Friday, 5 June 2026
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จดหมายจาก ‘แกรนด์ดยุกอดอล์ฟ’ แห่งลักเซมเบิร์กสู่บางกอก ร่องรอยแห่งมิตรภาพข้ามทวีปในยุคสมัย ‘รัชกาลที่ 5’

(21 เม.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี เผยแพร่เรื่องราวน่าทึ่งจากประวัติศาสตร์ซึ่งเชื่อมโยงโลกตะวันตกกับสยามในยุครัชกาลที่ 5 ผ่านจดหมายจากแกรนด์ดยุกอดอล์ฟแห่งลักเซมเบิร์กถึงกรุงเทพฯ โดยมีผู้รับคือ “F. Grahlert” ช่างอัญมณีหลวงผู้มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและสร้างเครื่องราชูปโภคให้กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในปี ค.ศ. 1906 (พ.ศ. 2449) โปสการ์ดตอบกลับจากแกรนด์ดยุกอดอล์ฟแห่งลักเซมเบิร์ก ถูกส่งข้ามทวีปมายังชายฝั่งบางกอก โดยมีปลายทางคือบริษัท “F. Grahlert & Co.” - ช่างอัญมณีผู้ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้ดูแลเครื่องราชูปโภคของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งสยาม

โปสการ์ดดังกล่าวลงวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1906 จากเมืองลักเซมเบิร์ก และเดินทางถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 8 สิงหาคมของปีเดียวกัน นี่ไม่ใช่เพียงแค่หลักฐานทางไปรษณีย์ แต่เป็นหน้าต่างที่เปิดให้เรามองเห็นโลกแห่งความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับโลกตะวันตกผ่านเส้นทางการค้าและศิลปะ

ตามบันทึกในหนังสือ Twentieth Century Impressions of Siam (1908) โดย Arnold Wright และ Oliver T. Breakspear F. Grahlert ได้เดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ ประมาณปี ค.ศ. 1890 ในฐานะช่างอัญมณีหลวง ก่อนจะเปิดร้านของตนเองใกล้พระบรมมหาราชวัง ซึ่งถือเป็นร้านจำหน่ายและออกแบบเครื่องประดับแห่งแรกของกรุงเทพฯ ในสไตล์ยุโรป

Grahlert ไม่เพียงแต่รับใช้ราชสำนักเท่านั้น แต่ยังมีช่างฝีมือชาวไทยมากกว่า 50 คนในร้าน ซึ่งสามารถรังสรรค์เครื่องประดับทองและเงินด้วยศิลปะที่ประณีต ทั้งในแบบไทยดั้งเดิมและแบบตะวันตก งานของ Grahlert ได้รับการยอมรับว่าเป็นที่สุดของความวิจิตรในยุคนั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับ Grahlert ไม่ใช่เพียงเรื่องของเครื่องประดับหรือสินค้าแฟชั่น หากแต่คือความไว้วางใจระดับสูงสุด ในการรังสรรค์สัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจ - ไม่ว่าจะเป็นมงกุฎ พานทอง หรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ต้องใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ

วันนี้ อาคารร้าน F. Grahlert ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่โปสการ์ดจากแกรนด์ดยุกอดอล์ฟ ในนามแห่งยุโรป กลับยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่ง ช่างอัญมณีจากต่างแดนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชสำนักไทย และฝากร่องรอยศิลปะไว้ในประวัติศาสตร์แห่งรัชกาลที่ 5 อย่างงดงาม

“อัญมณีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ หากเป็นความศรัทธาที่ร้อยเรียงความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับโลก” — ปราชญ์ สามสี

29 มิถุนายน พ.ศ. 2424 วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์’ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระโอรสพระองค์ที่ 33 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ทรงประสูติเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2424 ทรงเป็นต้นราชสกุลบริพัตร ทรงศึกษาชั้นต้นที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ก่อนจะเสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษและเยอรมันในด้านวิชาทหาร รวมถึงวิชาดนตรีและการประพันธ์เพลง

เมื่อเสด็จกลับประเทศไทยในปี 2446 ขณะพระชนมายุ 23 พรรษา ทรงเริ่มรับราชการในตำแหน่งเสนาธิการทหารบก และทรงสร้างความเจริญก้าวหน้าในด้านการทหาร การปกครอง การสาธารณสุข และการศึกษา ทรงวางรากฐานสำคัญให้กับกองทัพเรือ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย

ในฐานะเสนาธิการทหารบก ทรงเปลี่ยนชื่อกรมอากาศยานทหารบกเป็นกรมอากาศยาน ทรงจัดหาเครื่องบินไว้ใช้ในราชการมากขึ้น จัดตั้งกองบิน สนามบินในต่างจังหวัด และเปิดสายการบินไปรษณีย์ทางอากาศ พร้อมทั้งส่งเสริมการบินในระดับประเทศและระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังทรงส่งเสริมประชาชนบริจาคซื้อเครื่องบินเพื่อราชการอีกด้วย

นอกจากความโดดเด่นทางด้านทหารแล้ว พระองค์ยังทรงพระปรีชาสามารถทางดนตรี ทรงพระนิพนธ์เพลงไทยและเพลงฝรั่งจำนวนมาก เช่น วอลซ์ปลื้มจิต และเพลงมหาโศก ได้รับพระนามว่า 'พระบิดาแห่งเพลงไทยเดิม' ในปี 2474 พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2487 ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย สิ้นพระชนมายุ 63 พรรษา

31 สิงหาคม พ.ศ. 2432 วันสิ้นพระชนม์ ‘เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ภัทรวดีราชธิดา’ พระราชธิดารัชกาลที่ ๕ และพระวิมาดาเธอ สายสวลีภิรมย์ฯ

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2432 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ภัทรวดีราชธิดา พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการประชวรสิริพระชันษา 5 ปี 118 วัน

พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2427 เป็นพระราชบุตรลำดับที่ 50 ของรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระเชษฐาและพระขนิษฐาร่วมพระชนนี ได้แก่ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร, เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา และเจ้าฟ้านิภานภดล ซึ่งต่างก็ทรงดำรงพระอิสริยยศในฐานะเจ้าฟ้าเช่นเดียวกัน

เดิมพระองค์มีพระนามว่า “พระองค์เจ้าเขจรจำรัส” แต่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามใหม่เป็น “พระองค์เจ้านภาจรจำรัสศรี” และใน พ.ศ. 2431 ได้ทรงสถาปนาเป็น “พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี ภัทรวดีราชธิดา” ตามพระอิสริยยศของพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสูติแต่พระอรรคชายา

เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ ได้ประดิษฐานพระศพ ณ หอธรรมสังเวช และโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ไปทอดผ้าสดับปกรณ์ โดยต่อมาได้พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2433


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top