Thursday, 4 June 2026
มูลนิธิธรรมนัส

‘ทนายเดชา’ จี้!! ตรวจสอบ มูลนิธิ ‘กัน จอมพลัง’ บี้!! สอบเพิ่มปม ‘รถหรู’ จอดที่บ้านเพียบ เสียภาษีถูกต้องหรือไม่!! ชี้!! หากทำดี อย่ากลัวการตรวจสอบ

(23 ต.ค. 68) จากกรณี กัน จอมพลัง โพสต์คลิปชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กันจอมพลัง ช่วยสู้” ถึงประเด็น “มูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้” โดยระบุว่า ตนไม่ได้เป็นประธานหรือกรรมการของมูลนิธิ แต่เป็นเพียงผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดการที่ไม่มีชื่อตนอยู่ในคณะกรรมการจึงถูกมองว่าผิด ยืนยันว่าทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตน ทั้งฝ่ายทำงานและฝ่ายตรวจสอบ ต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่อความโปร่งใส

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ต.ค.2568 ที่ Decha&Lbs ทนายคลายทุกข์ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง กล่าวถึงกรณี มูลนิธิ “กัน จอมพลัง” ว่า ตอนนี้มีคนตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสในการจัดตั้งมูลนิธิ รวมถึงเงินเข้าออก ตอนนี้เริ่มมีการตรวจสอบและคิดว่าน่าจะตรวจสอบได้แล้ว โดยการจัดตั้งมูลนิธิส่วนมากการรับบริจาคก็ต้องการจะเอาเงินไปช่วยเหลือ แต่จะนำไปใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องดูจากการกระทำ

ส่วนขั้นตอนระบบการทำงานของมูลนิธิกันจอมพลังเป็นอย่างไรนั้น เบื้องต้นเท่าที่ทราบจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการที่มีชื่อ ไม่ใช่ดำเนินการจากคนภายนอกเข้ามาครอบงำกิจการ และยังมีเคสตัวอย่างที่ต้องถูกยุบมูลนิธิ เนื่องจากมีการถูกครอบงำกิจการ และทรัพย์สินทั้งหมด ต้องตกเป็นของแผ่นดิน

จึงตั้งข้อสงสัยว่า “กัน จอมพลัง” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิเลยในทางกฎหมายต้องดำเนินการด้วยเสียงข้างมากของคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการทั้ง 3 มีชื่อเพื่อนของตน 1 คน ได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมการมูลนิธิดังกล่าว ซึ่งไม่ค่อยรู้เรื่องราว

ตนจึงตั้งข้อสงสัยอีกว่า 3 คณะกรรมการเป็นนอมินีหรือไม่ ซึ่ง กัน จอมพลัง ไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ ไม่มีสิทธิ์มาขับเคลื่อนหรือสั่งการมูลนิธิในการทำแต่ละโครงการได้ การทำถนน หรือบังเกอร์ ต่าง ๆ ได้

ล่าสุดที่มีการออกมาเปิดเผยว่า หากเลิกมูลนิธิกันจอมพลัง จะโอนทรัพย์สินทั้งหมดไปให้ “มูลนิธิธรรมนัส” ต่อมา กัน จอมพลัง บอกว่า จะเปลี่ยนเป็นอีกมูลนิธินั้น ซึ่งไม่สามารถทำได้ จึงอยากฝากคนที่เป็นนายทะเบียนกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบและออกมาชี้แจง ซึ่งกรณีที่ “กัน จอมพลัง” ออกมาพูดว่ามูลนิธิอื่นก็ทำเหมือนกัน ก็ให้เปิดชื่อมูลนิธิมาเลยว่ามีมูลนิธิไหนบ้าง ซึ่งตนเชื่อว่าไม่มี

และที่มีการตั้งคำถามว่าทำไม “กัน จอมพลัง” ไม่ใช้ชื่อตัวเองเป็นกรรมการมูลนิธิ ทนายเดชา กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบว่าทำไม กัน จอมพลัง ถึงทำแบบนั้น แต่เคยสอบถามจากมูลนิธิอื่น ๆ เหมือนเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย เปรียบเหมือนนักการเมืองที่ส่วนใหญ่มักจะใช้นอมินีในการฟอกเงินหรือหลบเลี่ยงภาษี

ส่วนที่ทนายเดชาโพสต์เกี่ยวกับมูลนิธิม้า ทนายเดชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถ้าเปิดมูลนิธิมาแล้วแต่ไม่ได้บริหารจัดการเอง ให้บุคคลภายนอกจัดการก็เปรียบเทียบเหมือนการเปิดบัญชีม้า จึงฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย เนื่องจากหลักฐานชัดเจนแล้วเขาออกมายอมรับแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิ

รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยที่สามารถสั่งเรียก 3 คณะกรรมการมาดำเนินการสอบสวนได้เลย ส่วนตัวก็เป็นห่วงในเรื่องของการเบิกถอนเงินสด เช่นเดียวกับเคสหลวงพ่ออลงกต จะทำให้การตรวจสอบนั้นยากขึ้น

และหากประชาชนตั้งใจบริจาคเพราะชื่อมูลนิธิ แล้วมารู้ภายหลังว่า กัน จอมพลัง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะเข้าข่ายฐานฉ้อโกง ถึงแม้ว่าเงินดังกล่าวที่โอนไปจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง และประชาชนได้ประโยชน์ ทนายเดชา กล่าวว่า ตรงนี้ก็ต้องไปตรวจสอบ อย่างเช่น การซื้อเสื้อเกราะ ที่ตนทราบมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า มีราคาที่ต่ำกว่าทางมูลนิธิจัดซื้อ จึงตั้งคำถามว่า เงินส่วนต่างไปตกหล่นที่ไหน

ล่าสุด กัน จอมพลัง ออกมาตัดพ้อว่า การทำความดีทำไมยากขนาดนี้ ต่อไปคงไม่มีใครกล้าทำความดีนั้น ตนขอยกตัวอย่างเช่น ทนายตั้ม ที่เปิดมูลนิธิเพื่อประชาชนถูกตรวจสอบและถูกดำเนินคดีติดคุกอยู่ตอนนี้ รวมไปถึงหลวงพ่ออลงกตที่ทำดีมา 30 ปี แต่ก็ยังถูกตรวจสอบ ดังนั้นหากทำดีอย่ากลัวการตรวจสอบ

ส่วนเรื่องที่ทนายเดชาโพสต์เกี่ยวกับรถแลมโบร์กีนีสีแดง ทนายเดชา กล่าวว่า มีคนสนิทของตน ให้ข้อมูลว่า กัน จอมพลัง มีรถหรูจอดที่บ้านอยู่หลายคัน จึงอยากให้ตรวจสอบว่ามีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่

รวมถึงคนในวงการลอตเตอรี่ ฝากถามถึงเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 2 แสนฉบับ รายได้ 2-3 ล้านบาทต่อเดือน ว่าได้มาอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากสงสารคนรากหญ้า และยังมีหลายบริษัทที่รอการตรวจสอบ

ทั้งนี้ อยากให้ประชาชนตาสว่าง ทุกครั้งที่บริจาคเงินกับคนดัง ควรดูข้อมูลให้ชัดเจนซึ่งเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากไม่ดำเนินการ จึงฝากไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากตรวจสอบแล้วว่าเป็นคนดีก็ทำงานต่อไป

ทุนเงียบถึงปริญญาตรี: เรื่องดี “แบบคนไม่ค่อยรู้” ของ ‘ธรรมนัส’  ที่สะท้อนว่า “ทำมากกว่าพูด”

การเมืองไทยเต็มไปด้วยคำพูดสวยหรู แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือ “โอกาส” ที่ไปถึงมือ และ “ความต่อเนื่อง” ที่พาชีวิตคนหนึ่งก้าวข้ามความจน ความเหลื่อมล้ำ และข้อจำกัดของบ้านเกิดได้ เพราะความดีบางอย่างไม่ดัง ไม่ไวรัล และไม่ถูกเล่าบนเวทีใหญ่—แต่มันเปลี่ยนอนาคตของคนได้ทั้งชีวิต

“ทุนเงียบ” คืออะไร และทำไมมันสำคัญกว่าทุนแบบแจกครั้งเดียว
ในข่าวการช่วยเหลือ เรามักเห็นภาพ “มอบของ–มอบเงิน–ถ่ายรูป–จบงาน” แต่ทุนการศึกษาที่มีพลังจริง ไม่ใช่ทุนที่ให้แล้วหายไป หากเป็นทุนที่ “เดินไปกับเด็กคนหนึ่ง” ยาวพอให้เขาเรียนต่อ ทำงาน และยืนได้ด้วยตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่ “ทุนอุปการะรายบุคคล” ถูกเรียกว่าเป็นทุนเงียบ: มันไม่ค่อยดัง เพราะมันต้องทำยาว ต้องรับผิดชอบต่อเนื่อง และต้องเชื่อว่าเด็กคนหนึ่งมีค่าพอให้ลงทุน

เคสที่คนไม่ค่อยรู้: อุปการะทุนการศึกษายาวถึงระดับปริญญาตรี
มีโพสต์รายงานจากสื่อท้องถิ่นในพื้นที่พะเยา ระบุว่า มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่าได้ร่วมทำบุญ พร้อม “รับอุปการะทุนการศึกษา” ให้เด็กคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง “จนจบปริญญาตรี” ซึ่งเป็นรูปแบบช่วยเหลือที่ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการยกระดับโอกาสทั้งเส้นทางชีวิต

ทำมากกว่าพูด: ความต่างอยู่ที่ “ระยะเวลา” และ “ความต่อเนื่อง”
ถ้าให้แยกความต่างแบบตรงไปตรงมา “ทุนเงียบ” มี 3 จุดแข็งที่คนทั่วไปมักมองข้าม:
•    ช่วย “ยาวพอ” ให้เด็กไปถึงเส้นชัยสำคัญ (เช่น เรียนจบ) ไม่ใช่แค่ผ่านเดือนนี้ไปได้
•    ช่วย “ตรงจุด” ของการศึกษา: ค่าเทอม ค่าเดินทาง อุปกรณ์เรียน และค่าใช้จ่ายแฝงที่ทำให้เด็กจำนวนมากหลุดจากระบบ
•    ช่วย “ด้วยความรับผิดชอบ”: เพราะการอุปการะคือการบอกเด็กว่า “มีคนเชื่อในตัวคุณ” ซึ่งสำคัญไม่แพ้เงิน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top