Friday, 5 June 2026
ผู้ลี้ภัย

สั่งขึ้นภาษีโคลอมเบีย 25% หลังไม่รับเครื่องบินเนรเทศผู้ลี้ภัยที่สหรัฐส่งกลับ

(27 ม.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศมาตรการตอบโต้โคลอมเบียอย่างรุนแรง หลังจากโคลอมเบียปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินทหารสหรัฐ 2 ลำ ซึ่งขนผู้อพยพที่ถูกเนรเทศตามนโยบายเข้มงวดของรัฐบาลชุดใหม่ ลงจอดในโคลอมเบีย  

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่าการกระทำของนายกุสตาโว เปโตร ประธานาธิบดีโคลอมเบีย ที่ปฏิเสธเที่ยวบินดังกล่าว ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ พร้อมสั่งให้รัฐมนตรีพาณิชย์ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากโคลอมเบีย 25% โดยระบุว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น  

สหรัฐเตรียมเพิ่มกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากโคลอมเบียเป็น 50% ภายในหนึ่งสัปดาห์ ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐบาลโคลอมเบียเดินทางเข้าสหรัฐ และเพิกถอนวีซ่า นอกจากนี้ ยังมีมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินและธนาคาร พร้อมเสริมความเข้มงวดในการตรวจสอบชายแดน  

ทรัมป์ย้ำว่า สหรัฐจะไม่ยอมให้โคลอมเบียละเมิดข้อผูกพันทางกฎหมายในการรับผู้อพยพกลับประเทศ ขณะเดียวกัน เขายังโพสต์ภาพของตัวเองพร้อมข้อความ FAFO ซึ่งสื่อถึงการตอบโต้ที่รุนแรง  

นายเปโตรแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของสหรัฐ โดยระบุว่าผู้อพยพไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนอาชญากร และโคลอมเบียพร้อมต้อนรับพลเมืองที่ถูกเนรเทศกลับบ้านบนเครื่องบินพลเรือน  

เปโตรยังเน้นว่า แม้จะมีชาวอเมริกัน 15,660 คนที่พำนักอย่างผิดกฎหมายในโคลอมเบีย แต่โคลอมเบียจะไม่ใช้วิธีการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบเดียวกัน  

โคลอมเบียซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐในลาตินอเมริกา ตอบโต้โดยขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ 50% เช่นกัน  

โคลอมเบียเป็นประเทศลาตินอเมริกาลำดับที่สองที่ปฏิเสธเครื่องบินทหารสหรัฐ ต่อจากเม็กซิโก แต่ทรัมป์ไม่ได้ใช้มาตรการตอบโต้ที่รุนแรงกับเม็กซิโก  

ในปี 2023 การค้าระหว่างสหรัฐและโคลอมเบียมีมูลค่า 33,800 ล้านดอลลาร์ โดยโคลอมเบียได้ดุลการค้า 1,600 ล้านดอลลาร์ สินค้าหลักที่สหรัฐนำเข้าจากโคลอมเบียได้แก่ น้ำมันดิบ ทองคำ กาแฟ และดอกกุหลาบ  

รัฐบาลของทรัมป์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากประเทศในลาตินอเมริกาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อพยพ ซึ่งบางกรณีถูกมองว่าละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชน  

การใช้เครื่องบินทหารขนส่งผู้อพยพถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการย้ายถิ่นฐานของทรัมป์ ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันแรกที่เขารับตำแหน่งประธานาธิบดี

‘ทรัมป์’ เล็ง!! ยกเลิกสถานะ ‘ผู้ลี้ภัยยูเครน’ 2.4 แสนคน ในสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการกลับลำ!! จากนโยบายต้อนรับชาวยูเครนในสมัย ‘โจ ไบเดน’

(8 มี.ค. 68) แผนการยกเลิกการคุ้มครองชาวยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่จะยกเลิกสถานะทางกฎหมายของผู้อพยพกว่า 1.8 ล้านคน ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ ภายใต้โครงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมชั่วคราว ซึ่งริเริ่มในสมัยรัฐบาลไบเดน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์และแหล่งข่าวอีกรายหนึ่งเปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนจะเพิกถอนสถานะพักพิงของชาวคิวบา เฮติ นิการากัว และเวเนซุเอลา ราว 530,000 คน ภายในเดือนนี้ โดยแผนการเพิกถอนสถานะพักพิงของคนกลุ่มนี้รายงานครั้งแรกโดยสำนักข่าว CBS News

อีเมลภายในของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ที่รอยเตอร์ได้รับ ระบุว่า ผู้อพยพที่ถูกเพิกถอนสถานะพักพิงอาจเผชิญกระบวนการเนรเทศแบบเร่งด่วน

ทั้งนี้ โครงการของไบเดนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างช่องทางทางกฎหมายชั่วคราว เพื่อป้องกันการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

นอกจากชาวยูเครน 240,000 คน ที่หนีภัยจากการรุกรานของรัสเซีย และชาวคิวบา เฮติ นิการากัว และเวเนซุเอลา 530,000 คนแล้ว โครงการเหล่านี้ยังครอบคลุมชาวอัฟกานิสถานกว่า 70,000 คน ที่หลบหนีจากการยึดครองของกลุ่มตาลีบัน

อันดรีย์ โดบรีอันสกี ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของคณะกรรมการชาวยูเครนแห่งอเมริกา กล่าวว่า “คนเหล่านี้จำนวนมากไม่มีบ้านให้กลับไป เรากำลังพูดถึงคนที่เมืองทั้งเมืองถูกทำลายจนราบ เราจะส่งพวกเขากลับไปที่ไหนกัน ไม่มีอะไรเหลือแล้ว”

ได้ไปคองโกแทน ไม่ได้ไป อเมริกา ‘เคยช่วยสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ไปอเมริกา’ ทรัมป์ถกส่งชาวอัฟกัน 1,100 ชีวิตไปคองโก ท่ามกลางวิกฤตพลัดถิ่นเดือด แผนทรัมป์จุดกระแสวิจารณ์หนัก

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนส่งชาวอัฟกันสูงสุด 1,100 คน ที่เคยคอยช่วยอเมริการะหว่างยึดครองอัฟกานิสถาน ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประเทศที่เผชิญกับวิกฤตพลัดถิ่นฐานร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อยู่ก่อนแล้ว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนและนิวยอร์กไทม์ส

การพูดคุยเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานตั้งรกรากใหม่ ซึ่งนิวยอร์กไทม์สรายงานเป็นแห่งแรก มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งระงับโครงการหนึ่งซึ่งจะเปิดทางให้ชาวอัฟกานิสถานที่ช่วยสนับสนุนการทำสงครามของสหรัฐฯ ยื่นคำร้องตั้งรกรากในอเมริกา ตามรายงานของเดอะการ์เดียน

นิวยอร์กไทม์สระบุว่ากลุ่มชาวอัฟกันมากกว่า 1,000 คน ตกค้างอยู่ในกาตาร์ มาตลอดทั้งปี ในนั้นมีทั้งล่าม, ญาติๆของบุคลากรทางทหารสหรัฐฯ และเด็กๆกว่า 400 คน อเมริกาอพยพคนเหล่านี้ไปยังกาตาร์ เพื่อปกป้องคนเหล่านี้ เพราะว่าพวกเขาให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออเมริกา ระหว่างที่สหรัฐฯยึดครองอัฟกานิสถาน แต่เวลานี้ประเทศแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตอลิบานอีกรอบ ตามหลังวอชิงตันถอนกำลังทหารออกไป

ปัจจุบันสาธารณรัฐคองโกกำลังหัวหมุนอยู่กับความขัดแย้งและภาวะไร้เสถียรภาพที่ลากยาวมาหลายทศวรรษ สำนักงานด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประเมินว่าจนถึงเดือนกันยายน 2025 มีประชาชนกว่า 8.2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นฐานในคองโก ท่ามกลางความคาดหมายว่าตัวเลขน่าจะแตะระดับ 9 ล้านคนในช่วงสิ้นปี

ชอว์น แวนไดเวอร์ ประธาน  AfghanEvac องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร(เอ็นจีโอ) บอกกับการ์เดียน เขาทราบมาว่ามีการพูดคุยหารือกันในเรื่องนี้ของผู้คน ณ กระทรวงการต่างประเทศอเมริกาและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ทาง AfghanEvac เชื่อว่าชาวอัฟกานิสถานเหล่านั้น ควรถูกนำตัวไปตั้งรกรากในสหรัฐฯมากกว่า

แวนไดเวอร์ เน้นว่ามีชาวอัฟกันราว 900 คนจาก 1,100 คนในกาตาร์ มีสิทธิ์ได้รับสิทธิ์ตั้งรกรากใหม่ในสหรัฐฯ ส่วนอีก 200 คนที่เหลือ ซึ่งไม่มีสิทธิ์ เขาแนะนำว่าวอชิงตันควรสำรวจทางเลือกต่างๆกับประเทศอื่น นอกเหนือจากคองโก ซึ่งกำลังประสบกับสถานการณ์ความรุนแรงในวงกว้างในปัจจุบัน "ทางออกง่ายๆคือ เฮ้ ยินดีตอบรับสู่อเมริกา"

ทั้งนี้ แวนไดเวอร์ เผยว่าในบรรดาชาวอัฟกานิสถานเหล่านี้ มีอยู่ราวๆ 100 ถึง 150 คน เป็นสมาชิกในครอบครัวของทหารประจำการ และมากกว่า 700 คน เป็นผู้หญิงและเด็ก "ปัญหาทั้งหมดนี้สามารถแก้ไขได้เพียงแค่เปลี่ยนนโยบาย" เขากล่าว พร้อมเน้นว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิควรอนุญาตให้ชาวอัฟกานิสถานที่ผ่านคุณสมบัติในโครงการดังกล่าวแล้ว เดินทางเข้าประเทศ  "พวกเขาสามารถเข้ามาที่นี่ ไม่มีกฎหมายใดที่ขัดขวางพวกเขา"

นอกจากนี้แล้วทาง แวนไดเวอร์ เตือนด้วยว่าการส่งคนเหล่านี้กลับไปยังอัฟกานิสถาน เท่ากับส่งพวกเขากลับไปหาความตาย สืบเนื่องจากการที่พวกเขาให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯบอกกับการ์เดียน ว่าพวกเจ้าหน้าที่กำลังเดินหน้าหาตัวเลือกต่างๆ สำหรับโยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากด้วยความสมัครใจ แก่บรรดาชาวอัฟกานิสถาน ที่พักพิงอยู่ ณ ค่ายผู้ลี้ภัยอัส-ซัยลิเยาะห์ ในกาตาร์ ในปัจจุบัน โดยโฆษกอ้างว่าการเคลื่อนย้ายคนกลุ่มนี้ไปยังประเทศที่ 3 คือทางออกที่ดีสำหรับความปลอดภัยของพวกเขาและความปลอดภัยของชาวอเมริกา

(ที่มา:เดอะการ์เดียน/อัลมายาดีน/นิวยอร์กไทม์ส)

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404916358343688&id=100064760106289&rdid=fh1rm4J3cUqp83El#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top