Friday, 5 June 2026
ยศชนัน_วงศ์สวัสดิ์

ส่องโปรไฟล์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ‘ยศชนัน - สุริยะ – จุลพันธ์’ เตรียมนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง

ส่องโปรไฟล์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ‘ยศชนัน - สุริยะ – จุลพันธ์’ เตรียมนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง

‘ยศชนัน’ กับบทบาทแคนดิเดตนายกฯ พท. ต้องสร้างจุดขาย ‘นายกฯแบบวิศวกร’ บน 3 เงื่อนไขที่ต้องเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าต่างจริง กล้าเปิดผลทดลอง – ปฏิรูปรัฐดิจิทัล- หนุนสร้างนวัตกรรม

หลังพรรคเพื่อไทยเปิดตัว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ศึกเลือกตั้ง 2569 ภาพจำของสื่อจำนวนมากมักพาเราไปจบที่เฟรมเดิม ๆ เรื่องเครือญาติ-ตระกูลการเมือง ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ในโลกจริงของการเมืองไทย

แต่ถ้าจะ “เชียร์แบบไม่อวย” และเขียนในมุมที่ยังไม่ค่อยมีคนเขียนให้สุด คำถามที่ควรถามคือ: ประเทศไทยต้องการผู้นำที่พูดเก่ง…หรือผู้นำที่ทำงานเป็นระบบแบบวิศวกร จนรัฐขยับได้จริง?

ยศชนัน มีฐานเป็นนักวิศวกรรมชีวการแพทย์ และทำงานด้าน Brain-Computer Interface (BCI) รวมถึงบทบาทบริหารงานวิจัย/นวัตกรรมในแวดวงมหาวิทยาลัย นี่สำคัญไม่ใช่เพราะ “ดูเท่” แต่เพราะมันคือวิธีคิดคนละชุดกับการเมืองที่มักตัดสินจากสโลแกนและแรงเชียร์

สิ่งที่ “นายกฯแบบวิศวกร” อาจทำให้ไทยต่างจากเดิม (ถ้าทำจริง)
หัวใจไม่ใช่แค่ “นโยบายใหม่” แต่คือกระบวนการทำงานแบบ Test → Learn → Scale: ทดลองกับกลุ่มย่อย วัดผล เปิดเผยผล และค่อยขยายผล แทนการประกาศทีเดียวทั้งประเทศแล้วหวังให้คนเชื่อ
แนวคิดนี้มีเคสต่างประเทศที่พิสูจน์แล้วว่า “รัฐที่ยอมทดลองและวัดผล” เดินได้เร็วกว่า “รัฐที่เดาแล้วประกาศ”

เคสต่างประเทศ: บทเรียนที่ไทยควรหยิบมาใช้
1) สหราชอาณาจักร: ใช้ RCT กับนโยบายมากขึ้น—เลิกเถียงด้วยความเชื่อ
อังกฤษมีแนวทางเชิงนโยบายที่ผลักให้รัฐใช้ Randomised Controlled Trials (RCTs) กับมาตรการสาธารณะมากขึ้น แนวคิดเดียวกับงานแพทย์: ทดลองอย่างเป็นระบบ วัดผล และปรับใช้บนหลักฐาน
บทเรียนถึงไทย: ถ้ายศชนันจะขาย “ความเป็นนักวิจัย” ให้มีความหมาย ต้องตั้งระบบให้รัฐยอมทดลอง และยอมรับความล้มเหลวแบบมีข้อมูล ไม่ใช่ทดลองแล้วปิดผลเพราะกลัวเสียหน้า

2) เอสโตเนีย: รัฐดิจิทัลไม่ได้ชนะเพราะมีแอปเยอะ แต่ชนะเพราะ “เชื่อมข้อมูลได้จริง”
เอสโตเนียถูกยกเป็นตัวอย่างรัฐดิจิทัลเพราะมีแกนกลางการแลกเปลี่ยนข้อมูล (interoperability) ที่ทำให้หน่วยงานรัฐเชื่อมข้อมูลกันได้อย่างปลอดภัย ลดเอกสาร ลดการขอสำเนาซ้ำซาก และทำให้บริการรัฐ “เร็วแบบเป็นระบบ”
บทเรียนถึงไทย: ถ้าจะเชียร์นายกฯสายเทค ต้องเชียร์ให้ทำ “รัฐเชื่อมกันได้” มากกว่า “รัฐมีแพลตฟอร์ม/แอปเพิ่ม” และต้องคุยเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยข้อมูลแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่ซุกไว้ใต้พรม

3) อิตาลี/กรีซ: เทคโนแครตช่วยคุมไฟระยะสั้นได้ แต่เสี่ยงโดนตีกลับเรื่องความชอบธรรม
ยุโรปมีตัวอย่างรัฐบาลเทคโนแครตในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ-การคลังที่ช่วย “พยุงสถานการณ์” ได้ช่วงหนึ่ง แต่ก็เสี่ยงถูกต่อต้าน หากสังคมรู้สึกว่าเป็น “รัฐบาลผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ยึดโยงประชาชน” หรือสื่อสารไม่เป็น
บทเรียนถึงไทย: ต่อให้คิดเป็นระบบแค่ไหน ถ้าทำการเมืองไม่เป็น สื่อสารไม่เป็น หรือทำให้คนรู้สึกว่า “รัฐฉลาดแต่ไม่เห็นหัวประชาชน” ก็ไปไม่รอด

เชียร์แบบไม่อวย: 3 เงื่อนไขที่ต้องเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าต่างจริง
ถ้าจะเชียร์ยศชนันในมุม “นายกฯแบบวิศวกร” ควรเชียร์พร้อมเงื่อนไขชัด ๆ ว่าอย่างน้อยต้องทำให้เห็น 3 เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น
• ตั้งหน่วย “ทดลองนโยบาย” แบบเปิดผลลัพธ์: ทำ pilot ในพื้นที่/กลุ่มเป้าหมายจริง เปิด KPI และผลจริงให้ประชาชนตรวจได้ ก่อนขยายทั้งประเทศ
• ปฏิรูปรัฐดิจิทัลด้วยการเชื่อมข้อมูล (interoperability) ไม่ใช่แค่ทำแพลตฟอร์มใหม่: ลดงานเอกสาร ลดการขอข้อมูลซ้ำ และมีกติกาคุ้มครองข้อมูลที่คนเชื่อได้
• ทำ “จัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้างนวัตกรรม”: ให้รัฐเป็นลูกค้ารายแรกในบางหมวดของไทยที่ผ่านการทดสอบแล้ว โดยเฉพาะสุขภาพ/ผู้สูงวัย/อุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อให้ ‘งานวิจัย’ กลายเป็น ‘อุตสาหกรรม’ ไม่ใช่แค่รางวัล

ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาด “ระบบที่ทำให้ความเก่งชนะ”
ยศชนันอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และไม่ควรถูกเชียร์แบบหลับหูหลับตา แต่เขาเป็น “สัญญาณ” ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามใหม่ได้ว่า เราจะเลิกเลือกผู้นำจากความคมบนเวที แล้วหันมาเลือกจากความสามารถในการทำให้รัฐเดินด้วยข้อมูล วัดผล และแก้ซ้ำอย่างมีวินัยได้หรือยัง

ถ้าเขากล้าประกาศเงื่อนไขแบบวิศวกร—กำหนด KPI เปิดผลทดลอง และยอมให้ตรวจสอบ—นั่นแหละถึงจะเป็นความต่างที่จับต้องได้ และเป็นการเชียร์ที่ไม่อวย แต่พาประเทศไปข้างหน้าได้จริง

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงแนวทางการบริหาร (governance approach) ไม่ใช่การชี้ชวนให้เลือกพรรค/บุคคลโดยปราศจากเงื่อนไข

 

เทียบไหวพริบตอบคำถาม ‘ยศชนัน’ เทียบ ‘พิธา’ ยังต้องเร่งเครื่องทักษะการโต้ตอบฉับพลัน ย้ำผู้นำต้องแยก "สิ่งที่อยากพูด" กับ "สิ่งที่ต้องตอบ" เพื่อคุมเกมการเมือง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ระบุว่า... 2 วันนี้ ดู การสัมภาษณ์ คุณยศนันท์ เยอะ คือ ส่วนหนึ่งดูเพราะตั้งใจ อีกส่วนหนึ่งมัน feed มาเอง เพราะน่าจะเริ่ม campaign ด้วย

สิ่งที่เห็นได้ชัด ของท่าน อจ. คือ ยังใหม่เรื่องการตอบคำถาม พอควร 

เราเรียก ไหวพริบ การโต้ตอบและการตอบ ฉับพลัน ก็ได้ 

อดเทียบกับคุณพิธาไม่ได้ เพราะโดย ภายนอก charisma คล้ายๆ กัน 

ของคุณยศนันท์ ปราศรัย ก็ใช้ได้ แต่ไม่หวือหวามากนัก ลากลงเรื่องที่ถนัด จะพูดได้ พอมาให้สัมภาษณ์ เจอคำถาม ฉุกเฉิน ใช้เวลาตอบสนองนาน ต้องคิด แบะ หลายครั้งตอบไม่ตรงและตอบลากไปเรื่อง ที่ท่านปราศรัยและมีข้อมูลในความถนัดตัวเอง แปลว่า ความกว้างของ ข้อมูล knowledge based ที่ท่านอาจจะมี ยังดึงมา ตอบและเชื่อมโยง ไม่ทัน 

เรื่อง “ไหวพริบการตอบ” เป็นทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่พรสวรรค์ล้วน

การตอบคำถามฉับพลัน (on-the-spot response) ที่เห็นว่ามีช่องว่าง ต่างจากการปราศรัยอย่างมีนัยสำคัญ

ปราศรัย = prepared narrative, emotional arc, คุมเวที

สัมภาษณ์ = adversarial, time-pressure, framing battle

คนที่ “ใหม่สนามสัมภาษณ์” มักจะ
ใช้เวลาประมวลผลนาน
ดึงเรื่องที่ถนัดมาคุมเกม (defensive pivot)
ตอบ “ไม่ตรงคำถามแต่ตรงตัวตน” ยังได้ 

ไม่ใช่ข้อเสียเชิงคุณภาพ แต่เป็น “ช่องว่างเชิงทักษะ

แต่ ไม่ใช่ข้อเสียอะไร เพราะ เพิ่งเริ่ม อยู่ ๆ ถูกระดม ด้วยนักข่าวที่มีทักษะการถาม แบบเจาะประเด็นสูง แรกๆ ก็จะเสียทรงนิดหน่อย น่าจะใช้เวลาไม่มาก ต้องรอดู  แต่ท่านก็ตอบตรงไปตรงมาดี 

เมื่อเทียบกับคุณพิธา ไหวพริบการตอบ คุณพิธาดีกว่า 

ลักษณะเด่นที่พิธามี

response latency ต่ำ (คิด–ตอบเร็ว)
structure ชัด (1–2–3)
framing นำคำถาม ไม่ไหลตามนักข่าว
แยก “สิ่งที่อยากพูด” กับ “สิ่งที่ต้องตอบ” ได้

ทั้งหมดนี้คือ skillset ของ political communication มากกว่า 

ที่เห็นความต่างชัด ไม่ใช่เพราะฉลาดกว่า
แต่เพราะ ระบบการคิดกับการสื่อสารถูกฝึกมาเฉพาะทาง

ส่วน ภจท. ตอนนี้ กลายร่าง จะเป็น เพื่อไทย บวก บ้านใหญ่ ที่อื่น อยู่แล้ว ไป ๆ มาๆ เลือก ภจท. ได้เพื่อไทยเดิม 

ซึ่งในเชิงผู้เลือกตั้ง
คนที่อยากได้ทางเลือกใหม่จริง ๆ จะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ new option แล้ว

ดร. เอ้ ดูเงียบ ๆ  อยู่ตรงไหนหว่า 
พอดี อยากดู คนเก่งๆ มีความรู้ มาถกขายนโยบายกัน 

เชียร์ใคร ไม่เชียร์ใคร เรา ก็ลองสังเกต วิเคราะห์ กันนิดก็ดี 2-3 ปีเลือก ตั้งที 

- อจ สุรัตน์ 
ปล วิพากษ์ ตามความรู้สึกตัวเอง ไม่ได้อ้างอะไรทั้งนั้น
 

ประเทศไม่ใช่ห้องแล็บ!! วัดกึ๋น 3 แคนดิเดตนายกฯ วิศวะ ‘เท้ง-หนู-เชน’ สแกนจุดเด่น-จุดเสี่ยง ในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569 พร้อมวิธีคิดแบบ Engineer แก้แผลเรื้อรังคนไทย ในห้วงประเทศ ‘ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด

3 แคนดิเดตนายกฯ สายวิศวะกับ 5 แผลเรื้อรังของคนไทย ‘ณัฐพงษ์–อนุทิน–ยศชนัน’ ใครเป็น “หัวหน้าช่าง” ใครเป็น “สถาปนิกประเทศ”?

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดตัดสินจริง หลังการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือกพรรค แต่คือการเลือก “วิธีคิด” ของคนคุมระบบประเทศ—และน่าสนใจตรงที่ตัวละครที่ถูกจับตา เป็น “สายวิศวะ” ถึง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมาจากคนละสาย คนละวัฒนธรรมการแก้ปัญหา คำถามคือ คนไทยได้อะไรจากวิธีคิดแบบวิศวกร และอะไรคือกับดักที่ทำให้ประเทศวนซ่อมซ้ำ?

1) 3 วิศวะ 3 สูตรผู้นำ: ระบบ–หน้างาน–นวัตกรรม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) — วิศวกรรมคอมพิวเตอร์: “แก้บั๊กทั้งระบบ”
• จุดเด่นคือคิดแบบ “รัฐเป็นแพลตฟอร์ม” เน้นข้อมูล โปร่งใส ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต
• เหมาะกับโจทย์ราชการซ้ำซ้อน บริการรัฐที่ประชาชนต้องวิ่งหลายหน่วยงาน และการตรวจสอบงบประมาณแบบติดตามได้
• ความเสี่ยง: ระบบดีบนกระดาษ แต่ชนกำแพงผลประโยชน์แล้ว “ทำไม่ผ่านการเมือง” ถ้าสื่อสารไม่โดนใจคนฐานรากก็ยากจะสร้างแรงหนุน

อนุทิน ชาญวีรกูล (หนู) — วิศวกรรมอุตสาหการ: “หัวหน้าไซต์งาน–คุมคอขวด”
• วิธีคิดแบบอุตสาหการเน้นโฟลว์งาน ทรัพยากร การตัดสินใจหน้างาน—เหมาะกับงานบริหารวิกฤตและการทำให้เครื่องจักรรัฐเดิน
• ถนัดงานที่ต้องการ command & control ชัด เช่นภัยพิบัติ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ หรือการบริหารรัฐบาลผสมให้ระบบทำงานได้
• ความเสี่ยง: บริหารให้ “เดินได้” อาจกลายเป็นแค่การซ่อมเฉพาะหน้า หากไม่แตะรากปัญหาเรื่องกติกา ความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ — วิศวะไฟฟ้า/ชีวการแพทย์: “นักวิจัย–นวัตกรรม–รัฐดิจิทัลเชิงโครงสร้าง”
• พื้นฐานสายวิจัยทำให้เด่นเรื่องนโยบายที่ต้องใช้หลักฐานและเทคโนโลยี โดยเฉพาะสุขภาพ สังคมสูงวัย และการยกเครื่องการศึกษาเชิงระบบ
• มีภาพของ “สถาปนิกเชิงวิทยาศาสตร์” ที่คิดโครงสร้างมากกว่ามาตรการระยะสั้น
• ความเสี่ยง: ประเทศไทยไม่ใช่ห้องแล็บ—การเมืองไม่ให้เวลาทดลอง และแรงต้านจากระบบเดิมอาจทำให้สูตรที่ดี “ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้จริง”

2) 5 แผลเรื้อรังของคนไทย: ใครถนัดแก้อะไร (และต้องวัดผลยังไง)
• รัฐราชการช้า–ซ้ำซ้อน: ณัฐพงษ์ได้เปรียบเชิงแนวคิด (ลดขั้นตอน/ลดดุลพินิจ) แต่ต้องทำให้ผ่านด่านผลประโยชน์จริง
• เศรษฐกิจฐานรากตึง–SME ฟื้นช้า: อนุทินถนัดการจัดทรัพยากรและการคุมโฟลว์ แต่ต้องพิสูจน์ว่าโตแบบกระจาย ไม่ใช่กระจุก
• น้ำท่วม–ภัยพิบัติ–ความเสี่ยงทับซ้อน: สายบริหารหน้างานได้เปรียบ แต่ประเทศต้องขยับจาก “แก้หลังพัง” ไปสู่ “ป้องกันก่อนพัง”
• สังคมสูงวัย–ระบบสุขภาพ: ยศชนันน่าจะถูกคาดหวังสูงสุด แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีลงถึงบริการปฐมภูมิ ไม่ค้างบนเวทีสัมมนา
• เสถียรภาพการเมือง–กติกาที่ทำให้ประเทศชะงัก: ณัฐพงษ์พูดเรื่องแก้กติกา, อนุทินพูดเรื่องทำให้เดินก่อน, ยศชนันพูดเรื่องออกแบบเชิงโครงสร้าง—ประชาชนต้องการ ‘ทำได้จริง’ ไม่ใช่เลือกคำที่ถูกใจ

3) นายกฯคือ “หัวหน้าช่าง” หรือ “สถาปนิกประเทศ”? คนไทยเบื่อซ่อมแล้ว
ประเทศเหมือนบ้านที่ไฟตก น้ำรั่ว ฝ้าพัง—เรามีคนเก่งซ่อม แต่ซ่อมแล้วพังซ้ำเพราะโครงสร้างเดิมยังอยู่ นี่คือคำถามที่ต้องโยนกลับไปยังผู้นำทั้งสาม:
1. จะซ่อมให้เดินต่อ (หัวหน้าช่าง) หรือจะรื้อกติกาเพื่อไม่ให้พังซ้ำ (สถาปนิกประเทศ)?
2. จะชนะเชิงระบบได้อย่างไร เมื่อผู้ได้ประโยชน์จากระบบเดิมไม่อยากให้เปลี่ยน?
3. จะทำให้ประชาชนเห็นผลในชีวิตจริงภายใน 6–12 เดือนแรก ด้วยตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หรือไม่?

4) กับดักของนายกฯสายวิศวะ: เหตุผลไม่ชนะผลประโยชน์ด้วยตัวมันเอง
วิศวกรชอบคิดว่า “ออกแบบถูกต้อง ระบบจะทำงานเอง” แต่การเมืองไทยคือสนามที่คนใช้ระบบมีแรงจูงใจให้ระบบพัง แล้วค่อยขายบริการซ่อม 4 กับดักใหญ่ที่ทุกคนต้องผ่านคือ:
• ข้อมูลจริง แพ้ ความกลัว/ความเชื่อ: ต่อให้ตัวเลขถูก ถ้าสื่อสารไม่โดน ความจริงก็แพ้เรื่องเล่าในไม่กี่นาที
• แผนดี ไม่เท่ากับ ทำได้: สภาคือสนามต่อรอง—ต้องคุมเสียง คุมดีล และคุมผลกระทบ ไม่ใช่แค่คุมสไลด์
• ประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้ทำให้ระบบยอมเปลี่ยน: ระบบเดิมกลัวเสียอำนาจต่อรอง จึงยื้อจนหมดวาระเป็นปกติ
• เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: ถ้ากฎหมาย งบ คน และวัฒนธรรมไม่เปลี่ยน เทคจะกลายเป็นของโชว์

ประโยคเดียวที่ประชาชนควรย้ำใส่ผู้สมัครทุกคน: ประเทศไทยไม่ต้องการนายกฯที่ “วิศวกรเก่งที่สุด” แต่ต้องการนายกฯที่ทำให้ประเทศ ‘ไม่ต้องวนกลับมาเริ่มใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด — และต้องกล้ายอมถูกวัดผลจริง

อ้างอิง 
Reuters (15 ธ.ค. 2025): กกต.ประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 หลังยุบสภา
AP (12 ธ.ค. 2025): รายงานการยุบสภาและเงื่อนไขเลือกตั้งภายใน 45–60 วัน
Reuters (17 ธ.ค. 2025): เพื่อไทยดัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ท้าชิงหลัก
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล (thaigov.go.th): ประวัติและการศึกษา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล
Khaosod English / Wikipedia: โปรไฟล์และการศึกษา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top