Saturday, 6 June 2026
มหาวิทยาลัย

เปิด 10 อันดับ มหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีผู้จบการศึกษามากที่สุดในปี 2567

เปิดตัวเลขสถิติ ‘มหาวิทยาลัยเอกชน’ ที่มีผู้จบการศึกษามากที่สุดในปี 2567

อันดับ 1 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 5,717 คน

อันดับ 2 มหาวิทยาลัยศรีปทุม ทุกวิทยาเขต มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 4,784 คน

อันดับ 3 มหาวิทยาลัยเกริก มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 4,583 คน

อันดับ 4 มหาวิทยาลัยรังสิต มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 4,295 คน

อันดับ 5 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 3,399 คน

อันดับ 6 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 2,567 คน

อันดับ 7 มหาวิทยาลัยธนบุรี มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 2,178 คน

อันดับ 8 มหาวิทยาลัยปทุมธานี มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 2,177 คน

อันดับ 9 มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 2,162 คน

อันดับ 10 มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 2,081 คน

อันดับ 11 มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 2,035 คน

อันดับ 12 มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 1,504 คน

อันดับ 13 มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 1,438 คน

อันดับ 14 มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 1,307 คน

อันดับ 15 มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด มีผู้จบการศึกษาทั้งหมด 1,297 คน

มีสถาบันที่ไม่ส่งข้อมูล ดังนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ, มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น, มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา, มหาวิทยาลัยตาปี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์, มหาวิทยาลัยพิษณุโลก, มหาวิทยาลัยฟาฏอนี, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชธานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น, มหาวิทยาลัยหาดใหญ่, วิทยาลัยเทคโนโลยีพนมวันท์, วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น, วิทยาลัยนานาชาติราฟเฟิลส์, วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย, สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน, สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ และสถาบันรัชต์ภาคย์

ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ข้อมูลผู้สำเร็จการศึกษาภาพรวมทั้งหมด คือ ปวช., ปวส. ระดับอนุปริญญา, ปริญญาตรี, ป.บัณฑิต, ปริญญาโท, ป.บัณฑิตขั้นสูง และ ปริญญาเอก

‘มกธ.’ เปิดเวทีรับฟัง!! ความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน พัฒนาการศึกษา เสวนา ‘ร่างพรบ.การศึกษาแห่งชาติ การศึกษาที่ตอบโจทย์’

(15 ก.พ. 68) ณ ศูนย์ปฏิบัติการการโรงแรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี(มกธ.) ได้จัดการเสวนาเรื่อง 'ร่างพรบ.การศึกษาแห่งชาติ การศึกษาที่ตอบโจทย์' โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นำโดย รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและรองประธานกรรมาธิการการศึกษา ได้นำเสนอสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นการปฏิรูประบบการศึกษาให้ทันสมัยและตอบสนองความต้องการของประเทศ

ภาคเอกชนนำโดย คุณแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้เน้นย้ำถึงคุณสมบัติที่ผู้ประกอบการต้องการจากบุคลากร ทั้งในมุมมองของ SME และบริษัทมหาชน พร้อมให้มุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ และ ผอ.ณัฐิกา นิตยาพร ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สภาการศึกษา ได้วิเคราะห์ภาพรวมของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่ ว่าสามารถตอบสนองความต้องการของประเทศได้อย่างไร

ด้านการศึกษา อาจารย์ ดร.รัชชัย ศรสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และนายกสมาคมพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริหาร และดร.ณัฐวรินธร บวรภัควุฒิสิริ ที่ปรึกษากรรมาธิการศึกษา พร้อมครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพผู้เรียนที่ไม่กระทบโครงสร้างหลัก และนายเตชทัต หล้าหิบ หัวหน้าโครงการพิเศษ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี ได้สะท้อนมุมมองจากห้องเรียนสู่การร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งครูและผู้เรียน

ปิดท้ายด้วย รศ.ดร.กมลมาลย์ ไชยศิริธัญญา คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาในการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน ได้นำเสนอแนวทางการปรับตัวของผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา เพื่อรองรับทิศทางการศึกษาในกระบวนทัศน์ใหม่

การเสวนาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยมุ่งหวังให้ร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ

‘ซีอานเจียวทง’ เปิดประตูรับ!! ‘นักศึกษาฮาร์วาร์ด’ ย้ำ!! มาตรฐานโลก พร้อมมอบโอกาสเรียนต่อในจีน

(1 มิ.ย. 68) มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง (Xi’an Jiaotong University: XJTU) หนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของจีน ประกาศเชิญชวนนักศึกษานานาชาติจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนวิชาการระดับโลก โดยเปิดรับทั้งนักศึกษาใหม่และผู้ที่ต้องการโอนย้าย พร้อมอำนวยความสะดวกด้านขั้นตอนการสมัครและการปรับตัวเต็มที่

แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจาก สำนักงานรับนักศึกษานานาชาติของ XJTU ระบุว่า มหาวิทยาลัยมีความภาคภูมิใจที่จะมอบ “เวทีการศึกษาอันมั่นคง” ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่กับนักศึกษาฮาร์วาร์ดในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้

XJTU ขึ้นชื่อในฐานะมหาวิทยาลัยวิจัยระดับแนวหน้าของจีน โดยเฉพาะสาขาวิศวกรรมเครื่องกล พลังงานและเชื้อเพลิง วิศวกรรมเคมี และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 10 ของโลก อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้รับ เกรด A+ ในการประเมินคุณภาพการศึกษานานาชาติของกระทรวงศึกษาธิการจีน (MOE) ท่ามกลางมหาวิทยาลัยชั้นนำกว่า 894 แห่งทั่วประเทศ

ตัวแทนจาก XJTU ยังเน้นว่า นักศึกษาที่เลือกย้ายมาศึกษาที่นี่จะได้รับ “บรรยากาศนานาชาติที่เปิดกว้าง” ในเมืองซีอาน เมืองประวัติศาสตร์เก่าแก่ของจีน พร้อมประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งควบคู่กับการเรียนรู้ที่เข้มข้น

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดการสมัครได้ที่:
คุณหลัว
อีเมล: [email protected]
โทรศัพท์ : +86-29-82668812, 82668063, 82665924

‘เวียดนาม’ วางโรดแมพ 20 ปี ปฏิรูปการศึกษา ตั้งเป้า ‘โรงเรียน-มหาวิทยาลัย’ ติดอันดับ 20 ของโลกในปี 2045

(28 ส.ค. 68) เวียดนามประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ วางโรดแมพ 20 ปี มุ่งยกระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้ติดอันดับ 20 ของโลกภายในปี 2045 โดยแผนดังกล่าวครอบคลุมการแจกหนังสือเรียนฟรีทั่วประเทศ เพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนครู ยกระดับความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย และสร้างบัณฑิตที่เชี่ยวชาญทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตามมติการเมืองเลขที่ 71 ที่ประกาศเมื่อ 22 สิงหาคม ระบุว่าการศึกษาและวิทยาศาสตร์คือภารกิจสูงสุดของชาติ โดยกำหนดเป้าหมายแรกภายในปี 2030 ให้เด็กทุกคนอายุ 3–5 ปีเข้าถึงการศึกษาก่อนวัยเรียน การศึกษาระดับมัธยมต้นเป็นภาคบังคับ และ 85% ของเยาวชนเรียนจบมัธยมปลาย พร้อมทักษะภาษาอังกฤษ ดิจิทัล และ AI ที่แข็งแกร่ง

สำหรับค่าตอบแทนครูจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ครูทั่วไปได้เพิ่ม 70% บุคลากรโรงเรียน 30% และครูในพื้นที่ห่างไกลได้สูงสุดถึง 100% รัฐยังตั้งเป้าใช้งบการศึกษาไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณประเทศ โดยกันไว้ 3% สำหรับมหาวิทยาลัย หนังสือเรียนจะฟรีทั่วประเทศภายในปี 2030

ขณะที่ มหาวิทยาลัยจะถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยทั้งหมดต้องผ่านมาตรฐานชาติ และอย่างน้อย 20% ต้องถึงเกณฑ์ชั้นนำของเอเชีย เวียดนามหวังว่าภายในปี 2030 จะมีมหาวิทยาลัย 8 แห่งติดอันดับท็อป 200 ของเอเชีย และ 1 แห่งทะยานสู่ท็อป 100 ของโลกในบางสาขา ขณะที่มหาวิทยาลัยที่ผลงานต่ำจะถูกยุบหรือควบรวม และจะสร้าง มหาวิทยาลัยชั้นนำ 3–5 แห่ง เพื่อแข่งขันในเวทีวิจัยนานาชาติ

อว. ปิดอบรม 'นบม. รุ่น 32' มอบวุฒิบัตร 46 ผู้บริหารมหา‘ลัย ทั่วประเทศ “วราภรณ์” รองปลัด อว. ชี้ เครือข่ายผู้บริหารคือทัพหลักที่สำคัญ ดันมหาวิทยาลัยไทย สู่เวทีโลก

(16 ต.ค. 68) นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกอบรมและมอบประกาศนียบัตร พร้อมเข็มเชิดชูเกียรติแก่ ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร “การพัฒนานักบริหารมหาวิทยาลัยสายวิชาการระดับสูง” (นบม.) รุ่นที่ 32 ซึ่งจัดโดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมทบวงมหาวิทยาลัย โดยมี นายสุทน เฉื่อยพุก ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาทุนทางปัญญา สำนักงานปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วมในพิธี พร้อมด้วยรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ และผู้บริหารจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 46 คน จาก 37 แห่ง และบุคลากรจาก สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

นางสาววราภรณ์ กล่าวว่า สถาบันอุดมศึกษาเป็นแหล่งรวมทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าและเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิปัญญา วิชาการ และการผลิตกำลังคนของประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก การบริหารสถาบันอุดมศึกษา จึงต้องอาศัยผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพและเป็นสากล เพื่อสามารถตอบสนองต่อความท้าทายของโลกยุค Disruptive World ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การสร้างเครือข่ายระหว่างผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาองค์กร การจัดหลักสูตร นบม. จึงมุ่งส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในเชิงวิชาการและประสบการณ์การบริหาร ผ่านการอบรม การอภิปราย และการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงและพัฒนาระบบอุดมศึกษาไทยอย่างยั่งยืน” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน นายสุทน กล่าวว่า หลักสูตร นบม. รุ่นที่ 32 จัดขึ้นเพื่อ พัฒนาผู้บริหารสายวิชาการให้มีวิสัยทัศน์ ความรู้ ความสามารถ และขีดสมรรถนะในการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล มีคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ทั้งในระดับบุคคลและระดับสถาบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

หลักสูตรการพัฒนานักบริหารมหาวิทยาลัยสายวิชาการระดับสูง (นบม.) รุ่นที่ 32 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 16 ตุลาคม 2568 โดยมีการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ณ สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ–เอกชน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงการศึกษาดูงานต่างประเทศ ณ สมาพันธรัฐสวิส และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 

เนื้อหาสาระการอบรมครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น แนวโน้มอุดมศึกษาไทยยุคใหม่ ยุทธศาสตร์การบริหารสถาบันอุดมศึกษา การพัฒนาและขับเคลื่อนภาวะผู้นำ การจัดการเชิงนวัตกรรม การสัมมนาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งการศึกษาด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาผู้บริหารให้มีความพร้อมในการยกระดับคุณภาพสถาบันอุดมศึกษาไทย สู่มาตรฐานสากล

ห้องเรียนหรือสนามปลุกปั่น? เปิดคำถามใหญ่ต่อบทบาทอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เมื่อรั้วมหาวิทยาลัยไม่ใช่พื้นที่ปัญญา แต่ถูกครหาเป็นแหล่งเพาะความเกลียดชัง สังคมไทยต้องจับตาขบวนการชี้นำเยาวชนเกลียดสถาบัน

เมื่อมหาวิทยาลัยของประเทศไทย
กลายเป็น “โรงงานล้างสมองนักศึกษา” ให้เกลียดชังสถาบัน

ประเทศไทยเดินทางมาถึงในวันที่คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “แม่พิมพ์ของชาติ” มีหน้าที่คอย “หล่อหลอม” ให้นักศึกษาเป็นเด็กดี มีจริยธรรม และเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม กลายมาเป็น “อาจารย์ชั่ว” คอยหลอกเด็กที่อ่อนต่อโลกให้เกลียดชังสถาบันกษัตริย์

มหาวิทยาลัยควรเป็นเบ้าหลอมทางสติปัญญา เป็นสถานที่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีความกตัญญูรู้คุณต่อ “แผ่นดินแม่” ที่ให้ที่ซุกหัวนอน แต่ในปัจจุบัน “ภาพความศักดิ์สิทธิ์” เหล่านี้กำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่ออาจารย์บางกลุ่มฝักใฝ่ “ลัทธิชังชาติ” รวมถึงการรู้เห็นเป็นใจจาก "อธิการบดีเลว" ร่วมมือกัน “เปลี่ยนห้องเรียน” ให้กลายเป็น “สนามเพาะพันธุ์ความเกลียดชัง” และเปลี่ยนมหาวิทยาลัยที่ดีงามให้กลายเป็น “โรงงานล้างสมองเยาวชน”

ความน่าละอายที่สุดคือการที่คนเป็น "ครู" แต่กลับไร้สิ้นซึ่งจรรยาบรรณ ใช้ความเป็นผู้รู้ ชี้นำและปลุกปั่น รวมไปถึงการข่มขู่ “เด็กบริสุทธิ์” ให้เห็นคล้อยไปกับ “อุดมการณ์บาป” หนำซ้ำยังยัดเยียดข้อมูลที่บิดเบือน ปลูกฝังความเกลียดชังต่อสถาบันหลักของชาติอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยมาอย่างยาวนาน

อาจารย์ชั่วกับอธิการบดีเลวจำนวนหนึ่ง นอกจากแอบร่วมมือกับ “พรรคการเมืองสามกีบ” ยังรับเงินจากชาติตะวันตก เพื่อมาทำลายรากเหง้าของความเป็นไทย เพียงเพื่อตอบสนองตัณหาทางการเมือง และอัตตาที่สุดแสนจะวิปลาสของตัวเอง

ผลลัพธ์จาก “อาจารย์หัวใจชั่ว” ตกไปอยู่กับเด็กมหาวิทยาลัยที่กลายเป็นเหยื่อ พวกเขาถูกหล่อหลอมให้มองความกตัญญูเป็นเรื่องล้าหลัง มองวัฒนธรรมอันดีงามเป็นสิ่งต้องห้าม และมองการแสดงความเคารพสถาบันเป็นโลกของคนขี้แพ้ เด็กหลายคนได้กลายเป็นคนก้าวร้าว หลงผิดคิดว่าการด่าทอสถาบันคือความ "เท่" และ "ฉลาด" โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่งที่เนรคุณต่อสถาบัน และอาจจะต้องถูกดำเนินคดีในมาตรา ๑๑๒ ตามมา

ถ้าครูที่โกงวิชาการคือคนบาป ครูที่โกงรากเหง้าของเด็ก ก็คืออาชญากรทางวัฒนธรรม

สังคมไทยต้องตื่นรู้ และต้องไม่ยอมทนต่อขบวนการบ่อนทำลายอนาคตของชาติ ต้องทวงคืนมหาวิทยาลัยกลับมาเป็นพื้นที่แห่งปัญญา ไม่ใช่พื้นที่ของ “คนหนักแผ่นดิน” อีกต่อไป  

ถ้าระดับผู้บริหารของแต่ละหาวิทยาลัยยังไร้น้ำยา และเหล่าอาจารย์ชังสถาบันยังไร้สำนึก อนาคตของชาติก็คงต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของคนที่เรียกตัวเองว่า "แม่พิมพ์สารเลว"


แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top