน์ พระลูกวัดชื่อดังย่านพระประแดง จว.สมุทรปราการ หลังพบพฤติกรรมใช้ผ้าเหลืองบังหน้า คุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ส่งยาทั่วกรุงเทพฯ สืบเนื่องจากการจับกุม นายชัยวัฒน์ พร้อมยาบ้าเกือบ 16,000 เม็ด และไอซ์ 732 กรัม เมื่อวันที่ 8 ก.ค.68 ที่ผ่านมา ซัดทอดว่าเป็นเครือข่ายของพระอาจารย์บี เจ้าหน้าที่จึงให้สายลับนัดส่งยาล็อตใหญ่ 40,000 เม็ด ที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ตรงข้าม รพ.ศิครินทร์ เขตบางนา  เมื่อถึงจุดนัด พบ นายชูศักดิ์ ยืนอยู่ใกล้รถต้องสงสัย ฮอนด้า แจ๊ส สีขาว ทะเบียน 2 กด 4XX กทม. ตรวจค้นพบยาบ้า 780,000 เม็ด และไอซ์ 12 กก. ซุกซ่อนในรถ ผู้ต้องหารับว่าเป็นเพียงคนส่ง เจ้าของยาคือ "พระอาจารย์บี" จำวัดอยู่ที่โยธินประดิษฐ์ จว.สมุทรปราการ และสามารถจับกุมพระอาจารย์บี ได้ขณะซ้อนท้ายจักรยานยนต์ออกจากวัด  ตรวจค้นกุฏิพบเครื่องชั่งดิจิตอล 2 เครื่อง และไปตรวจค้นห้องพักของนายชูศักดิ์ในซอยบางนา–ตราด 46 เมื่อตรวจสอบต่อ พบยาบ้าอีก 101,600 เม็ด รวมของกลางยาบ้า 881,600 เม็ด, ไอซ์ 12 กก., รถยนต์ 1 คัน, โทรศัพท์ 3 เครื่อง, เงินสดกว่า 2.7 ล้านบาท, รถ จยย. 2 คัน และของกลางอื่นรวม 11 รายการ ตำรวจแจ้งข้อหาหนัก และอยู่ระหว่างขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ พร้อมตรวจสอบทรัพย์สินที่ได้จากการค้ายาเสพติด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top