Thursday, 4 June 2026
ฟอกเงิน

‘กรมราชทัณฑ์’ แจง!! ‘แยม’ กดไลก์ IG น้องชาย เป็นคนอื่นที่รู้รหัส ยัน!!อยู่ในคุก ถูกควบคุมเข้มงวด

(16 มี.ค. 68) กรมราชทัณฑ์ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีผู้ต้องขังสามารถกดไลก์อินสตาแกรมของน้องชาย โดยมีรายละเอียด ระบุว่า “ราชทัณฑ์ แจง กรณีผู้ต้องขัง ย. กดไลค์ ไอจี น้องชาย” วันที่ 15 มีนาคม 2568 จากกรณีที่เพจ Facebook ใช้ชื่อว่า บิ๊กเกรียน ได้โพสต์ข้อความ “ย. (เป็นผู้หญิง) ติดคุก แต่เล่น Social media ได้ไหม เห็นกด Like ใน Instagram น้องชาย ทาง อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เห็นแล้ว” โดยตีความว่าอาจเป็น “แยม ธมลพรรณ์” ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางนั้น

กรมราชทัณฑ์ ได้รับรายงานจากทัณฑสถานหญิงกลาง แจ้งว่า น.ส.แยม ธมลพรรณ์ คดีร่วมกับพวกฟอกเงินและชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดี ยังคงอยู่ในการควบคุมตัวอยู่ภายในทัณฑสถานฯ ไม่สามารถใช้เครื่องมือสื่อสาร หรือสื่อโซเชียลใดๆ ได้ เนื่องจากทางทัณฑสถานฯ มีมาตรการอย่างเข้มงวด และไม่มีเครื่องสื่อสารซึ่งถือเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้าภายในทัณฑสถาน รวมถึงคอมพิวเตอร์ภายในทัณฑสถานฯ จะใช้สําหรับการเยี่ยมญาติผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์เท่านั้น โดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุมขณะการใช้งานตลอดเวลา ซึ่งการกระทําในครั้งนี้ สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากบุคคลอื่นที่รู้รหัสผ่านเข้าบัญชี Instagram ของ น.ส.แยมฯ หรือสามารถเข้าถึงข้อมูลในมือถือของ น.ส.แยมฯ ได้ จึงขอยืนยันว่า น.ส.แยมฯ ไม่สามารถกระทําการดังกล่าวได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ การใช้เครื่องมือสื่อสารหรือสื่อโซเชียลใดๆ ไม่สามารถเข้าภายในเรือนจํา/ทัณฑสถานได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งของต้องห้าม นอกเสียจากการนําไปใช้ในด้านการศึกษาหรือเพื่อการเยี่ยมญาติผ่านระบบแอปพลิเคชั่นไลน์เท่านั้น และการเยี่ยมญาติดังกล่าว ก็มีกฎระเบียบที่ต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบสร้างความเสียหายให้กับทางราชการได้

รัฐกลายเป็น ‘เจ้าบ้าน’ ของอาชญากรรมข้ามชาติ ไทยไม่ควรนิ่งเฉย!! ปัญหาด้านความมั่นคง

(8 มิ.ย. 68) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของกัมพูชาเริ่มปรากฏขึ้นบ่อยครั้งในฐานะ “แหล่งหลอกลวง” ของขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน การพนันออนไลน์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ล่าสุด รายงานจาก Humanity Research Consultancy ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า อุตสาหกรรมสีเทาเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ “พื้นที่อาชญากรรม” หากแต่มีลักษณะของ การได้รับการอุปถัมภ์จากภาครัฐ อย่างเป็นระบบ

โครงสร้างทุนเหล่านี้ฝังรากอยู่ในเมืองชายแดนอย่างปอยเปต สีหนุวิลล์ และอุดรมีชัย โดยมีบุคคลระดับสูงในรัฐบาลกัมพูชาเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ลูกพี่ลูกน้องของฮุน มาเนต ที่นั่งเป็นบอร์ดบริหารแพลตฟอร์มฟอกเงิน, รัฐมนตรีมหาดไทยที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมทุนกับกาสิโน รวมถึงมหาเศรษฐีสายการเมืองที่มีบทบาทในพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) หลายคน

ความน่ากังวลไม่ใช่แค่ในระดับภายในกัมพูชา แต่ยังขยายผลมาสู่ประเทศไทยโดยตรง เพราะโครงสร้างสีเทาเหล่านี้ พึ่งพาไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทย ใช้แรงงานผ่านชายแดนไทย และในบางกรณี ยังใช้ไทยเป็น “ทางผ่าน” ของกระบวนการฟอกเงินอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่อาจมองปัญหานี้เป็นแค่ “เรื่องอาชญากรรม” แต่ควรถือเป็นปัญหาด้าน ความมั่นคงเชิงโครงสร้าง ที่กำลังบั่นทอนศีลธรรมทางการเมืองของภูมิภาคไปพร้อมกัน

ไทยจึงควรทบทวนบทบาทของตนในฐานะ “ผู้ส่งทรัพยากรให้ทุนเทา” อย่างจริงจัง การตัดไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตไปยังพื้นที่เสี่ยงอาจเป็นเพียงมาตรการเบื้องต้น แต่ในภาพรวม ไทยควรใช้สถานะของตนในเวทีระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) หรืออาเซียน ในการยกประเด็นนี้ให้เป็น ภัยต่อความมั่นคงสากล ไม่ต่างจากปัญหาค้ามนุษย์หรือยาเสพติด

หากไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ การเพิกเฉยของรัฐไทยอาจกลายเป็นการร่วมสร้างระบบที่เอื้อให้ทุนสีเทาแปรสภาพเป็นทุนการเมือง และท้ายที่สุด ไม่ว่าด่านจะเปิดหรือปิด ประเทศไทยก็อาจเป็นเพียง “ผู้เฝ้าชายแดนให้ทุนมืด” โดยไม่รู้ตัว

‘ตำรวจโตเกียว’ ออกหมายจับ!! 2 ผู้ต้องหาใหญ่ คดีคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงข้ามชาติ เสียหายกว่า 5,000 ล้านเยน เชื่อมโยง ‘แก๊งจีน-ยากูซ่า’ ตั้งฐานปฏิบัติการในกัมพูชา

(18 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ตำรวจกรุงโตเกียวได้ออกหมายจับเพิ่มเติมต่อผู้ต้องหา 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเชื่อว่าเป็นหัวหน้าแก๊งที่ก่อคดีหลอกลวงทางโทรศัพท์ (คอลเซ็นเตอร์) ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

สำนักงานตำรวจนครบาลโตเกียวสงสัยว่ากลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังคดีหลอกลวงทางโทรศัพท์อย่างน้อย 500 คดี ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปีจนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรวมราว 5,000 ล้านเยน (ประมาณ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

หนึ่งในผู้ต้องหาคือ เฉียน หลิง (Qian Ling) ชาวจีน อายุ 38 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นหัวหน้าแก๊งและมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมของจีน ตำรวจเชื่อว่าองค์กรอาชญากรรมของจีนและกลุ่มแก๊ง สุมิโยชิไก (Sumiyoshi-kai) ซึ่งเป็นกลุ่มยากูซ่าของญี่ปุ่น ได้ร่วมมือกับกลุ่มของเฉียนในการก่อคดีหลอกลวงดังกล่าว

ผู้ต้องหาอีกคนคือ โชเฮ มิยะได (Shohei Miyadai) ชาวญี่ปุ่น อายุ 31 ปี ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผู้ที่ลงมือก่อเหตุหลอกลวง

จากข้อมูลการสอบสวน ระบุว่า เฉียนและพวกได้ตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศกัมพูชา โดยใช้เงินที่ระดมทุนจากนักลงทุน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ราวปี 2023 และนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงมาจ่ายให้กับผู้ก่อเหตุและนักลงทุนประมาณ 30 คน

นอกจากนี้ ตำรวจยังได้จับกุม ลู่ ลู่ (Lu Lu) ชาวจีน อายุ 36 ปี ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนช่วยฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงในนามของกลุ่มของเฉียน ลู่ถูกกล่าวหาว่าสั่งให้สมาชิกในกลุ่มนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงไปวางเป็นเงินมัดจำกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น ในนามของลูกค้าชาวจีนที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น จากนั้นจึงให้บริษัทคืนเงินมัดจำเป็นเงินหยวนจีน

เฉียนและมียะไดถูกสงสัยว่าหลอกผู้เสียหาย 2 ราย ให้โอนเงินสดจำนวน 2.9 ล้านเยน และคริปโตเคอร์เรนซีมูลค่า 1 ล้านเยน โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังสืบสวนพวกเขา ระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2023

ส่วนลู่ถูกกล่าวหาว่าส่งเงิน 10 ล้านเยนจากทั้งหมด 32 ล้านเยนที่ได้จากการหลอกลวง ไปยังบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2023

สั่งฟ้อง ‘ชนนพัฒฐ์’ อัยการสูงสุดชี้ขาดฟ้อง สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ คุมตัวส่งศาลสงขลา ชี้เชื่อมโยงทรัพย์สินผิดกฎหมาย

อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องนาย'ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว' ส.ส.สงขลา พรรคกล้าธรรม และพวกรวม 3 คนในคดีฟอกเงินและคดีพนันออนไลน์ สองสำนวน โดยสั่งให้พนักงานสอบสวนควบคุมตัวส่งศาลเพื่อดำเนินคดีต่อไป

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งว่า คดีแรกเป็นคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ โดย'ชนนพัฒฐ์'ถูกกล่าวหาว่าโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่ได้มาจากการเล่นพนันโดยผิดกฎหมาย แม้คดีมูลฐานยังไม่มีการลงโทษ แต่ก็สามารถดำเนินคดีฟอกเงินได้ โดยอัยการสูงสุดถือว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินผิดกฎหมาย

คดีที่สองคือคดีการพนันออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเล่นพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องผู้ต้องหาหลักและร่วมดำเนินคดีเกี่ยวกับการพนันดังกล่าว พร้อมสั่งดำเนินการตรวจสอบอาวุธปืนจำนวน 5 กระบอกที่ยึดได้เพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติม

อัยการสูงสุดเน้นว่าการฟ้องคดีนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการปราบปรามการพนันและการฟอกเงินในพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่า "ไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานในคดีเดียวกันเพื่อดำเนินคดีฟอกเงิน" และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://prachatai.com/journal/2026/04/116991


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top