Tuesday, 21 July 2026
พลังงานหมุนเวียน

จุฬาฯ–กฟผ. ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่พลังงานสะอาด หนุนโครงการวิจัยผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน

จุฬาฯ จับมือ กฟผ. ขับเคลื่อนงานวิจัยโครงการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน ร่วมเดินหน้าประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

กฟผ. พร้อมด้วยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามในสัญญามอบทุนวิจัย “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” ผลักดันการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ร่วมลงนามสัญญามอบทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่อง “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” โดยมี ศาสตราจารย์พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาล และความยั่งยืน กฟผ. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กฟผ. ตระหนักถึงภารกิจสำคัญในการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐ สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยงานวิจัยในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสะอาดจากพลังงานหมุนเวียนผ่านการนำหลัก Environmental, Social, and Governance หรือ ESG มาใช้ประเมินโครงการผลิตไฮโดรเจนสะอาดให้มีประสิทธิภาพรอบด้าน และยั่งยืน สอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากล ทั้งในด้าน “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนคุณภาพชีวิตของชุมชน และการบริหารจัดการที่โปร่งใส” เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทย และ กฟผ. สามารถบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในระยะยาว

ด้าน นายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า เป็นความภาคภูมิใจของศูนย์ฯ ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัยเชิงบูรณาการใหม่ ๆ มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด และการขับเคลื่อน ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับ กฟผ. ในครั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด พร้อมสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

จีนเร่งเกมพลังงานสะอาด เกาะเหมียนฉวนลุยพลังงานหมุนเวียน พัฒนาเป็นต้นแบบเกาะคาร์บอนเป็นศูนย์ ติดตั้งกังหันลม 18 ต้นและโซลาร์เต็มรูปแบบ ผลิตไฟฟ้าส่งออกได้กว่า 100 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

(11 ก.พ. 69) เกาะเหมียนฉวนในมณฑลเจียงซี ประเทศจีน เปิดตัวโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ที่ผสานกังหันลม 18 ต้นกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อรองรับระบบไฟฟ้าพร้อมลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์อย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2568

ก่อนหน้านี้ เกาะเหมียนฉวนพึ่งพาไฟฟ้าจากสายส่งเพียงสายเดียวซึ่งไม่เสถียรในสภาพอากาศเลวร้าย ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและพัฒนาการอุตสาหกรรมของชาวเกาะ ขณะที่โครงการใหม่ตั้งใจให้เป็นโมเดลบูรณาการพลังงานลม แสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และสนับสนุนเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

โครงการสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 244 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ลดการใช้ถ่านหิน 96,000 ตัน และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 240,000 ตัน ช่วยชาวเกาะมากกว่า 32,000 คน และส่งออกไฟฟ้าสีเขียวมากกว่า 100 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

ตามข้อมูลจากโครงการ "เกาะเหมียนฉวนได้รับการพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบเกาะคาร์บอนเป็นศูนย์ในลุ่มแม่น้ำแยงซี" ซึ่งยังสร้างงานใหม่กว่า 500 ตำแหน่ง พร้อมระบบกักเก็บพลังงานและสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ช่วยทำให้เกาะฟื้นคืนชีวิตชีวาอย่างยั่งยืน

ที่มา : Xinhua

 

บ้านปูขับเคลื่อนพลังงาน หมุนเวียนครบวงจรผลิตใช้ขาย รองรับความต้องการพลังงานสะอาด BESS-แพลตฟอร์มซื้อขายช่วยเสถียรภาพ ผสาน AI ยกระดับระบบพลังงานชาญฉลาด

“พลังงานหมุนเวียนครบวงจร: ผลิต กักเก็บ และซื้อขาย”
ขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนทั่วโลก

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานทั่วโลกสืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน และผลการประชุม COP301 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่สีเขียว การเพิ่มพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่าภายในปี 20302 เพื่อจัดการผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันการเพิ่มขึ้นของธุรกิจ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม สะท้อนความต้องการพลังงานที่มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากปัจจัยเหล่านี้แสดงถึงความจำเป็นของพลังงานหมุนเวียนแบบครบวงจรที่ผสมผสานเทคโนโลยีพลังงานครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Energy Value Chain) ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เติบโตต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน

แม้การผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลมจะเติบโตต่อเนื่อง3 แต่ยังคงเผชิญความท้าทายด้านความไม่เสถียรของกระแสไฟฟ้าและความผันผวนของสภาพอากาศ หลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ต่างเห็นถึงบทบาทของ BESS ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้าและรักษาความสม่ำเสมอ ของพลังงานหมุนเวียน4 อีกทั้งการนำแพลตฟอร์มซื้อขายไฟฟ้าเข้ามาใช้5 ช่วยเปิดโอกาสการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น  ขณะเดียวกันการผสาน AI เข้ากับการทำงานของระบบพลังงาน ตั้งแต่การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์สำหรับ BESS ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าและการซื้อขายพลังงานแบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับระบบพลังงานที่ชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับความผันผวนในอนาคต ทิศทางเหล่านี้ทำให้เกิดพลังงานหมุนเวียนครบวงจรที่เชื่อมโยงการผลิต การกักเก็บ และการซื้อขายเข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบพลังงานที่ยั่งยืนและเชื่อถือได้ พร้อมสร้างคุณค่าให้กับทุกภาคส่วน

ผลลัพธ์ของพลังงานหมุนเวียนครบวงจรที่สะท้อนคุณค่าในหลากหลายมิติ
• ภาคธุรกิจ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม ลดต้นทุน
และความผันผวนทางพลังงาน โดยเฉพาะในญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความร่วมมือกับคู่ค้า
ที่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (Green Supply Chain) 
• นักลงทุนและคู่ค้า ได้รับประโยชน์จากพอร์ตโฟลิโอที่มีความหลากหลายและการบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล ซึ่งเพิ่มความเชื่อมั่นและให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในตลาดที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง และพลังงานสะอาด
• ชุมชน สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่อาศัยและดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย 
• ประเทศต่างๆ สนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนระดับชาติและความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาค

ในฐานะผู้ผลิตพลังงานระดับสากล บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP พร้อมรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกและความต้องการพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพ โดยจะเดินหน้าสู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ เพื่อดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าไฟฟ้าครบวงจร ทั้งพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งขยายพอร์ตโฟลิโอในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อม BESS จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีน โครงการ BESS เมกะเมาท์ (Megamouth) ที่สหรัฐฯ โครงการ BESS อิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) และอีกหลายโครงการในญี่ปุ่น ซึ่งโครงการ BESS ทั้งสองประเทศนี้จะเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในตลาดไฟฟ้าเสรี นอกจากนี้ การยกระดับ Power+ 
ยังสอดรับกลยุทธ์ Energy Symphonics ของกลุ่มบ้านปูที่เร่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รองรับการขยายตัวของ AI และ Data Center ที่ต้องการพลังงานที่เชื่อถือได้ในระดับ Utility-scale ไปพร้อมกับการสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอน ของกลุ่มบ้านปู

“มาห์เล” ลุยลดคาร์บอน!! รายงานยั่งยืนปี 68 เด่นชัด ลดคาร์บอน Scope 1 และ 2 ได้เกือบครึ่ง วัสดุรีไซเคิลใช้เพิ่ม ปลอดภัยขึ้น สถานีชาร์จรถไฟฟ้าขยายทั่วเยอรมนี

มาห์เล ดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง มุ่งบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน

-มาห์เลเผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ซึ่งรวมอยู่ในรายงานประจำปีของบริษัท

-มาห์เลบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเร็วกว่ากำหนด โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 1 และ 2 ลงได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ส่งผลให้เป้าหมายปี 2573 อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

-มาห์เลยังคงมุ่งมั่นพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบทางจริยธรรมและมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

-มาห์เลเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุหมุนเวียน โดยมีการนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพมาใช้มากขึ้น

-อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบถือเป็นหัวใจสำคัญภายใต้กลยุทธ์องค์กรของมาห์เล (MAHLE) และแนวปฏิบัติดังกล่าวได้รับการเน้นย้ำความสำคัญในรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ซึ่งรวมอยู่ในรายงานประจำปีของกลุ่มบริษัทเป็นครั้งแรก รายงานดังกล่าวระบุว่า มาห์เลบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเร็วกว่ากำหนด และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิง (Scope 1 และ 2) ลงได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้วนับจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เป้าหมายปี 2573 อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม นอกจากนี้ ในปีที่มีการรายงานนั้น มาห์เลได้ยกระดับความมุ่งมั่นในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบทางจริยธรรมและมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน

โดยมีการนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพมาใช้มากขึ้น ทั้งยังประสบความสำเร็จอย่างมากในการเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงาน ส่งผลให้จำนวนการเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงานลดลงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2565 และอัตราการเกิดอุบัติเหตุของบริษัทอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

“การที่มาห์เลผนวกรายงานความยั่งยืนไว้ในรายงานประจำปีของบริษัทเป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนมีความสำคัญต่อทิศทางการดำเนินกลยุทธ์ในอนาคตของบริษัท” เกออร์ก ดีทซ์ (Georg Dietz) กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทมาห์เล ผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืน ความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อม กล่าว “มาห์เลกำลังดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยในสถานที่ทำงานในปี 2568”

ในปีที่ผ่านมา มาห์เลสามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานลงได้ถึง 19% โดยมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องหยุดงานเพียง 1.7 ครั้ง ต่อชั่วโมงทำงาน 1 ล้านชั่วโมง ซึ่งแนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวยังสะท้อนผ่านรางวัลต่าง ๆ ที่องค์กรภายนอกมอบให้แก่สถานประกอบการของมาห์เล เพื่อยกย่องผลการดำเนินงานที่โดดเด่นด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานกลยุทธ์ที่หลากหลายในการลดคาร์บอน “เราได้เสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่มีความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบทั่วทั้งบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ” คัทริน อาเพิล (Kathrin Apel) ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน สุขภาพ ความปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมของมาห์เล กล่าว “แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การใช้พลังงานและวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการผนวกรวมปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจในด้านการพัฒนา การจัดซื้อ และการผลิต”

ในปี 2568 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 1 และ 2 จากกระบวนการผลิตของบริษัทและการใช้พลังงาน ลดลงกว่า 47% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 ทำให้เหลืออีกไม่ถึงสองจุดเปอร์เซ็นต์ก็จะบรรลุเป้าหมายปี 2573 ซึ่งตั้งไว้ที่ 49% ขณะเดียวกัน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Scope 3 จากห่วงโซ่อุปทานและการใช้ผลิตภัณฑ์ ลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีฐานเดียวกัน

มาห์เลลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่องโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่หลากหลาย บริษัทใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วน 17% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2568 ขณะที่โรงงานของมาห์เลในเยอรมนีบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสีเขียวและการชดเชยการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ด้านโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองโมกีกัวซู ได้กลายเป็นโรงงานแห่งที่สี่ในบราซิลที่ทำข้อตกลงจัดหาไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสีเขียวในปี 2568 นอกจากนี้ โรงงานของมาห์เลหลายแห่งทั่วยุโรป อเมริกาใต้ อินเดีย จีน (กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ และเสิ่นหยาง) รวมถึงในจังหวัดสมุทรปราการของไทย ล้วนใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทันสมัย 

ปัจจุบัน มาห์เลได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PVT) ที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี ณ โรงงานของบริษัทในเมืองไวฮิงเงิน/เอนซ์ ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 21,500 ตารางฟุต เพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน มาห์เลยังดำเนินการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการติดตั้งจุดชาร์จ MAHLE chargeBIG มากกว่า 300 จุดในลานจอดรถของพนักงานตามโรงงานหลายแห่งทั่วประเทศเยอรมนี

สำหรับการขนส่งภายในบริษัทระหว่างคลังสินค้ากลางของมาห์เลใกล้เมืองชตุทท์การ์ทกับโรงงานที่เมืองมูห์ลักเกอร์และไวฮิงเงิน มีการเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันดีเซลจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ HVO100 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 90%

นอกจากนี้ มาห์เลได้พัฒนาวัสดุหลากหลายประเภทที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุที่ผ่านการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งนำมาใช้ในการผลิตไส้กรองอากาศสำหรับห้องโดยสารรถยนต์

ห่วงโซ่อุปทานที่มีความรับผิดชอบในระดับโลก

มาห์เลเข้าร่วมโครงการ Responsible Supply Chain Initiative (RSCI) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินการจัดซื้ออย่างโปร่งใส โดยบริษัทดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการของซัพพลายเออร์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงพิจารณาสภาพการทำงานและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการยกระดับความโปร่งใสของซัพพลายเออร์เช่นนี้ ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในจรรยาบรรณซัพพลายเออร์ของมาห์เล

สามารถอ่านรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ได้ที่เว็บไซต์ของมาห์เล https://newsroom.mahle.com/press/en/publications/

หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ: สามารถดูข่าวประชาสัมพันธ์และภาพประกอบได้ที่ห้องข่าวของ

มาห์เล https://newsroom.mahle.com/press/en/

E20 ทางรอดพลังงานไทย!! ใช้วัตถุดิบในประเทศ ลดคาร์บอน เพิ่มรายได้เกษตรกร ลดนำเข้าพลังงาน เสริมความมั่นคง ถอดบทเรียนบราซิล-อินเดีย ต้นแบบสำเร็จ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมฯ ชี้ “E20 คือทางรอดระยะยาว” ร่วมเดินหน้าต่อยอดมาตรการภาครัฐ พร้อมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน-ประชาชน ผลักดันการใช้ E20 ลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ

ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ล่าสุดทุกภาคส่วนต่างเร่งส่งสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปรับมุมมองและตระหนักอย่างจริงจังว่า “แก๊สโซฮอล์ E20” คือทางรอดระยะยาว ของประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่พลังงานทางเลือกชั่วคราวในระยะสั้น พร้อมแนะทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่าน E20 จากเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมสู่พลังงานหลักจากวัตถุดิบที่มีศักยภาพของประเทศ เพื่อลดภาระการนำเข้าพลังงานและสร้างมูลค่าหมุนเวียนให้ภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน โดยถอดบทเรียนความสำเร็จระดับโลกจากประเทศบราซิลและอินเดีย ต้นแบบการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน

สถานการณ์วิกฤตพลังงานในขณะนี้เรียกได้ว่าเป็น “ความผันผวนด้านพลังงาน” ที่ผูกโยงเศรษฐกิจประเทศไทยไว้กับความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เกิดความสั่นคลอนต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ชะลอการเติบโตของภาคธุรกิจ และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ข้อมูลจากงานสัมมนา “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน โอกาสหรือภาพลวง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาระบุว่า หากประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 92% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ามหาศาลกว่า 1.33 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยมีเงินตราไหลออกนอกประเทศสูงถึง 3,600 ล้านบาทในทุกๆ วัน คำถามสำคัญคือ เราจะหยุดยั้ง "ภาวะเลือดไหลทางเศรษฐกิจ" นี้ได้อย่างไร?

เพื่อแก้ไขวิกฤตเชิงโครงสร้างนี้ ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จำเป็นต้องประสานพลังร่วมกันขับเคลื่อน "แก๊สโซฮอล์ E20" ให้เป็นยุทธศาสตร์พลังงานแห่งชาติ โดยยกระดับบทบาทของ E20 จากเดิมที่เป็นเพียง "น้ำมันทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม" ให้กลายเป็น "เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์" ที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ถอดโมเดลความสำเร็จ Ethanol ระดับโลก: บราซิล และ อินเดีย
ประเทศไทยไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง การที่ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันดิบด้วยเอทานอลที่เป็นพลังงานชีวภาพ (Biofuel) เราสามารถถอดบทเรียนจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ

• บราซิล | ผู้นำด้านเอทานอลโลก: พลิกฟื้นประเทศจากที่เคยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ในยุค 1970 สู่การเป็นผู้ส่งออกพลังงานในปัจจุบัน ด้วยนโยบายเอทานอลที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ปัจจุบันบราซิลกำหนดสัดส่วนผสมเอทานอลขั้นต่ำถึง 30% (E30) ในน้ำมันเบนซิน และรถยนต์ใหม่กว่า 90% เป็นระบบ Flex-Fuel ที่ยืดหยุ่นรองรับการเติมเอทานอลได้ทุกสัดส่วนจนถึงเอทานอลบริสุทธิ์ (E100) นโยบายนี้สร้างงานในระบบเศรษฐกิจชีวภาพกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมไปแล้วมากกว่า 730 ล้านตัน

• อินเดีย | พลิกวิกฤตเป็นโอกาส: จากปัญหาการนำเข้าน้ำมันดิบราคาแพงและมลพิษทางอากาศที่รุนแรงในเมืองใหญ่ รัฐบาลอินเดียได้เร่งผลักดันนโยบายเอทานอลอย่างก้าวกระโดด จนสามารถบังคับใช้ E20
ทั่วประเทศได้สำเร็จในปี 2025 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมถึง 5 ปี เทียบกับปี 2014 ที่มีสัดส่วนผสมเอทานอลเพียง 1.5% ช่วยประหยัดงบประมาณนำเข้าน้ำมันดิบได้กว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้สะสมให้เกษตรกรอินเดียกว่า 4.7 แสนล้านบาท ทั้งยังคงมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนในการผสม
เอทานอลขึ้นเป็น 27%

E20 พลังงานหลักเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของไทย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า “ประเทศไทยควรใช้ศักยภาพและความได้เปรียบที่มีอยู่ เป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ” โดยการส่งเสริมการใช้ไบโอเอทานอล (Bioethanol) ซึ่งผลิตจากพืชพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการเพาะปลูกและผลิตได้อย่างต่อเนื่อง คืออ้อยและมันสำปะหลัง ที่ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับการผลิตเอทานอลเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศตามโมเดล BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

การส่งเสริมอุตสาหกรรมเอทานอลจึงมิใช่เพียงนโยบายด้านพลังงาน แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตเชื้อเพลิงเอทานอล การผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยและก๊าซชีวภาพ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตลอดจนการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงอื่นๆ คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมโดยรวมประมาณกว่า 1.34 แสนล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างรายได้หมุนเวียนในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต รวมไปถึงภาคบริการโดยเฉพาะการขนส่งและโลจิสติกส์และการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังกว่า 1 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 4 ล้านคน จากพื้นที่เพาะปลูกโดยรวม 20 ล้านไร่ และขณะเดียวกันยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ส่งเสริมทั้งความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านอาหาร และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้น เอทานอลจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการพัฒนาด้านพลังงานกับการสนับสนุนภาคเกษตรกรรม แต่เป็นนโยบายที่เปรียบเสมือน “การยิงกระสุนนัดเดียวได้ประโยชน์หลายทาง” สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พลังงาน สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรในประเทศให้เกิดคุณค่าสูงสุดและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต”

ทั้งนี้ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากการเป็นผู้ผลิตอ้อยและมันสำปะหลังรายสำคัญของโลก ประกอบกับการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมเอทานอลที่เข้มแข็ง จึงมีศักยภาพในการยกระดับเอทานอลให้เป็นกลไกหลักในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ โดยภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นสอดคล้องกันว่าการส่งเสริมการใช้ไบโอเอทานอล (Bioethanol) ผ่านนโยบายผลักดันการใช้น้ำมัน E20 อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูป ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

ด้าน ดร.เสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานด้านไบโอฟูเอล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง E20 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero การต่อยอดนโยบายที่มีอยู่ด้วยการส่งเสริม ให้ประชาชนเข้าถึง และเลือกใช้น้ำมัน E20 มากขึ้น จะช่วยให้ประเทศไทยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศได้อย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น สร้างรายได้ให้ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว หากประเทศไทยสามารถผลักดันการใช้ E20 ได้อย่างเต็มศักยภาพ จะทำให้มีการใช้เอทานอลประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3.12 ล้านตัน การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น ควบคู่ไปกับการผลักดันการประหยัดพลังงานในด้านอื่น ๆ จะสามารถช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน เพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ภาคเกษตรกร และอุตสาหกรรมไทย พร้อมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสร้างทั้งความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน ระยะยาว”

สร้างประโยชน์ร่วมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน
การร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงาน E20 ของประเทศไทยจะสร้างผลประโยชน์มหาศาลกลับคืนมาในหลากหลายมิติ โดยเริ่มจากการลดการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสกัดกั้นการรั่วไหลของเงินตราออกนอกประเทศ และปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจากวิกฤตราคาน้ำมันโลก ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศอย่าง PM 2.5 ในภาคการขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์นี้ยังช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-economy) มูลค่าสูงภายในประเทศ เพราะ E20 ไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่คือ "ทางรอด" ของประเทศไทยที่จะมาร่วมพลิกอนาคตพลังงานไทย เพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคนตั้งแต่วันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top