Monday, 19 October 2026
พลังงานไทย

สำรองพลังงานพอใช้ 101 วัน!! “พลังงานไทย” ชี้สถานการณ์ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง ดีเซลผลิตเกินจำหน่ายพอสมควร กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 6 หมื่นล้าน

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความกังวลด้านอุปทานที่ตึงตัว หลังจากความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องหยุดชะงักลง โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ       ได้ยกเลิกกำหนดการเยือนปากีสถานของตัวแทนเจรจา ขณะที่อิหร่านยังคงเดินหน้าปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ประกอบกับตลาดยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจลุกลามและพัวพันไปถึงอิสราเอลและเลบานอน สถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปิดตลาดในแดนบวก โดยข้อมูลล่าสุด ณ ปัจจุบัน (28 เมษายน 2569) ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 108.30 - 109.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราคาปิดตลาดรอบล่าสุดที่ 108.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ระดับ 96.61 - 97.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราคาปิดตลาดรอบล่าสุดที่ 96.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) และราคาน้ำมันดิบ Dubai ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 105.99 - 106.05 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คาดว่าราคาจะยังคงผันผวนและมีความอ่อนไหวสูงตราบใดที่เส้นทางการขนส่งในตะวันออกกลางยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 28 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 101 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 21 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 26 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 75.45 ล้านลิตร และจำหน่าย 53.37 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 40.20 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 33.20 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่     42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.07 - 87.65 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.54 – 118.56 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 28 เมษายน 2569 ติดลบ 62,617.87 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท

น้ำมันดีเซลพอใช้ 103 วัน!! พลังงานไทยยังตึงตัว สถานการณ์ตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงต่อเนื่องทั่วโลก กองทุนน้ำมันขาดทุนกว่า 6 หมื่นล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

ประจำวันที่ 30 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ หลังทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลจนกว่าอิหร่านจะตกลงในประเด็นนิวเคลียร์ ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กำลังเตรียมเสนอแผนปฏิบัติการทางทหารระยะสั้นให้ทรัมป์พิจารณา เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านเพิ่มเติม ด้านอิหร่านระบุว่าความอดทนต่อมาตรการปิดล้อมมีขีดจำกัด และพร้อมจะตอบโต้หากการปิดล้อมยังดำเนินต่อไป จากสถานการณ์ที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ประกอบกับการที่กลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มเพิ่มกำลังการผลิตได้เพียงเล็กน้อยราว 188,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังคงตึงตัว และราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาปิดวันที่ 29 เมษายน น้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 6.95 ดอลลาร์ ปิดที่ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล Brent ปรับขึ้น 6.77 ดอลลาร์ ปิดที่ 118.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Dubai ปรับลงเล็กน้อย 0.71 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 106.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 103 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 28 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 74.57 ล้านลิตร และจำหน่าย 54.34 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล B7 40.20 บาท น้ำมันดีเซล B20 33.20 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 42.45 บาท และน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 42.08 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.77 - 88.26 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.91 – 119.38 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ติดลบ 62,853.38 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 118.83 ล้านบาท

ผนึกกำลังแก้วิกฤตพลังงาน!! จากปัญหาต้นทุนสู่โจทย์ความมั่นคงพลังงาน วุฒิสภาเปิดเวทีฟังเสียงเอกชน–โลจิสติกส์–เอสเอ็มอี ถกทางออกวิกฤตพลังงานไทย ลดแรงกดดันต้นทุนธุรกิจ

วุฒิสภาเปิดโต๊ะกลม "ไขวิกฤตพลังงานไทย" ผนึกกำลังภาคีรัฐ-เอกชน หาทางรอดต้นทุนพุ่ง

กรุงเทพฯ– เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ วุฒิสภาได้จัดเวทีเสวนาครั้งสำคัญ “วุฒิสภา...ไขปัญหาวิกฤตพลังงานไทย” เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนในการหาทางออกวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำนโยบายและภาคเศรษฐกิจ
งานเสวนาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการโดยได้รับเกียรติจาก นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดการอภิปราย และ นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา กล่าวต้อนรับคณะตัวแทนจากสมาคมนำเข้าสินค้าไทย และสมาคมการค้าส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน (กสสท.)

โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานหลักเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างคับคั่ง ดังนี้:
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน
นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT)
นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย
ดร. สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้านำเข้า–ส่งออก
ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
*นายเมธวิน อังคทะวานิช ผู้อำนวยการอภิปราย (ช่วงบ่าย)

พร้อมด้วยตัวแทนจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), ภาควิชาการ และผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

เจาะลึกปมปัญหาและข้อเสนอแนะ
ประเด็นหลักในการเสวนามุ่งเน้นไปที่ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจส่งออกและโลจิสติกส์ โดยที่ประชุมได้เสนอแนวทางแก้ไขเบื้องต้น อาทิ:
การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
การเร่งส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

มิติใหม่แห่งความร่วมมือ
บรรยากาศการเสวนาเป็นไปอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมยังได้รับเกียรติเข้าร่วมรับฟังการประชุมในห้องวุฒิสภา ซึ่งมีการถ่ายทอดสดในบางช่วงเวลา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของวุฒิสภาในการเป็นเวทีกลางเพื่อเชื่อมโยงปัญหาของภาคประชาชนและเอกชน สู่การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : https://peita.org/th/news/147216-050569

‘พีระพันธุ์–อรรถวิชช์–รสนา’ หนุนยุบ กกพ. ควบรวม กพช.!! เสนอรวม กกพ.-กพช. หยุดผูกขาดไฟ ดัน 'กฟผ.' ผลิตไฟ 50% ขึ้นไป ปลดล็อกโซลาร์เสรีลดภาระค่าไฟ ภาครัฐต้องเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพ

“พีระพันธุ์ - อรรถวิชช์ - รสนา” เห็นพ้องชงยุบ กกพ. ควบรวม กพช. หยุดเอกชนผูกขาด ดัน กฟผ. ผลิตไฟเกิน 50% เติมรายได้รัฐ ลดภาระประชาชน

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเวทีสัมมนา “ปรับบทบาท กกพ. เสริม กฟผ. เติมรายได้รัฐ ลดรายจ่ายประชาชน” จัดโดยคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 3 และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ร่วมเสวนา

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างพลังงานไม่ได้กระทบเพียงค่าไฟ แต่เชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจครัวเรือน ระบบการเงิน การคลัง และเศรษฐกิจของประเทศ หากลดต้นทุนพลังงานได้ จะช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ จึงเสนอให้สังคายนาระบบกำกับดูแลพลังงาน ทั้งไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมัน โดยรวมองค์กรกำกับดูแลให้เหลือ 1 แห่ง พร้อมให้อำนาจเพียงพอในการกำกับดูแล

นอกจากนี้ เสนอให้ปรับโครงสร้างกฎหมายการไฟฟ้าที่ปัจจุบันเกี่ยวข้อง 3 ฉบับ และทบทวนการแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อให้การบริหารจัดการและงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับ กฟผ. นายพีระพันธุ์เห็นว่าต้องกลับมาเป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตไฟฟ้า เพราะการลดสัดส่วนการผลิตลงต่ำกว่า 50% ทำให้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำในระบบลดลง และเพิ่มการพึ่งพาเอกชน จึงเสนอให้รวม 3 การไฟฟ้าเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนการบริหาร และกำหนดในกฎหมายให้ กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อบริการประชาชนไม่น้อยกว่า 50% ของประเทศ

นอกจากนี้ ยังเสนอปลดล็อกโซลาร์เสรี เปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อลดภาระค่าไฟครัวเรือน โดยมองว่าความมั่นคงด้านพลังงานไม่ควรหมายถึงเพียงการป้องกันไฟดับ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับพลังงานหมุนเวียนที่ควรเร่งพัฒนาระบบพลังน้ำสูบกลับ หรือ Pumped Storage เพื่อกักเก็บพลังงานและผลิตไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดย กฟผ. มีตัวอย่างการดำเนินงานที่เขื่อนลำตะคองแล้ว และควรนำแนวทางนี้มาใช้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) มากขึ้น

ด้าน ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า โครงสร้างพลังงานไทยยังแยกส่วน โดย กฟผ. อยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ทำให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อน พร้อมระบุว่า กกพ. จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายปี 2550 และเริ่มดำเนินการในปี 2551 แต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กำลังผลิตของ กฟผ. ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เอกชนมีบทบาทเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้รัฐและต้นทุนระบบไฟฟ้า

พร้อมชี้ว่า งบประมาณประเทศมีรายจ่ายประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เทียบกับรายได้ราว 3 ล้านล้านบาท ขาดดุลประมาณ 7.88 แสนล้านบาท และขาดดุลใกล้เพดานต่อเนื่องหลายปี ทำให้งบประมาณปี 2571 มีข้อจำกัดมากขึ้น จึงต้องมองหาแนวทางเพิ่มรายได้จากศักยภาพของรัฐวิสาหกิจ

สำหรับบทบาทของ กฟผ. ดร.อรรถวิชช์มองว่าต้องเพิ่มศักยภาพของ กฟผ. ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เอกชนผูกขาด และเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศควบคู่กับการลดภาระประชาชน

ด้านนางสาวรสนา กล่าวว่า กฟผ. ควรกลับมาเป็น “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” ไม่ใช่ “การไฟฟ้าฝ่ายซื้อ” พร้อมเสนอให้ยุติโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังผลิตสูงกว่าความต้องการใช้ และประชาชนต้องแบกรับค่าไฟจากกำลังผลิตส่วนเกิน โดยมองว่าการจัดทำแผนพลังงานต้องมองภาพรวม ไม่ใช่ต่างหน่วยต่างทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะการเพิ่มโรงไฟฟ้าเอกชนที่อาจทำให้ต้นทุนระบบสูงขึ้น และประชาชนต้องรับภาระในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ดัชนี Loss of Load Expectation (LOLE) เป็นเกณฑ์วัดความมั่นคงทางไฟฟ้า โดยมองว่าหากกำหนดระดับความเสี่ยงไฟดับไว้ต่ำมาก อาจกลายเป็นเหตุผลในการเพิ่มโรงไฟฟ้า ทั้งที่ระบบมีกำลังผลิตส่วนเกินอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้การบริหารพลังงานยึดหลักความสุจริตและป้องกันการทุจริต โดยนักการเมืองควรอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ไม่ใช่ใช้ช่องโหว่เพื่อเอื้อประโยชน์

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของกิจกรรมได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็น พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพของ กฟผ. และบทบาทในระบบพลังงานไทย

พลังงานไทยครึ่งปีแรกขยับตามเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69 ขยายตัว 0.9% จับตาราคาพลังงานผันผวนทั่วโลก คาดปีนี้ความต้องการเพิ่ม 1.4% ยานยนต์ไฟฟ้าระเบิดตัว 66%

สนพ. เผยครึ่งปีแรก 69 การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่ม 0.9% ตามเศรษฐกิจขยายตัว
จับตาราคาพลังงานโลกผันผวน คาดทั้งปีความต้องการพลังงานเพิ่ม 1.4%

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (เดือนมกราคม – มิถุนายน 2569) การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0
ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงร้อยละ 0.8 ด้านยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ส่วนการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานลดลงร้อยละ 0.4 พร้อมคาดการณ์
ความต้องการใช้พลังงานของประเทศตลอดปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.9 โดยการใช้
ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 ขณะที่การใช้น้ำมันลดลงร้อยละ 0.8 ถ่านหินลดลงร้อยละ 6.0
และลิกไนต์ลดลงร้อยละ 52.5 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
ทั้งนี้ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569
ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย GDP ไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.6 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 9.5 และการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 194,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6
สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 สรุปได้ดังนี้
การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 0.8 โดยการใช้น้ำมัน
กลุ่มเบนซินอยู่ที่ 31.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 68.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.4 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 และการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 1.49 และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.39

การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 17.9 พันตันต่อวัน ลดลงร้อยละ 0.7 โดยการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 43 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 รองลงมา
เป็นภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 32 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 15 ลดลง
ร้อยละ 0.1 และภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 10 ลดลงร้อยละ 1.6
การใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 โดยร้อยละ 63 เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้
ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 และการใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ส่วนการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ลดลงร้อยละ 12.5 ตามแนวโน้มจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง
ส่วน การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ 5,899 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลงร้อยละ 16.5
โดยการใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 6.0 จากการใช้ที่ลดลงทั้งในโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 52.5 เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
การใช้ไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 โดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุดร้อยละ 40.4 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ขณะที่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ
3 การไฟฟ้าในปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ระดับ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน
ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 61 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยนร้อยละ 15 พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 11 ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์
ร้อยละ 9 พลังน้ำร้อยละ 4 และน้ำมันร้อยละ 0.05
สำหรับภาคขนส่งทางบก การใช้พลังงานอยู่ที่ 13,984 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 87.1 สอดคล้องกับยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมิถุนายน 2569 ที่อยู่ที่ 491,496 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 จากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 296,813 คัน
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569
รวมทั้งสิ้น 121.0 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อย CO2 อยู่ที่ 42.9 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 3.2 ภาคขนส่งอยู่ที่ 40.8 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 30.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 และภาคอื่น ๆ อยู่ที่ 6.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2

นอกจากนี้ ภาพรวมสถานการณ์ราคาพลังงาน ในปี 2569 ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดยังมีความไม่แน่นอน จึงต้องติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด
.
สำหรับ แนวโน้มพลังงานปี 2569 พิจารณาจากสมมติฐานของ สศช. ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569
ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0–2.5 โดยมีค่ากลางการประมาณการที่ร้อยละ 2.2 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะอยู่ในช่วง 80–90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในช่วง 32.5–33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจโลกขยายตัวร้อยละ 3.3 สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศจะอยู่ที่ระดับ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4
จากปี 2568 ที่ลดลงร้อยละ 1.6 โดยคาดว่าการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ขณะที่การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์คาดว่าจะลดลงร้อยละ 15.6
“สถานการณ์พลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากปัจจัย
ด้านราคาและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในภาคขนส่งจากจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาพรวมทั้งปี สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน
และความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

พลังงานลุย GasTech 2026 ปิดงานหรูผู้ร่วมงาน 5 หมื่นคน ข้อตกลงธุรกิจ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ผนึก 17 ประเทศเสริมแกร่งพลังงาน ไทยตั้งเป้าศูนย์กลางพลังงานอนา

“พลังงาน” ปิดฉากหรู GasTech 2026 สร้างความร่วมมือ 17 ประเทศ
สู้วิกฤติเพื่อคนไทย ดันประเทศสู่ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัดงาน Gastech 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569
ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทค กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกได้เกินกว่าเป้าหมาย 50,000 คน เกิดข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงานและการก่อสร้าง ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 15,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ยืนยันบทบาทผู้นำด้านพลังงานในภูมิภาคผ่านการเปิดเวทีหารือ
ทวิภาคีร่วมกับนานาชาติกว่า 17 ประเทศ โดยได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชนด้านพลังงานที่สำคัญ อาทิ สิงคโปร์ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน โอมาน ลิเบีย รวมถึงองค์กรและบริษัทชั้นนำ ประเด็นสำคัญในการหารือได้มุ่งเน้นไปที่การรับมือวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน และลิเบีย ยินดีที่จะสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่

เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับไทย รวมถึงมีการผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียนกับสิงคโปร์และบรูไน ผ่านโครงการระบบสายส่งไฟฟ้าใต้ทะเลและ ASEAN Power Grid ตลอดจนการผลักดันให้ไทยเป็น LNG Hub และเน้นย้ำความพร้อมด้านการเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวเพื่อดึงดูดการลงทุน

ในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และ AI พร้อมทั้งส่งเสริมเทคโนโลยีลดคาร์บอนอย่าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) Hydrogen และ CCS

สำหรับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ภายในงานยังมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU)
ที่สำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ การลงนามระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) โดย กฟผ. ได้รับทุนสนับสนุนจาก USTDA เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการลงนาม MoU ไทย-โอมาน ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไทยกับนายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การพัฒนาโครงการด้านพลังงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดตั้งกลไกหารือเชิงนโยบายด้านพลังงาน (OTEPD)

เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและแสวงหาโอกาสในการลงทุนร่วมกันทั้งในเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน
และในประเทศที่สาม

นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า "การจัดงาน Gastech 2026 ในประเทศไทยถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อศักยภาพด้านพลังงานของเรา ผลสัมฤทธิ์จากการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เม็ดเงินที่สะพัดในประเทศ ตลอดจนการหารือทวิภาคีกับนานาประเทศจนเกิดความร่วมมือ
ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนทุนศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ทันสมัยอย่าง SMR

จากสหรัฐอเมริกา และการขยายเครือข่ายองค์ความรู้กับโอมาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน สร้างความมั่นคง และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top