Friday, 5 June 2026
ป้ายหาเสียง

‘ปชป.’ ยัน!! ดำเนินคดีเอาผิดคนทำลายป้ายหาเสียง ย้ำ!! ทุกพรรคโปรดแข่งขันการเมืองอย่างใสสะอาด

(29 เม.ย. 66) ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย พร้อมด้วยนายจิตกร บุษบา ทีมโฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงข่าวว่า ขณะนี้ในภาพรวมยังพบการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคในเขตกรุงเทพฯ บางพื้นที่โดนเก็บและนำป้ายของผู้สมัครของพรรคอื่นมาติดตั้งแทน โดยเฉพาะพื้นที่ของผู้สมัครหน้าใหม่ ถือเป็นบรรยากาศการหาเสียงที่ไม่สร้างสรรค์ และที่สำคัญเป็นการทำผิดกฎหมายอาญา

นางดรุณวรรณ กล่าวว่า การจงใจทำลายป้ายถือเป็นการทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 358 ฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือประชาชนทั่วไปก็มีโทษในอัตราเดียวกัน เนื่องจากป้ายหาเสียงในการเลือกตั้งถือเป็นทรัพย์สินของผู้สมัคร การปลดป้ายหาเสียงไปทิ้งทำลายจึงเป็นการทำให้เสียทรัพย์ พรรคประชาธิปัตย์จึงยืนยันเอาผิดและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และต้องการเห็นการหาเสียงเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ แข่งขันกันด้วยนโยบาย และตัวผู้สมัคร ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน

โดยนายธีรวิทย์ ภูมิดิษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางเขน จตุจักร หลักสี่ เบอร์ 5 กล่าวว่า ป้ายหาเสียงของตนที่ถูกเก็บ ถูกทำลาย ส่วนใหญ่ติดตั้งอยู่บริเวณซอยรัชดา 36 แยก 11 มีการนำปากกามาขีดเขียนเพื่อทำลายป้ายและระบุว่า จะเลือกพรรคการเมืองอื่น ล่าสุดยังพบว่า มีการตัดป้ายหาเสียงบางส่วนของตนเพื่อนำไปติดบังโคลนรถมอเตอร์ไซค์ ตนจึงได้แจ้งความดำเนินคดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งกรณีนี้พบตัวผู้กระทำผิดจึงได้พูดคุย ยอมถอนแจ้งความเนื่องจากผู้กระทำผิดได้ขอโทษ และระบุว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางกรณียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด ซึ่งตนได้ยื่นหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งภาพถ่ายและภาพจากกล้องวงจรปิด มั่นใจว่าจะสามารถเอาผิดกับผู้กระทำได้อย่างแน่นอน

“เมื่อเราเข้ามาทำงานการเมือง ก็ควรทำให้ใสสะอาด ไม่ควรมีการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคคู่แข่ง ซึ่งการลงสมัครรับเลือกตั้งนั้นก็เหมือนการแข่งขันอย่างหนึ่ง ผมเองก็เป็นนักกีฬาที่ร่วมแข่งขันในรายการระดับโลกมาแล้ว จึงยึดถือเรื่องความมีน้ำใจนักกีฬา และทุกคนต้องเคารพกติกาการแข่งขัน” นายธีรวิทย์ กล่าว

ขณะที่ นพ.พลวิทย์ เจริญพงศ์ ผู้สมัคร ส.ส. เขตทวีวัฒนา ตลิ่งชัน เบอร์ 3 กล่าวว่า ป้ายหาเสียงของตน พบว่ามีการทำลายด้วยการนำแผ่นพับของผู้สมัครพรรคการเมืองอื่นมาติดที่ป้ายหาเสียงของตนหลายป้าย รวมทั้งขีดเขียน ทำลาย ให้เกิดความเสียหายในหลายพื้นที่เช่นกัน และหลังจากแถลงข่าวเสร็จตนจะได้นำหลักฐานที่ปรากฎไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อไป

“ผมในฐานะผู้สมัครหน้าใหม่ มาลงสมัครครั้งนี้ต้องการแข่งขันตามกฎกติกา แต่การกระทำเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ไม่น่ารัก และไม่ให้เกียรติ การที่ผมทำตามกฎ ซึ่งมีการกำหนดจำนวนป้ายไว้ แต่การที่ป้ายของผมมาถูกทำลายแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้จำนวนป้ายหาเสียงของผมลดน้อยลง เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครไม่ว่าจะเกิดกับผมหรือผู้สมัครท่านอื่นๆ” นพ.พลวิทย์ กล่าว


ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_3950365

‘จิรพงษ์’ เปลี่ยนป้ายหาเสียงโค้งสุดท้าย ย้ำจุดยืน ไม่ขายตัว ปลุกความเชื่อมั่น ปชช. เลือก ‘เพื่อไทย’ ทั้งคนทั้งพรรค

‘จิรพงษ์’ เปลี่ยนป้ายหาเสียงโค้งสุดท้าย ย้ำจุดยืน อุดมการณ์ ไม่ขายตัว ยึดมั่นในประชาชน ปลุกกาบัตรเลือก เพื่อไทย ทั้ง ส.ส.แบ่งเขต ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ

(10 พ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 2 เบอร์ 8 พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้เปลี่ยนป้ายหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งอีกครั้ง

โดยก่อนหน้านี้ นายจิรพงษ์ ได้จัดทำป้ายหาเสียงมาแล้ว 2 เวอร์ชัน ซึ่งเวอร์ชันแรกเป็นป้ายแนะนำตัว เวอร์ชันที่ 2 เป็นป้ายแนะนำนโยบายของพรรค พท. แต่ละนโยบาย และเวอร์ชันนี้เป็นเวอร์ชันที่ 3 ย้ำถึงจุดยืน “ไม่ขายตัว ไม่เปลี่ยนอุดมการณ์ ยึดมั่นในประชาชน”

นายจิรพงษ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนป้ายโค้งสุดท้าย​ ตนต้องการย้ำอุดมการณ์​ว่า ไม่ว่าจะที่ผ่านมา วันนี้ หรือต่อไปในอนาคต ตนก็ยังจะเคารพการตัดสินใจของประชาชน​ ที่เลือกตนให้มาเป็น​ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ตนไม่คิดขายตัว ไม่เคยย้ายพรรคไปไหน​ และเห็นว่า พรรค พท.คือคำตอบที่ทำให้ประชาชน​อยู่ดีกินดี มีเศรษฐกิจ​ที่ดี​

หากจะมีคนคิดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย​ แล้วคิดจะมาซื้อ​ ส.ส. โดยเฉพาะ​ ส.ส.เขต​ของ พท.คงยาก รับประกันได้เลยว่า ไม่มีใครยอม

ดังนั้น วัน​ที่​ 14​ พ.ค.​นี้​ ขอเขิญชวน​พ่อแม่พี่น้องมาลาจากความยากจนไปด้วยกัน ขอให้เชื่อมั่น เชื่อใจพรรค พท.อีกครั้งโดยการเข้าคูหา​ กาเพื่อไทยทั้งแบบแบ่งเขต​และบัญชีรายชื่อ

ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่นที่ไทยอยากทำตาม เป็นได้ถ้ากล้าออกแบบใหม่ทั้งระบบ กกต.เปลี่ยนจากคุมกติกาเป็นออกแบบบอร์ดกลาง อปท. ร่วมดูแลพื้นที่ หากต้องการไปให้ถึงฝัน

ป้ายหาเสียงเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น เป็นได้ หรือแค่ฝัน?
ทุกครั้งที่ถึงฤดูเลือกตั้ง ภาพที่คนไทยคุ้นตาคือเมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยป้ายไวนิล เต็มเสาไฟ เต็มทางเท้า เต็มสะพานลอย บางจุดบังทัศนวิสัยจนขับรถลำบาก ทั้งที่ในอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น “ป้ายหาเสียง” ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เรียบร้อย และกลายเป็นโครงสร้างข้อมูลสาธารณะ ให้ประชาชนเดินผ่านแล้วเห็นข้อมูลผู้สมัครครบทุกคนในที่เดียว

คำถามคือ…ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่น เป็นได้จริงในประเทศไทย หรือเป็นได้แค่ฝัน? และถ้าอยากให้เกิดขึ้นจริง ควรเป็นหน้าที่ของใครที่จะลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้

ญี่ปุ่นกับป้ายเลือกตั้งที่เป็น “บอร์ดกลาง” ของทุกคน
ที่ญี่ปุ่น ป้ายเลือกตั้งจะถูกจัดให้อยู่ใน “บอร์ดกลาง” (Election Board) ที่เทศบาลหรือเมืองเป็นผู้จัดทำและดูแล ทุกผู้สมัครมีช่องเท่ากัน ขนาดเท่ากัน อยู่ในบอร์ดเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่ใครมีเงินมากก็มีป้ายใหญ่เต็มเมือง ใครมีทุนน้อยก็แทบไม่มีใครเห็น

บอร์ดเหล่านี้ถูกติดตั้งตามจุดสำคัญของเมือง เช่น หน้าโรงเรียน ศาลาว่าการ เขตชุมชน หรือสถานีรถไฟ ประชาชนเดินผ่านก็เห็นข้อมูลผู้สมัครครบทุกเบอร์ในที่เดียว เมืองไม่เละ ไม่รก และ “ข้อมูลการเลือกตั้ง” ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบเหมือนป้ายประชาสัมพันธ์สาธารณะมากกว่าป้ายโฆษณาเชิงพาณิชย์

โครงสร้างไทยวันนี้: ป้ายหาเสียงยังเป็น “ของผู้สมัคร”
กฎหมายเลือกตั้งของไทยปัจจุบันมองป้ายหาเสียงเป็น “ทรัพย์สินของผู้สมัครและพรรคการเมือง” คือให้อำนาจผู้สมัครแต่ละรายทำป้ายของตัวเอง ภายใต้กรอบกติกาบางอย่าง เช่น ขนาดป้าย จำนวนป้าย และตำแหน่งที่ติดได้หรือไม่ได้

กกต. ทำหน้าที่หลักคือออกกติกา กำหนดเงื่อนไข และดูว่ามีใครทำผิดหรือไม่ มากกว่ามองตัวเองว่าเป็น “ผู้ออกแบบประสบการณ์ข้อมูลการเลือกตั้ง” ให้กับประชาชน ผลก็คือ เมืองจึงกลายเป็นสนามรบของป้ายแต่ละฝ่าย ใครทุนเยอะก็ป้ายเยอะ ใครทุนบางก็แทบจะหายไปจากสายตา

ตรงนี้คือจุดต่างสำคัญจากญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นใช้แนวคิดว่า “ป้ายของทุกคนต้องมาอยู่ในโครงสร้างกลางเดียวกัน” เพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลอย่างเท่าเทียม ในขณะที่ไทยยังไม่ยอม “ดึงป้ายออกจากมือผู้สมัคร” มารวมไว้ในโครงสร้างกลางของรัฐ

ถ้าอยากได้ความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ
1. เราจะกล้าเปลี่ยนจาก “ป้ายของใครของมัน” เป็น “ป้ายกลางของทุกคน” ไหม?
วันนี้ผู้สมัครแต่ละคนออกแบบ ทำ และติดป้ายของตัวเอง ถ้าจะไปแบบญี่ปุ่นจริง ๆ ต้องกล้าบอกว่า ขอให้ทุกคนมาอยู่ในบอร์ดกลางที่มาตรฐานเดียวกัน พื้นที่เท่ากัน มุมมองเท่ากัน ซึ่งจะทำให้ “ทุน” มีผลกับเกมนี้น้อยลง และ “เนื้อหา + นโยบาย” มีน้ำหนักมากขึ้น แต่แน่นอนว่าพรรคใหญ่และผู้สมัครทุนหนา อาจไม่ชอบ เพราะเสียเปรียบจากการที่ตัวเองไม่ได้ยึดพื้นที่สายตามากเหมือนเดิม

2. ใครจะเป็นเจ้าภาพลงทุนทำ “โครงสร้างป้ายกลาง”?
ถ้าให้เอกชนทำ ก็เสี่ยงถูกมองว่าเอียงข้าง เลือกให้พื้นที่เฉพาะบางพรรค หรือใช้บอร์ดกลางเป็นช่องทางขายพื้นที่โฆษณาแฝง ถ้าให้รัฐทำ ก็ต้องมีงบประมาณ แผนงาน และการออกแบบที่ดีพอ ไม่ใช่แค่ทำบอร์ดเหล็กเก่า ๆ ที่ไม่มีใครอยากมอง คำถามนี้เกี่ยวข้องกับบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นและ กกต. โดยตรง

3. กกต. จะนิยามบทบาทตัวเองใหม่ได้แค่ไหน?
จาก “ผู้คุมกติกา” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบข้อมูลเลือกตั้ง” นั่นแปลว่า กกต. ต้องออกแบบมาตรฐานบอร์ดกลาง กำหนดรูปแบบข้อมูลที่ต้องแสดง กำหนดจำนวนบอร์ดขั้นต่ำต่อเขต และกำหนดให้การสื่อสารผ่านบอร์ดเหล่านี้ เป็นหนึ่งในช่องทางหลักของการให้ข้อมูลประชาชน ไม่ใช่แค่เปิดช่องให้ผู้สมัครติดป้ายกันเองอย่างที่เป็นอยู่

แล้วควรเป็น “หน้าที่ใคร” ในการจัดการเรื่องนี้?
1. กกต. – ผู้ออกแบบ “ระบบ” ไม่ใช่แค่ผู้ออกกฎ
ถ้าอยากเห็นป้ายแบบญี่ปุ่นในไทย กกต. คือผู้เล่นหลักที่ต้องปรับบทบาทตัวเองให้ชัดขึ้น จากคนออกกติกาและตรวจสอบ กลายเป็นคนออกแบบ “โครงสร้างป้ายกลาง” ทั่วประเทศ กกต. สามารถกำหนดมาตรฐานบอร์ดกลาง รูปแบบข้อมูลที่ต้องมี และออกระเบียบเฉพาะให้ อปท./เขต ใช้เป็นต้นแบบเดียวกันทั่วประเทศได้

2. อปท. / เทศบาล / อบต. / เขต – เจ้าภาพภาคสนาม
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือคนที่รู้พื้นที่ดีที่สุด และพร้อมจะเป็นเจ้าภาพดูแลบอร์ดกลางในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกจุดติดตั้งบอร์ด การดูแลไม่ให้ชำรุดหรือถูกทำลาย และการประสานงานกับผู้สมัครให้ส่งรูปและข้อมูลตามเวลา จากเดิมที่หน้าที่หลักคือ “อนุญาตให้ติดป้ายตรงไหนได้บ้าง” ก็ต้องยกระดับเป็น “ผู้ออกแบบโชว์รูมข้อมูลผู้สมัครในพื้นที่”

3. พรรคการเมืองและผู้สมัคร – เจ้าของเนื้อหาที่ต้องยอมเล่นในสนามที่เท่าเทียม
แม้จะมีบอร์ดกลาง แต่ผู้สมัครก็ยังต้องรับผิดชอบเนื้อหาที่จะสื่อสารผ่านพื้นที่จำกัดและมาตรฐานเดียวกัน นี่คือการเปลี่ยน mindset จากการแข่งกันด้วยขนาดและจำนวนป้าย ไปสู่การแข่งกันด้วยความชัดเจนของข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และความคิดสร้างสรรค์ในกรอบที่เท่าเทียมกัน

4. ภาคประชาชน นักออกแบบเมือง และสื่อ – คนจุดประเด็นและออกแบบอนาคตของเมือง
ถ้าไม่มีแรงกดดันจากประชาชน ไม่มีเสียงเรียกร้องจากนักออกแบบเมือง หรือไม่มีสื่อหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด การเปลี่ยนแปลงก็แทบไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ภาควิชาสถาปัตย์ นักออกแบบกราฟิก และ Urban Designer สามารถเสนอแบบ “บอร์ดเลือกตั้งมาตรฐานไทย” ที่สวย ทันสมัย และใช้งานได้จริง ในขณะที่สื่อและอินฟลูสามารถช่วยตั้งคำถามว่า “ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเลิกปล่อยให้เมืองเละทุกครั้งที่มีเลือกตั้ง?”

ความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ถ้าเรายอมออกแบบใหม่ทั้งระบบ
ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันสำหรับประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ในเมื่อโครงสร้างปัจจุบันยังเอื้อให้ผู้สมัครแต่ละรายมองป้ายเป็นอาวุธแย่งพื้นที่สายตา มากกว่ามองว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างข้อมูลสาธารณะ

ถ้าเราอยากเห็นเมืองที่สะอาดขึ้น การเลือกตั้งที่เป็นระเบียบขึ้น และข้อมูลผู้สมัครที่ถูกจัดวางอย่างเท่าเทียมกันในสายตาประชาชน เราต้องกล้าถามและกล้าผลักดันให้ กกต. รัฐท้องถิ่น พรรคการเมือง และภาคประชาชน ช่วยกันออกแบบ “ระบบใหม่” ของป้ายหาเสียง ไม่ใช่แค่แก้รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บนป้ายเดิม

สุดท้ายแล้ว ป้ายหาเสียงไม่ได้เป็นแค่ชิ้นผ้าหรือแผ่นไวนิลริมถนน แต่มันสะท้อนว่าเรามองการเลือกตั้งเป็นเพียงสงครามประชาสัมพันธ์ หรือมองว่าเป็นโอกาสในการออกแบบระบบข้อมูลสาธารณะที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนกันแน่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top