Thursday, 4 June 2026
มหาวิทยาลัยขอนแก่น

‘ศ.ดร.อภิรัฐ’ เล่าย้อนอดีต ‘ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ’ ศูนย์แพทย์ที่ช่วยชีวิตคนอีสานนับแสน เผยเบื้องหลังการก่อสร้างเคยชะงักหลายปี แต่สำเร็จได้เพราะ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

(27 ต.ค. 68) ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ศาสตราจารย์อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร” เกี่ยวกับ…ถ้าไม่มีศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันนี้?

เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ประชากรภาคอีสาน มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งคนแก่และเด็ก!

อดีตลูกน้องผมคนหนึ่ง เป็นโรคหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด ที่มีพ่อแม่เป็นเพียงคนสวนของ มข. และไม่มีความสามารถที่จะพาลูกไปรักษาที่ กทม …ซึ่งตอนนั้น ทั้งภาคอีสานก็ไม่มีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจเลย …แต่วันนี้ เขายังมีชีวิตที่สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้เพราะได้รับการผ่าตัดรักษาหัวใจจากศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยค่าใช้จ่ายไม่กี่บาท

ในสมัย รศ.นพ. นพดล ทองโสภิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ รศ.นพ. เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แพทย์ผ่าตัดหัวใจมือหนึ่งของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ได้มีนโยบายจัดตั้ง ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ ที่จะมีเครื่องมือที่ทันสมัยและรองรับผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ไม่ต้องรอการผ่าตัดที่ใช้เวลาการรอที่ยาวนาน เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของประชาชนชาวอีสาน โดยได้รับพระราชทานนามว่า “ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

ในสมัย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านต่อมา จึงได้เริ่มก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ แต่เกิดปัญหาการตีความทางกฎหมายทางด้านการก่อสร้าง จนเป็นเหตุให้เกิดฟ้องร้อง ส่งผลให้การก่อสร้างชะงักอยู่หลายปี แม้ว่าทั้งฝ่ายผู้รับเหมาและฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยจะพยายามแก้ปัญหา แต่ยิ่งเวลานานขึ้น ก็ส่งผลให้ปัญหาการก่อสร้างมีความซับซ้อนมากขึ้น …แน่นอน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ “ผู้ป่วยโรคหัวใจ” !!! ที่รอการรักษาและผ่าตัดในอาคารและเครื่องมือที่ทันสมัย!!!

ในสมัย รศ.ปริญญา จินดาประเสริฐ อธิการบดีคนต่อมา ที่มี พลตำรวจเอกเภา สารสิน ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนั้น ได้รับพระราชกระแสผ่านข้าราชบริพารของสมเด็จพระนางเจ้าฯ อย่างไม่เป็นทางการ ว่า …พระองค์ทรงรอที่จะมาทำพิธีเปิดศูนย์หัวใจสิริกิติ์…(จำคำที่ถูกต้องไม่ได้) ..แต่เชื่อกันว่า พระองค์ทรงทราบดีว่า มีผู้ป่วยหลายคนที่ต้องเสียชีวิตระหว่างมารอเปิดศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ!!!!
.
สภามหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ขอให้คุณสุนทร อรุณานนท์ชัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วยดำเนินการเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน ซึ่งคุณสุนทร อรุณานนท์ชัย ได้ประสานขอความช่วยเหลือจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ..แน่นอนครับว่า พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ช่วยเหลืออย่างทันที ด้วยการเชิญผู้รับเหมาและผู้บริหารมหาวิทยาลัย มาพูดคุยหาข้อตกลงกันจนสามารถก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนสำเร็จลุล่วง …ทำให้สามารถรักษาและผ่าตัดรักษาผู้ป่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นพสกนิกรของพระองค์ท่านฯ ร่วมแสนคนในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้เขาทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้เป็นที่รักของครอบครัวจำนวนไม่รู้เท่าไหร่

ผมจึงฝากคำถามว่า …หากไม่มีพระราชกระแสของสมเด็จฯ ที่มีความเป็นห่วงสุขภาพของคนอีสาน ในวันนั้น ..การก่อสร้างอาจจะต้องยืดเยื้อไปอีกหลายปี…แล้วจะมีผู้เสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างจำนวนมากมายเท่าใด?

นั่นจึงเป็นเหตุใดว่า ทำไมผมและพสกนิกรชาวไทยส่วนมากจึงรักและอาลัยต่อข่าวการเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่านครับ
 

20 ธันวาคม 2510 สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ถือเป็นมหาวิทยาลัยแรกของภาคอีสาน

(20 ธ.ค. 53) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2510 เป็นวันสำคัญทางการศึกษาของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่างเป็นทางการ ณ จังหวัดขอนแก่น มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแห่งแรกที่เปลี่ยนผืนดินอีสานให้เป็น "เมืองมหาวิทยาลัย"

มหาวิทยาลัยขอนแก่นเริ่มมีแนวคิดตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จากนั้นถูกชะลอไปจนมาเดินหน้าจริงจังในยุคหลัง ปี 2500 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ซึ่งมีเป้าหมายสร้างสถาบันการศึกษาภูมิภาคเพื่อตอบโจทย์พัฒนาของภาค พร้อมได้เลือกพื้นที่กว้างกว่า 5,000 ไร่ บริเวณบ้านศรีฐาน จังหวัดขอนแก่น เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัย

ในวันเปิดอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัย ทั้งอาคารเรียน ห้องทดลอง และแปลงเกษตร พร้อมปลูกต้น "กัลปพฤกษ์" ซึ่งภายหลังกลายเป็นดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและปัญญาของเยาวชนอีสาน โรงเรียนนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการย้ายศูนย์กลางความรู้จากกรุงเทพฯ มาอยู่กลางภูมิภาค

ก่อนหน้านั้นเยาวชนอีสานต้องเดินทางไกลไปกรุงเทพฯ เพื่อศึกษามหาวิทยาลัยทำให้เสียโอกาสมหาศาล มข. จึงไม่ได้เป็นแค่สถาบันการศึกษาแต่เป็นสะพานเชื่อมเด็กบ้านนาสู่โลกใหม่ ที่มาพร้อมฐานความรู้ด้านเกษตร วิศวกรรม และสาธารณสุขซึ่งตอบโจทย์การพัฒนาจริงของภาค

มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังเป็นบ่งชี้เชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญว่า รัฐไทยให้ความสำคัญกับอีสานโดยแท้จริง ซึ่งโรงเรียนนี้ได้เติบโตเป็นศูนย์กลางวิชาการและการแพทย์สำคัญในภูมิภาค อันเป็นผลมาจากวันที่ 20 ธันวาคม 2510 อันหมายความถึงโอกาสและอนาคตของคนอีสานที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร

ที่มา : https://web.army2.mi.th/24641/2023/12/20/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top