Friday, 5 June 2026
มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง

มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง Zhejiang University แหล่งกำเนิดอัจฉริยะ AI แห่ง DeepSeek

ถ้าพูดถึงมหาวิทยาลัยที่ปั้นบรรดาอัจฉริยะด้านเทคโนโลยีระดับโลก หลายคนอาจจะนึกถึง MIT Stanford หรือ Oxford แต่รู้ไหมว่าในเอเชียก็มีมหาวิทยาลัยที่แข็งแกร่งด้าน AI และเทคโนโลยีไม่แพ้กัน และที่ ๆ เราจะพาไปรู้จักคือ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง Zhejiang University - ZJU หนึ่งในมหาวิทยาลัยระดับ TOP 3 ของจีน และ อันดับ 9 ของเอเชีย ปี 2025 ตามการจัดอันดับของ Times Higher Education และ Top 50 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลก (QS World University Rankings)

มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงก่อตั้งเมื่อปี 1897 ในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ที่เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงมีด้วยกัน 7 วิทยาเขต และเปิดสอนในหลากหลายสาขาวิชา มีนักศึกษาต่างชาติกว่า 6,000 คน จาก 140 ประเทศ เปิดสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษมากกว่า 50 หลักสูตร และยังมีทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติ เช่น Chinese Government Scholarship (CSC) ด้วย

ZJU ไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยธรรมดา แต่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น 'Silicon Valley แห่งประเทศจีน' ที่นี่มีศูนย์วิจัย AI และหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน มีหลักสูตรวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ข้อมูลของที่นี่ถือเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนให้เป็น 'Double First-Class Initiative' หรือโครงการมหาวิทยาลัยระดับโลก เป็นสมาชิกของ C9 League (ซึ่งเทียบเท่ากับ Ivy League ของจีน) รวมทั้งยังมีความร่วมมือมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba Huawei Tencent และสตาร์ตอัป AI ชั้นนำเพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอีกด้วย

ที่สำคัญไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงยังเป็นแหล่งผลิตอัจฉริยะ AI มากมายหลายคนอย่างศิษย์เก่าระดับ Billionaire อย่างติง เหล่ย์ (Ding Lei) ผู้ก่อตั้ง NetEase เฉิน หนิง หยาง (Chen-Ning Yang) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล หลี่ หลันเจี๋ย (Li Lanjuan) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาด COVID-19 เฉิน จงเว่ย (Chen Zhongwei)  นักวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีและเหลียง เหวินเฟิง (Liang Wenfeng) ผู้ก่อตั้ง DeepSeek AI ที่กำลังมีประเด็นท้าชนร้อนแรงจนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของ OpenAI และ ChatGPT อยู่ในปัจจุบันนี้

เหลียง เหวินเฟิง แห่ง DeepSeek เรียนที่ ZJU เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิศวกรรมข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และระดับปริญญาโทในสาขาวิศวกรรมข้อมูลและสื่อสาร หลังจากสำเร็จการศึกษา เหลียงได้เริ่มต้นอาชีพในวงการการเงิน โดยในปี 2016 เขาร่วมก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ประเภท Quantitative Hedge ชื่อ "High-Flyer" ซึ่งใช้ AI และคณิตศาสตร์ในการวิเคราะห์กลยุทธ์การซื้อขาย และใช้อัลกอริทึมเพื่อคาดการณ์แนวโน้มตลาด เพื่อตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ และด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สะสมมาจากการศึกษาและการทำงานในวงการการเงิน ได้นำเหลียงไปสู่การก่อตั้งบริษัท DeepSeek ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปด้าน AI ที่พัฒนา AI ที่ทรงพลัง โดยใช้ต้นทุนเพียงแค่ 6 ล้านดอลลาร์ และได้รับการยอมรับในระดับสากลในยุคนี้ค่ะ

มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง 'สแตนฟอร์ดจีน' กับบทบาทผู้พลิกโฉมวงการ AI ผ่าน DeepSeek

(6 มี.ค. 68) The Economist รายงานว่า สื่อต่างประเทศกำลังพุ่งไปที่ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) ที่ได้กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของโลก หลังจากเป็นจุดกำเนิดของ DeepSeek บริษัท AI จากจีนที่กำลังท้าทายมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยการเปิดตัวโมเดล DeepSeek-R1 ที่มีศักยภาพสูงและต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Google

ด้วยชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น 'สแตนฟอร์ดแห่งจีน' โดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Silicon Valley และสร้างสรรค์บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Apple, Tesla และ NVIDIA

เป็นที่มาที่ทำให้มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงถูกยกย่อง เนื่องจากนักวิจัยและศิษย์เก่าของที่นี่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา AI และเทคโนโลยีล้ำสมัย หนึ่งในนั้นคือ เหวินเฟิง (Liang Wenfeng) ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังสร้างความฮือฮาในวงการเทคโนโลยี 

บริษัทนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลังจากเปิดตัวโมเดล AI ชื่อ R1 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 โดย โมเดล R1 ของ DeepSeek มีความสามารถในการให้เหตุผลที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าโมเดล o1 ของ OpenAI โดยใช้ต้นทุนในการพัฒนาที่ต่ำกว่าอย่างมาก โมเดลนี้ใช้ชิป Nvidia H800 ประมาณ 2,000 ตัว คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ อย่างมาก

ความสำเร็จของ DeepSeek สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในการผลิตบุคลากรที่มีความสามารถสูงในด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีเป้าหมายที่จะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกภายในปี 2027 โดยใช้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเป็นต้นแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงได้เปิดหลักสูตรเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสนับสนุนให้นักศึกษาได้ทดลองพัฒนาโมเดล AI ของตนเอง รวมถึงเรียนรู้แนวคิดขั้นสูง เช่น Machine Learning, Deep Learning และ Natural Language Processing (NLP) สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคลากรจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล

จีนกำลังผลักดันให้ AI กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดย DeepSeek ถือเป็นตัวอย่างของบริษัทที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม AI ของโลกได้ ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่าง

ความสำเร็จของ DeepSeek ไม่ได้เป็นเพียงจุดเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ วิลเลียม เคอร์บี้ (William Kirby) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจาก Harvard Business School ได้กล่าวถึงการเติบโตของมหาวิทยาลัยในประเทศจีน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เขาชี้ให้เห็นว่าการเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยเช่นเจ้อเจียง สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแวดวงการศึกษาระดับโลก

‘หุ่นยนต์สี่ขา’ จากจีน วิ่งเร็วทุบสถิติ ‘กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด’ โค่นเกาหลีใต้!! ระยะ 100 เมตร วิ่งได้ 16.33 วินาที

(14 ส.ค. 68) มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในจีน ประกาศความสำเร็จ เมื่อเจ้า 'ไวท์ไรโน' (White Rhino) หุ่นยนต์สี่ขา พัฒนาร่วมโดยศูนย์ X-Mechanics คณะวิศวกรรมการบินและอวกาศ และศูนย์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลกหางโจว สามารถวิ่ง 100 เมตร ได้ในเวลาเพียง 16.33 วินาที ทำลายสถิติโลก “กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด” เดิมของหุ่นยนต์ 'ฮาวด์' (Hound) จากเกาหลีใต้ที่เคยทำไว้ 19.87 วินาที เมื่อปี 2022 

ศาสตราจารย์หวัง หงเทา (Wang Hongtao) หัวหน้าโครงการเผยว่า การวิ่งระยะสั้น 100 เมตร เป็นบททดสอบทั้งพลัง ความเร็ว ความมั่นคง และการควบคุมท่ามกลางความเร็วสูง พร้อมย้ำว่าผลสำเร็จครั้งนี้สะท้อนว่าทีมวิจัยมาถูกทางด้านเทคโนโลยี

สำหรับจุดเด่นของไวท์ไรโนคือ แนวคิดการออกแบบ (Robot Forward Design) ที่จำลองการทำงานของข้อต่อและมอเตอร์ในหลายสภาพแวดล้อม เพื่อหาการออกแบบที่เหมาะสมที่สุดตั้งแต่ต้น พร้อมติดตั้งชุดขับเคลื่อนกำลังสูงที่ทีมพัฒนาขึ้นเอง ทำให้ทั้งแรงบิดและการตอบสนองอยู่ในระดับเดียวกับ “กล้ามเนื้อนักแข่งจริง”

นอกจากนี้ ไวท์ไรโนยังแบกน้ำหนักได้ถึง 100 กิโลกรัม จึงเหมาะกับการใช้งานในภารกิจช่วยเหลือภัยพิบัติ หรือการขนส่งในพื้นที่ทุรกันดาร โดยเป้าหมายต่อไปของทีมคือการต่อยอดให้หุ่นยนต์ไม่เพียง 'วิ่งเร็ว' แต่ต้อง “วิ่งได้อย่างมีประโยชน์ต่อสังคม” ด้วย

ทีมนักวิจัยจีน ‘ม.เจ้อเจียง’ พัฒนา ‘กาวติดกระดูก’ หวังลดการใช้เหล็กดามในการผ่าตัดแบบเดิม

(11 ก.ย. 68) นักวิจัยจีนจากโรงพยาบาลเซ่าอี้ฟู ภายใต้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เผยความสำเร็จครั้งสำคัญด้านการแพทย์ ด้วยการพัฒนา 'กาวติดกระดูก' ชนิดใหม่ ซึ่งสามารถยึดตรึงชิ้นส่วนกระดูกหักให้แน่นได้ภายใน 2-3 นาที แม้อยู่ในสภาพที่มีเลือดไหลเวียนอยู่

วัสดุชีวภาพนี้ได้แรงบันดาลใจจากหอยนางรม มีแรงยึดเกาะสูงกว่า 200 กิโลกรัม สามารถย่อยสลายและถูกดูดซึมตามธรรมชาติภายในราว 6 เดือน พร้อมไปกับกระบวนการสมานกระดูก จึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อนำอุปกรณ์ดามออกเหมือนวิธีการรักษาแบบเดิม

ผลการทดลองทางคลินิกกับผู้ป่วยกว่า 150 ราย ยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง คาดว่ากาวติดกระดูกนี้จะเข้ามาแทนที่การใช้โลหะดามกระดูกในอนาคต และอาจปฏิวัติแนวทางการรักษาโรคกระดูกและข้อทั่วโลก

มหาวิทยาลัยท็อปแดนมังกร เปิดหลักสูตร ปัญญาประดิษฐ์ทำงานร่วมกับร่างกายจริง เร่งป้อนคนเก่งสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ AI จับมือ Huawei–BYD–UBTech รองรับเด็กจบใหม่

(2 ธ.ค. 68) จีนเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้าน “Embodied Intelligence” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานร่วมกับร่างกายจริงในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติด้านหุ่นยนต์และ AI และหนุนเป้าหมายของปักกิ่งที่อยากขึ้นนำสหรัฐฯ ในสนามเทคโนโลยีอนาคต

กระทรวงศึกษาธิการจีนเผยว่า มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เจียงตง (Shanghai Jiao Tong University) และ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) อยู่ในกลุ่ม 7 สถาบันแรกที่ยื่นขอเปิดสาขาใหม่ด้าน Embodied Intelligence ตามกรอบ “จัดการพิเศษให้กับสาขาขาดแคลนเร่งด่วน” ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้เป็นหนึ่งในหัวใจของยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระยะยาว 

มหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เจียงตง ระบุว่า หลักสูตร AI และวิศวกรรมแบบเดิมยังไม่เชื่อมโยงข้ามสาขามากพอ จึงต้องออกแบบหลักสูตรใหม่ที่ผสมทั้ง AI วิศวกรรมกลไก ระบบควบคุม และการออกแบบหุ่นยนต์ โดยมี ศาสตราจารย์หลู่ เซ่ออู่ (Cewu Lu) ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ชื่อดัง เป็นหัวหน้าภาค

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่เป็น “ว่าที่นายจ้าง” ของบัณฑิตกลุ่มนี้ เช่น มหาวิทยาลัยซีอาน เจียวทง (Xi’an Jiaotong University) คาดว่าจากบัณฑิต 30 คน จะมีราว 5 คนได้งานกับ Huawei ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม, BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และ UBTech Robotics บริษัทหุ่นยนต์ชื่อดัง รวมแล้ว 7 สถาบันจะรับนักศึกษารุ่นแรกประมาณ 330 คน โดย สถาบันเทคโนโลยีปักกิ่ง (Beijing Institute of Technology) รับมากสุดที่ 120 คน

ด้านตลาดงานก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน รายงานของบริษัทจัดหางาน Liepin ระบุว่า จำนวนตำแหน่งงานใหม่สาย Embodied Intelligence ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นถึง 73% สูงกว่าตลาดงานสาย AI โดยรวมที่โต 55% เท่านั้น ขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยของตำแหน่งงานด้าน Embodied Intelligence อยู่ที่ราว 333,400 หยวนต่อปี (ราว 1.5 ล้านบาท) สูงกว่างานสาย AI ทั่วไปที่เฉลี่ย 290,900 หยวนต่อปีอย่างชัดเจน

สำหรับ Embodied Intelligence ถือเป็นแขนงหนึ่งของ AI ที่เน้นให้ “สมองกล” ทำงานร่วมกับร่างกายจริงและเรียนรู้จากการโต้ตอบกับโลกจริง โดยกระแสหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์และสตาร์ตอัปหุ่นยนต์ในจีนกำลังมาแรง แต่ก็เจอปัญหาขาดแคลนบุคลากรคุณภาพสูง หลายบริษัท เช่น Deep Robotics เคยยอมรับว่าการขาดคนเก่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ทำให้การสร้าง “ท่อส่งคน” ผ่านหลักสูตรใหม่ในมหาวิทยาลัยจีนกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของทั้งภาครัฐและสถาบันการศึกษา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top