Friday, 5 June 2026
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เหตุใด? ‘รัชกาลที่ ๔’ ต้องการ ‘ปราสาทขอม’ | THE STATES TIMES Story EP.155

เมื่อไม่นานมานี้ ในโซเชียลมีเดียได้มีการเผยแพร่เรื่องราวประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ ‘พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว’ รัชกาลที่ ๔ และปราสาทนครวัดจำลองในพื้นที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

ซึ่งปราสาทจำลององค์นี้ ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ มีพระราชบัญชาให้ขุนนางได้จำลองมาไว้ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการรื้อถอนปราสาทหินจากเขมรเพื่อนำมาไว้ในสยาม แต่ข้อมูลที่แชร์ในโซเชียลนั้นไม่บอกไว้ว่า เหตุใดล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ ถึงต้องรื้อปราสาทหินมาไว้ในพระนคร มีก็เพียงแต่ต้องการที่จะให้ชาวพระนครได้ชมปราสาทหินเขมร ซึ่งมันคือ ‘เรื่องปลายทาง’

วันนี้ THE STATES TIMES Story จึงอาสามาเล่าถึงเหตุผลจริง ๆ ของการจำลองปราสาทหินจากเขมร เรื่องราวจะสนุกขนาดไหน ไปฟังกัน…

ย้อนรอย ‘จอมขมังเวทย์’ ร่ายอาคม ลอบปลงพระชนม์เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง | THE STATES TIMES Story EP.156

เรื่องเวทมนตร์ ไสยศาสตร์ อาคม ล้วนแต่เป็นความเชื่อที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน แม้ในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าล้ำสมัยมาก ๆ แล้ว แต่ความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ก็ยังอยู่คู่คนไทยไม่จางหาย

ทั้งนี้ในอดีตประเทศของเรามี ‘กรมแพทยา’ ซึ่งคอยกำกับดูแลผู้ใช้จอมขมังเวทย์ คุณไสย และไต่สวนความผิดอันเนื่องมาจากการใช้เวทมนตร์ คาถา แต่สุดท้ายก็ถูกลดบทบาทและจางหายไปตามกาลเวลา

วันนี้ THE STATES TIMES Story มีเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับเวทมนตร์ คุณไสย และการใช้คุณไสย อาคมในการลอบปลงพระชนม์เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง มีเกล็ดน่าสนใจมากมาย ไปฟังกัน…

12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 วันคล้ายวันเกิด ‘หม่อมราโชทัย’ ขุนนางคู่พระทัย ร.๔ ผู้ประพันธ์นิราศต่างแดนเรื่องแรกแห่งสยาม

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 ถือเป็นวันคล้ายวันประสูติของบุคคลสำคัญท่านหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย นั่นคือ หม่อมราโชทัย หรือ ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูล ณ อยุธยา ขุนนางผู้มีความสามารถรอบด้านแห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นที่จดจำในฐานะล่ามหลวงคนสำคัญ ผู้บุกเบิกการทูตกับชาติตะวันตก อธิบดีผู้พิพากษาคนแรกของศาลต่างประเทศ และกวีผู้ประพันธ์วรรณกรรมชิ้นเอกที่เปิดโลกทัศน์ให้แก่ชาวสยามในยุคนั้น

หม่อมราโชทัยเป็นโอรสของกรมหมื่นเทวานุรักษ์ (หม่อมเจ้าชะอุ่ม) และได้ถวายตัวรับใช้ใกล้ชิดเจ้าฟ้ามงกุฎฯ (รัชกาลที่ ๔) ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงผนวชและสนพระราชหฤทัยในภาษาอังกฤษ หม่อมราชวงศ์กระต่ายก็ได้ศึกษาอย่างจริงจังกับคณะมิชชันนารีจนมีความรู้แตกฉาน เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ ความสามารถทางภาษาที่หาตัวจับยากนี้จึงทำให้ท่านได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณ และได้รับพระราชทานยศเป็น 'หม่อมราโชทัย' ในที่สุด

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของหม่อมราโชทัยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2400 เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านเป็นล่ามประจำคณะราชทูตที่เชิญพระราชสาส์นไปเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย ณ ประเทศอังกฤษ ระหว่างการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้ ท่านได้จดบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ ก่อนจะนำมาเรียบเรียงเป็นผลงานวรรณคดีล้ำค่าเรื่อง 'นิราศลอนดอน' ซึ่งนับเป็นนิราศเรื่องแรกของไทยที่พรรณนาถึงบ้านเมืองและวิถีชีวิตในโลกตะวันตกอย่างละเอียด

นิราศลอนดอนไม่เพียงแต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีชิ้นเอก แต่ยังได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการสิ่งพิมพ์ไทย เมื่อหม่อมราโชทัยขายลิขสิทธิ์ต้นฉบับให้แก่หมอบรัดเลย์ในราคา 400 บาท ซึ่งนับเป็นการขายกรรมสิทธิ์หนังสือครั้งแรกของประเทศ แม้หม่อมราโชทัยจะถึงแก่อนิจกรรมในวัยเพียง 43 ปี แต่คุณูปการที่ท่านได้สร้างไว้ ทั้งในด้านการทูต การศาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการวรรณกรรม ยังคงเป็นที่จารึกและยกย่องมาจนถึงปัจจุบัน

11 สิงหาคม พ.ศ. 2406 ‘กัมพูชา’ตกเป็นรัฐในอารักขาของ ‘ฝรั่งเศส’ หลังกองเรือรบ-ปืนใหญ่ จ่อหน้าเมืองอุดงมีชัย

กัมพูชาตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส หลังจากกษัตริย์เขมรทรงลงนามในสนธิสัญญากับจักรวรรดิฝรั่งเศส โดยมีเรือรบและปืนใหญ่จอดขู่หน้าเมืองอุดงมีชัย พลเรือเอก กรองดิแยร์ ตัวแทนฝรั่งเศสเป็นผู้นำการเจรจาโดยตรง กษัตริย์สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ไม่อาจปฏิเสธเงื่อนไข จึงจำต้องยินยอมท่ามกลางแรงกดดัน

หลังจากนั้น กษัตริย์เขมรได้มีพระราชสาส์นมากรุงเทพฯ ทูลขอพระราชทานอภัยจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โดยยืนยันว่าถูกบังคับให้ลงนาม พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจถูกตำหนิว่าไม่ภักดีต่อสยาม ข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...ความข้อนี้สิ้นปัญญาแล้ว จึงยอมทำหนังสือสัญญากับฝรั่งเศส…”

รัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักถึงความจำกัดของอำนาจสยาม จึงเลือกใช้การทูตแบบประนีประนอม ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง พระองค์ทรงทำ “สัญญาลับ” กับเขมรเพื่อยืนยันสถานะประเทศราชของสยาม อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสไม่ยอมรับ และยื่นข้อเรียกร้องให้สัญญานั้นเป็นโมฆะ สุดท้าย สยามต้องยอมสละสิทธิ์เหนือเขมรในปี พ.ศ. 2410

แม้การสูญเสียเขมรจะเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่รัชกาลที่ 4 มิได้ตำหนิกษัตริย์เขมร และยังทรงปลอบโยนด้วยความเมตตา พระราชหัตถเลขาหลายฉบับยืนยันว่าทรงเข้าใจสถานการณ์ และยังเคารพยกย่องสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ในฐานะพระญาติ และเจ้าแห่งเขมรผู้มีเกียรติ

พระราชปณิธานของรัชกาลที่ 4 ที่มุ่งรักษาเอกราชของสยามเหนืออาณานิคม ท่ามกลางยุคจักรวรรดินิยม จึงไม่เพียงสะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการทูต แต่ยังแสดงถึงการประคองชาติด้วยสติและความเข้าใจในความเป็นจริงของโลก เป็นแบบอย่างสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสยามในเวลาต่อมา

14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 ‘คลองผดุงกรุงเกษม’ เสร็จสมบูรณ์ในรัชกาลที่ ๔ เปิดเส้นทางคมนาคมใหม่ ขยายพระนครสู่ชั้นนอก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 คลองผดุงกรุงเกษมแล้วเสร็จในวันนี้ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองขึ้นรอบนอกพระนคร เพื่อขยายเขตเมืองและเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัย รวมทั้งช่วยให้การคมนาคมทางน้ำสะดวกขึ้น

คลองผดุงกรุงเกษมเริ่มขุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2394 โดยมีความยาวประมาณ 5.5 กิโลเมตร ล้อมรอบพระนครชั้นนอก เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งด้านเหนือและด้านใต้ ทำหน้าที่เป็น "คูเมืองชั้นนอก" ป้องกันเมืองจากการรุกราน และเป็นแนวเขตการขยายเมืองในสมัยนั้น

นอกจากประโยชน์ด้านป้องกันและการคมนาคมแล้ว คลองผดุงกรุงเกษมยังช่วยระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก ลดปัญหาน้ำท่วมในเขตพระนคร และเปิดโอกาสให้เกิดชุมชนใหม่ ๆ เกิดขึ้นริมคลอง ทำให้เศรษฐกิจของพระนครเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน คลองผดุงกรุงเกษมยังคงเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม้สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่คลองสายนี้ยังสะท้อนภาพการวางผังเมืองและภูมิปัญญาการจัดการน้ำของไทยในอดีตอย่างชัดเจน

16 สิงหาคม พ.ศ. 2485 รัชกาลที่ ๔ พระราชทานฐานะเมืองปราณบุรี หรือเดิมคือชื่อเมืองนารัง กลายเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2485 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานฐานะให้เมืองปราณบุรีกลายเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเดิมอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์เคยมีชื่อว่า “เมืองนารัง” หรือ “เมืองบางนางรม” ตามหลักฐานในคำให้การชาวกรุงเก่า

หลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 เมืองนารังเลิกร้างไป จนถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองบางนางรมขึ้นใหม่ แต่เนื่องจากที่ดินไม่เหมาะสม จึงย้ายไปตั้งที่เมืองกุย และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” รวมเมืองกุย เมืองคลองวาฬ และเมืองบางนางรมเข้าด้วยกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองประจวบคีรีขันธ์ถูกจัดให้อยู่ในมณฑลราชบุรีเป็นอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองปราณบุรีและอำเภอใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเมืองปราณบุรีเป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” ในสมัยรัชกาลที่ 6

ปัจจุบันอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ตั้งอยู่กึ่งกลางจังหวัด ห่างจากกรุงเทพฯ 281 กิโลเมตร มีชายแดนติดประเทศไทย-เมียนมา ยาว 44 กิโลเมตร จุดผ่านแดนที่สำคัญคือช่องด่านสิงขร และมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอกุยบุรีทางเหนือ อ่าวไทยทางตะวันออก อำเภอทับสะแกทางใต้ และเขตตะนาวศรีของเมียนมาทางตะวันตก

18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 รัชกาลที่ ๔ เสด็จทอดพระเนตร 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ณ หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และได้รับเชื้อมาลาเรียเป็นเหตุให้เสด็จสวรรคต

วันนี้ในอดีต 18 สิงหาคม 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพิสูจน์ความแม่นยำด้านดาราศาสตร์ ด้วยการคำนวณการเกิด 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ล่วงหน้าถึง 2 ปี และเกิดขึ้นจริงที่หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์ยังทรงเชิญเซอร์ แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ มาร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญนี้

แม้โหรราชสำนักในเวลานั้นจะไม่เชื่อว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่เมื่อปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง ก็เป็นหลักฐานชัดเจนถึงพลังของวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การเสด็จทอดพระเนตรครั้งนี้ทำให้พระองค์ติดพระโรคไข้ป่าจากพื้นที่หว้ากอ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพระอาการประชวร

การเสด็จครั้งนั้น เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 5) ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคเดียวกันจนเกือบสิ้นพระชนม์ ขุนนางในราชสำนักถึงกับต้องปิดข่าว ไม่ให้รัชกาลที่ 4 ทรงทราบ เพราะเกรงว่าพระอาการของพระองค์จะทรุดลงยิ่งกว่าเดิม

หลังจากเสด็จกลับจากหว้ากอเพียง 1 เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็เสด็จสวรรคตอย่างสงบและมีสติ จนถึงวินาทีสุดท้าย ทรงพลิกพระองค์หันพระพักตร์ไปทางตะวันตก ก่อนตรัสว่า “จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว” แล้วเสด็จสวรรคตในท่าเดียวกับพระไสยาสน์วัดบวรนิเวศวิหาร

15 พฤษภาคม 2394 จุดเริ่มต้นของสยามในโลกยุคใหม่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่สยามเริ่มต้นรัชสมัยแห่งการเรียนรู้และการเปลี่ยนผ่าน

15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เปิดรัชสมัยสำคัญแห่งการเปลี่ยนผ่านของสยาม

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อย่างเป็นทางการ ภายหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ในปีเดียวกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพระราชพิธีสำคัญตามราชประเพณีเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของรัชสมัยที่มีผลอย่างลึกซึ้งต่อการเปลี่ยนผ่านของสยามในศตวรรษที่ 19 ทั้งด้านการเมือง การทูต ศาสนา วิทยาศาสตร์ และความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก

รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชประวัติแตกต่างจากกษัตริย์หลายพระองค์ก่อนหน้าอย่างมาก เพราะก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชนานถึง 27 ปี และระหว่างเวลานั้นได้ทรงศึกษาพระพุทธศาสนา ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และองค์ความรู้จากโลกตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทำให้เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์กว้างไกลและพร้อมนำสยามให้ปรับตัวเข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2394 จึงมีความสำคัญในฐานะ “พิธีเปิดรัชสมัย” ของกษัตริย์ผู้จะกลายเป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานความทันสมัยให้สยาม กรมศิลปากรอธิบายว่า พระราชพิธีดังกล่าวเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ และสัมพันธ์กับพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณีซึ่งสืบทอดมายาวนาน ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบ้านเมืองภายใต้พระราชอำนาจของพระองค์

หากมองในบริบทของโลกช่วงนั้น สยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกอย่างหนัก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งเริ่มตกอยู่ภายใต้อำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศสโดยตรง การขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 4 จึงเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่สยามจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาเอกราชของบ้านเมือง พระองค์ทรงเลือกแนวทางที่สำคัญมาก คือการเปิดรับความรู้สมัยใหม่ การเจรจากับต่างชาติ และการแสดงให้โลกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีอารยธรรม มีระบบ และพร้อมพัฒนาให้ทัดเทียมนานาประเทศ

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญที่สุดของรัชกาลที่ 4 หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างยืดหยุ่นและมีเหตุผล พระองค์ทรงเปิดประตูให้สยามมีความสัมพันธ์กับตะวันตกมากขึ้น และทรงใช้การทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเอกราชของราชอาณาจักร เหตุการณ์สำคัญอย่างการทำ สนธิสัญญาเบาว์ริง กับอังกฤษในปี 2398 แม้มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจและกฎหมายของสยาม แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ทำให้สยามสามารถประคองตนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันของจักรวรรดินิยมได้

ในอีกด้านหนึ่ง รัชกาลที่ 4 ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในเรื่อง วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ พระองค์ทรงศึกษาวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง และต่อมาได้รับการยกย่องจากนานาชาติจากการคำนวณและพยากรณ์สุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า รัชกาลที่ 4 มิได้ทรงมององค์ความรู้ตะวันตกเป็นภัยคุกคาม แต่ทรงเลือกเรียนรู้และใช้วิทยาการเหล่านั้นเพื่อยกระดับบ้านเมืองและยืนยันศักยภาพของสยามในสายตาชาวโลก

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในด้านพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการวางรากฐาน คณะธรรมยุติกนิกาย และการเน้นการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด ความรู้ทางศาสนาที่พระองค์สั่งสมมาตลอดช่วงเวลาที่ทรงผนวช ทำให้รัชกาลของพระองค์ไม่ใช่เพียงยุคแห่งการเปิดรับตะวันตก แต่ยังเป็นยุคที่มีการจัดระเบียบและทบทวนพุทธศาสนาในสยามอย่างจริงจังด้วย

ดังนั้น พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 จึงไม่ใช่แค่พิธีตามราชประเพณีเพื่อรับรองสถานะพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่คือการเปิดฉากของรัชสมัยที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งต่อทิศทางของประเทศ รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นผู้วางสะพานเชื่อมระหว่าง “สยามแบบเดิม” กับ “สยามในโลกสมัยใหม่” และหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ก็ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญให้การปฏิรูปประเทศขยายผลอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้นในรัชกาลที่ 5 ต่อมา

เมื่อมองย้อนกลับจากปัจจุบัน “วันนี้ในอดีต 15 พฤษภาคม 2394” จึงเป็นวันที่คนไทยควรรำลึกในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเริ่มต้นรัชสมัยซึ่งนำสยามให้รู้จักการปรับตัว การเรียนรู้ และการยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มา : https://www.finearts.go.th/pranakornkeereemuseum/view/36369-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A9%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%94?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top