Saturday, 5 September 2026
ผู้ลี้ภัย

สั่งขึ้นภาษีโคลอมเบีย 25% หลังไม่รับเครื่องบินเนรเทศผู้ลี้ภัยที่สหรัฐส่งกลับ

(27 ม.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศมาตรการตอบโต้โคลอมเบียอย่างรุนแรง หลังจากโคลอมเบียปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินทหารสหรัฐ 2 ลำ ซึ่งขนผู้อพยพที่ถูกเนรเทศตามนโยบายเข้มงวดของรัฐบาลชุดใหม่ ลงจอดในโคลอมเบีย  

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่าการกระทำของนายกุสตาโว เปโตร ประธานาธิบดีโคลอมเบีย ที่ปฏิเสธเที่ยวบินดังกล่าว ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ พร้อมสั่งให้รัฐมนตรีพาณิชย์ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากโคลอมเบีย 25% โดยระบุว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น  

สหรัฐเตรียมเพิ่มกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากโคลอมเบียเป็น 50% ภายในหนึ่งสัปดาห์ ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐบาลโคลอมเบียเดินทางเข้าสหรัฐ และเพิกถอนวีซ่า นอกจากนี้ ยังมีมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินและธนาคาร พร้อมเสริมความเข้มงวดในการตรวจสอบชายแดน  

ทรัมป์ย้ำว่า สหรัฐจะไม่ยอมให้โคลอมเบียละเมิดข้อผูกพันทางกฎหมายในการรับผู้อพยพกลับประเทศ ขณะเดียวกัน เขายังโพสต์ภาพของตัวเองพร้อมข้อความ FAFO ซึ่งสื่อถึงการตอบโต้ที่รุนแรง  

นายเปโตรแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของสหรัฐ โดยระบุว่าผู้อพยพไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนอาชญากร และโคลอมเบียพร้อมต้อนรับพลเมืองที่ถูกเนรเทศกลับบ้านบนเครื่องบินพลเรือน  

เปโตรยังเน้นว่า แม้จะมีชาวอเมริกัน 15,660 คนที่พำนักอย่างผิดกฎหมายในโคลอมเบีย แต่โคลอมเบียจะไม่ใช้วิธีการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบเดียวกัน  

โคลอมเบียซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐในลาตินอเมริกา ตอบโต้โดยขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ 50% เช่นกัน  

โคลอมเบียเป็นประเทศลาตินอเมริกาลำดับที่สองที่ปฏิเสธเครื่องบินทหารสหรัฐ ต่อจากเม็กซิโก แต่ทรัมป์ไม่ได้ใช้มาตรการตอบโต้ที่รุนแรงกับเม็กซิโก  

ในปี 2023 การค้าระหว่างสหรัฐและโคลอมเบียมีมูลค่า 33,800 ล้านดอลลาร์ โดยโคลอมเบียได้ดุลการค้า 1,600 ล้านดอลลาร์ สินค้าหลักที่สหรัฐนำเข้าจากโคลอมเบียได้แก่ น้ำมันดิบ ทองคำ กาแฟ และดอกกุหลาบ  

รัฐบาลของทรัมป์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากประเทศในลาตินอเมริกาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อพยพ ซึ่งบางกรณีถูกมองว่าละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชน  

การใช้เครื่องบินทหารขนส่งผู้อพยพถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการย้ายถิ่นฐานของทรัมป์ ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันแรกที่เขารับตำแหน่งประธานาธิบดี

‘ทรัมป์’ เล็ง!! ยกเลิกสถานะ ‘ผู้ลี้ภัยยูเครน’ 2.4 แสนคน ในสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการกลับลำ!! จากนโยบายต้อนรับชาวยูเครนในสมัย ‘โจ ไบเดน’

(8 มี.ค. 68) แผนการยกเลิกการคุ้มครองชาวยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่จะยกเลิกสถานะทางกฎหมายของผู้อพยพกว่า 1.8 ล้านคน ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ ภายใต้โครงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมชั่วคราว ซึ่งริเริ่มในสมัยรัฐบาลไบเดน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์และแหล่งข่าวอีกรายหนึ่งเปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนจะเพิกถอนสถานะพักพิงของชาวคิวบา เฮติ นิการากัว และเวเนซุเอลา ราว 530,000 คน ภายในเดือนนี้ โดยแผนการเพิกถอนสถานะพักพิงของคนกลุ่มนี้รายงานครั้งแรกโดยสำนักข่าว CBS News

อีเมลภายในของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ที่รอยเตอร์ได้รับ ระบุว่า ผู้อพยพที่ถูกเพิกถอนสถานะพักพิงอาจเผชิญกระบวนการเนรเทศแบบเร่งด่วน

ทั้งนี้ โครงการของไบเดนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างช่องทางทางกฎหมายชั่วคราว เพื่อป้องกันการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

นอกจากชาวยูเครน 240,000 คน ที่หนีภัยจากการรุกรานของรัสเซีย และชาวคิวบา เฮติ นิการากัว และเวเนซุเอลา 530,000 คนแล้ว โครงการเหล่านี้ยังครอบคลุมชาวอัฟกานิสถานกว่า 70,000 คน ที่หลบหนีจากการยึดครองของกลุ่มตาลีบัน

อันดรีย์ โดบรีอันสกี ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของคณะกรรมการชาวยูเครนแห่งอเมริกา กล่าวว่า “คนเหล่านี้จำนวนมากไม่มีบ้านให้กลับไป เรากำลังพูดถึงคนที่เมืองทั้งเมืองถูกทำลายจนราบ เราจะส่งพวกเขากลับไปที่ไหนกัน ไม่มีอะไรเหลือแล้ว”

ได้ไปคองโกแทน ไม่ได้ไป อเมริกา ‘เคยช่วยสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ไปอเมริกา’ ทรัมป์ถกส่งชาวอัฟกัน 1,100 ชีวิตไปคองโก ท่ามกลางวิกฤตพลัดถิ่นเดือด แผนทรัมป์จุดกระแสวิจารณ์หนัก

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนส่งชาวอัฟกันสูงสุด 1,100 คน ที่เคยคอยช่วยอเมริการะหว่างยึดครองอัฟกานิสถาน ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประเทศที่เผชิญกับวิกฤตพลัดถิ่นฐานร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อยู่ก่อนแล้ว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนและนิวยอร์กไทม์ส

การพูดคุยเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานตั้งรกรากใหม่ ซึ่งนิวยอร์กไทม์สรายงานเป็นแห่งแรก มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งระงับโครงการหนึ่งซึ่งจะเปิดทางให้ชาวอัฟกานิสถานที่ช่วยสนับสนุนการทำสงครามของสหรัฐฯ ยื่นคำร้องตั้งรกรากในอเมริกา ตามรายงานของเดอะการ์เดียน

นิวยอร์กไทม์สระบุว่ากลุ่มชาวอัฟกันมากกว่า 1,000 คน ตกค้างอยู่ในกาตาร์ มาตลอดทั้งปี ในนั้นมีทั้งล่าม, ญาติๆของบุคลากรทางทหารสหรัฐฯ และเด็กๆกว่า 400 คน อเมริกาอพยพคนเหล่านี้ไปยังกาตาร์ เพื่อปกป้องคนเหล่านี้ เพราะว่าพวกเขาให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออเมริกา ระหว่างที่สหรัฐฯยึดครองอัฟกานิสถาน แต่เวลานี้ประเทศแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตอลิบานอีกรอบ ตามหลังวอชิงตันถอนกำลังทหารออกไป

ปัจจุบันสาธารณรัฐคองโกกำลังหัวหมุนอยู่กับความขัดแย้งและภาวะไร้เสถียรภาพที่ลากยาวมาหลายทศวรรษ สำนักงานด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประเมินว่าจนถึงเดือนกันยายน 2025 มีประชาชนกว่า 8.2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นฐานในคองโก ท่ามกลางความคาดหมายว่าตัวเลขน่าจะแตะระดับ 9 ล้านคนในช่วงสิ้นปี

ชอว์น แวนไดเวอร์ ประธาน  AfghanEvac องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร(เอ็นจีโอ) บอกกับการ์เดียน เขาทราบมาว่ามีการพูดคุยหารือกันในเรื่องนี้ของผู้คน ณ กระทรวงการต่างประเทศอเมริกาและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ทาง AfghanEvac เชื่อว่าชาวอัฟกานิสถานเหล่านั้น ควรถูกนำตัวไปตั้งรกรากในสหรัฐฯมากกว่า

แวนไดเวอร์ เน้นว่ามีชาวอัฟกันราว 900 คนจาก 1,100 คนในกาตาร์ มีสิทธิ์ได้รับสิทธิ์ตั้งรกรากใหม่ในสหรัฐฯ ส่วนอีก 200 คนที่เหลือ ซึ่งไม่มีสิทธิ์ เขาแนะนำว่าวอชิงตันควรสำรวจทางเลือกต่างๆกับประเทศอื่น นอกเหนือจากคองโก ซึ่งกำลังประสบกับสถานการณ์ความรุนแรงในวงกว้างในปัจจุบัน "ทางออกง่ายๆคือ เฮ้ ยินดีตอบรับสู่อเมริกา"

ทั้งนี้ แวนไดเวอร์ เผยว่าในบรรดาชาวอัฟกานิสถานเหล่านี้ มีอยู่ราวๆ 100 ถึง 150 คน เป็นสมาชิกในครอบครัวของทหารประจำการ และมากกว่า 700 คน เป็นผู้หญิงและเด็ก "ปัญหาทั้งหมดนี้สามารถแก้ไขได้เพียงแค่เปลี่ยนนโยบาย" เขากล่าว พร้อมเน้นว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิควรอนุญาตให้ชาวอัฟกานิสถานที่ผ่านคุณสมบัติในโครงการดังกล่าวแล้ว เดินทางเข้าประเทศ  "พวกเขาสามารถเข้ามาที่นี่ ไม่มีกฎหมายใดที่ขัดขวางพวกเขา"

นอกจากนี้แล้วทาง แวนไดเวอร์ เตือนด้วยว่าการส่งคนเหล่านี้กลับไปยังอัฟกานิสถาน เท่ากับส่งพวกเขากลับไปหาความตาย สืบเนื่องจากการที่พวกเขาให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯบอกกับการ์เดียน ว่าพวกเจ้าหน้าที่กำลังเดินหน้าหาตัวเลือกต่างๆ สำหรับโยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากด้วยความสมัครใจ แก่บรรดาชาวอัฟกานิสถาน ที่พักพิงอยู่ ณ ค่ายผู้ลี้ภัยอัส-ซัยลิเยาะห์ ในกาตาร์ ในปัจจุบัน โดยโฆษกอ้างว่าการเคลื่อนย้ายคนกลุ่มนี้ไปยังประเทศที่ 3 คือทางออกที่ดีสำหรับความปลอดภัยของพวกเขาและความปลอดภัยของชาวอเมริกา

(ที่มา:เดอะการ์เดียน/อัลมายาดีน/นิวยอร์กไทม์ส)

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404916358343688&id=100064760106289&rdid=fh1rm4J3cUqp83El#

“อังกฤษ” เตือนผู้ลี้ภัย!! รัฐปล่อยคู่มือ “อย่าข่มขืน” คดีข่มขืนเพิ่ม ดึงความสนใจ ผู้ลี้ภัยถูกกล่าวหาข่มขืนหลายคดี สังคมโหมวิจารณ์นโยบายลี้ภัย

อ้างจากเพจ Amthaipaper (หนังสือพิมพ์ไทยในอังกฤษ)

รัฐบาลอังกฤษต้องออกคู่มือเตือนผู้ขอลี้ภัย “อย่าข่มขืน” หลังคดีความรุนแรงทางเพศพุ่งสูง
กระทรวงมหาดไทยอังกฤษ (Home Office) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเผยแพร่คู่มือชื่อ
“Understanding behaviours and expectations in the UK”

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 โดยมีเนื้อหาชี้แจงให้ผู้ขอลี้ภัยทราบว่า
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้รับความยินยอมถือเป็นการข่มขืน และเป็นอาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายอังกฤษ

คู่มือเล่มนี้ครอบคลุมประเด็นเรื่อง ความยินยอม, การทารุณกรรมในครอบครัว, อายุที่ยินยอมทางเพศอยู่ที่ 16 ปี และการล่วงละเมิดเด็ก

สื่อหลายสำนักนำเสนอข่าวด้วยพาดหัวตรงไปตรงมาอย่าง
“รัฐมนตรีถูกบังคับให้บอกผู้ขอลี้ภัยว่าอย่าข่มขืนผู้หญิง” หลังมีคดีความรุนแรงทางเพศที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัยเกิดขึ้นต่อเนื่อง

หนึ่งในคดีล่าสุดที่สร้างความตื่นตระหนก คือกรณีชายชาวอัฟกานิสถาน 2 คน ถูกฟ้องในข้อหาข่มขืนและล่วงละเมิดเด็กหญิงอายุ 14 ปี บนรถไฟมุ่งหน้าลอนดอน ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี

นอกจากนี้ ยังมีคดีชายชาวเอริเทรียถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนชายวัยเกษียณนอกโบสถ์ในย่าน Harrow

ล่าสุด ชายอัฟกัน 2 คนข่มขืนหญิงในสวน Barking ขณะใช้มีดขู่
ศาลอังกฤษตัดสินเมื่อ 20 ส.ค. 2026 ว่า Noorullah Ahmdzai (26) และ Khan Agah (19) มีความผิดฐานข่มขืนและขู่ด้วยมีด

เหตุเกิดคืน 16 ส.ค. 2025 ที่ Barking Park ลอนดอน หญิงสาวกำลังนั่งดูดาวกับชายคู่เดท ถูกทั้งคู่จับกดลงพื้น ใช้มีดจ่อคอชายคู่เดท แล้วผลัดกันข่มขืน
ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่คณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิด รอฟังโทษจำคุกในเดือนต.ค. นี้ และมีแนวโน้มถูกส่งตัวกลับประเทศหลังพ้นโทษ

ทั้งสองคนเป็นผู้อพยพที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
และยังมีคดีข่มขืนเด็กหญิงโดยผู้ขอลี้ภัยอีกหลายคดีในช่วงปี 2025-2026
แม้รัฐบาลอังกฤษจะไม่มีสถิติอย่างเป็นทางการที่แยกสถานะ “ผู้ขอลี้ภัย” ในการตัดสินคดีอาญา
แต่ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมที่สื่อได้รับผ่านคำร้องขอข้อมูลสาธารณะ แสดงให้เห็นว่า ต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินคดีความผิดทางเพศในสัดส่วนที่สูงกว่าสัดส่วนประชากร
โดยเฉพาะในคดีล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิงและคดีข่มขืนบางประเภท บางสัญชาติอย่างอัฟกานิสถานมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอังกฤษว่า
ทำไมประเทศต้องแบกรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากระบบลี้ภัย ใน
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนนโยบายยังย้ำถึงพันธกรณีตามอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี 1951 และหลักการด้านมนุษยธรรม
ปัจจุบันประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงทางการเมืองที่รุนแรง โดยมีทั้งเสียงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายการรับผู้ลี้ภัยและการคัดกรองที่เข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1494689119347314&set=a.467117728771130


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top