Thursday, 4 June 2026
ปลดพนักงาน

สะเทือน!! ‘MONO’ ปรับโครงสร้าง สั่ง ‘ปลดพนักงาน’ ทุกหน่วย ช่วยลดรายจ่ายต่อเดือนถึง 11 ลบ. พร้อมเตรียมใช้ AI อ่านข่าวแทน

(29 ก.พ.67) นายปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 1,895.4 ล้านบาท ลดลง 9.4% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) มีผลขาดทุนสุทธิ 255.1 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 324.4 ล้านบาท เมื่อเทียบจากปี 2565

โดยในปี 2567 ทาง MONO ได้ปรับโครงสร้างองค์กร โดยการปรับลดจำนวนพนักงานในทุกส่วนงานให้มีขนาดที่เหมาะสม ปรับลดขนาดธุรกิจในส่วนที่ไม่ทำกำไร ลดหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน และมีการจ้างบริษัทภายนอก (Outsource) ที่มีความชำนาญเข้ามาทดแทน ส่งผลให้ในปี 2567 มีค่าใช้จ่ายพนักงานปรับลดลงประมาณ 11 ล้านบาทต่อเดือน หรือลดลงคิดเป็น 33% เมื่อเทียบกับก่อนการปรับโครงสร้าง

สำหรับธุรกิจทีวีดิจิทัล MONO เตรียมเผยแพร่ข่าวสั้นด้วยเสียงจาก AI (ต้นฉบับเสียงมาจากผู้ประกาศข่าวของ MONO29) ที่จะเริ่มออกอากาศเร็ว ๆ นี้ สำหรับธุรกิจออนไลน์พัฒนาระบบคำพยากรณ์จากหลากหลายศาสตร์ด้วย AI โดยร่วมมือกับเครือข่ายนักพยากรณ์ที่มีชื่อเสียงเพื่อให้บริการผ่านแอปพลิเคชั่น MTHAI

ไม่รอด!! ’Google‘ ไล่ออก 28 พนักงาน บุกเข้ายึดห้องของ CEO หลังข่มขู่ให้บริษัทหยุดทำธุรกิจกับ 'รัฐบาลอิสราเอล'

(18 เม.ย. 67) กูเกิล (Google) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของอัลฟาเบท อิงค์ (Alphabet Inc) สั่งปลดพนักงาน 28 คน หลังจากพนักงานเหล่านั้นเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านโปรเจกต์ นิมบัส (Project Nimbus) ซึ่งเป็นโครงการมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ ที่กูเกิลร่วมมือกับบริษัทอะเมซอนดอตคอม อิงค์ (Amazon.com Inc) เพื่อให้บริการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบคลาวด์แก่รัฐบาลอิสราเอล

ทั้งนี้ การประท้วงดังกล่าวซึ่งนำโดยองค์กรโน เทค ฟอร์ อะพาไทด์ (No Tech for Apartheid) เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร (16 เม.ย.) ทั่วสำนักงานของกูเกิลในนิวยอร์ก ซิตี, ซีแอตเทิล และซันนีเวล แคลิฟอร์เนีย โดยกลุ่มผู้ประท้วงในนิวยอร์กและแคลิฟอร์เนียจัดการชุมนุมกว่า 10 ชั่วโมง รวมถึงมีการบันทึกภาพและถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงทวิตช์ (Twitch) โดยผู้ประท้วงถูกจับกุม 9 รายในข้อหาบุกรุกในช่วงเย็นของวันอังคาร

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า พนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประท้วง รวมถึงผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการประท้วงโดยตรง ได้รับอีเมลจากกลุ่มแรงงานสัมพันธ์ของบริษัทที่แจ้งให้พวกเขาพักงาน

กูเกิลได้แจ้งในอีเมลถึงบรรดาพนักงานที่ได้รับผลกระทบว่า บริษัทจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยจะเปิดเผยข้อมูลตามความจำเป็นเท่านั้น

ด้านแถลงการณ์จากพนักงานของกูเกิลในองค์กรโน เทค ฟอร์ อะพาไทด์ระบุว่า ในช่วงเย็นวันพุธ (17 เม.ย.) พวกเขาได้รับแจ้งจากกูเกิลว่าถูกไล่ออกจากบริษัทแล้ว

ทั้งนี้ กูเกิลได้ให้การสนับสนุนวัฒนธรรมการอภิปรายแบบเปิดกว้างมาโดยตลอด แต่การเคลื่อนไหวของพนักงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ทดสอบความมุ่งมั่นดังกล่าว โดยพนักงานของกูเกิลที่จัดการประท้วงหยุดงานในปี 2561 เพื่อต่อต้านแนวทางของบริษัทในการจัดการกับข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศได้เปิดเผยว่า กูเกิลได้ทำการลงโทษพวกเขาสำหรับความเคลื่อนไหวดังกล่าว

‘Tesla’ เตรียมเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ 6,700 คน เซ่นยอดขายสะดุดจากพิษสมรภูมิตลาด EV เดือด

‘Tesla’ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลก ภายใต้การนำของ ‘อีลอน มัสก์’ ประกาศปลดพนักงานระลอกใหม่อีกครั้งตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 เป็นต้นไป ที่คราวนี้มีสัดส่วนพนักงานฝ่ายบริการด้านซอฟต์แวร์ และ ฝ่ายพัฒนาวิศวกรรม รวมอยู่ด้วย 

แถลงการณ์ปลดพนักงานจาก Tesla เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้บริหารสูงสุดอย่าง ‘อีลอน มัสก์’ ประกาศว่าจะยุบแผนกเทคโนโลยีการชาร์จประจุไฟฟ้า และจะลดจำนวนพนักงานในโรงงานทั่วโลกลงมากกว่า 10% 

และเมื่อวานนี้ (6 พ.ค. 67) พนักงานที่ต้องโดน Layoff รอบล่าสุดนี้ก็ได้อีเมลยืนยันจากทางบริษัทเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีการเปิดเผยผ่านสื่อว่า แค่เฉพาะโรงงานโซนอเมริกา ในรัฐเท็กซัส, แคลิฟอร์เนีย, เนวาดา, และนิวยอร์ก ก็มีพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างมากถึง 6,700 คนแล้ว

นับเป็นการลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่อีกครั้งของ Tesla อันเป็นผลพวงมาจากความกดดันเรื่องยอดขายที่ลดลงอย่างมาก ในสมรภูมิตลาดรถยนต์ EV ที่นักการตลาดต่างให้คำจำกัดความว่าเป็นการต่อสู้ในระดับ ‘นองเลือด’ จากคู่แข่งมาแรงอย่างค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่ส่งรถยนต์รุ่นใหม่เข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ตลาดรถยนต์ EV กลายเป็นสงครามราคาที่ห้ำหั่นกันดุเดือด

อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อรถยนต์ลง รวมถึงแผนการใหม่ของอีลอน มัสก์ ที่จะเน้นเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์การขับขี่อัตโนมัติ, โรโบแท็กซี่ และ หุ่นยนต์มนุษย์ Optimus ก็เป็นปัจจัยที่ Telsa จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายในบางทีม เพื่อเก็บทุนไว้พัฒนาโปรเจกต์ใหม่ ๆเหล่านี้

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ของ Tesla สะท้อนถึงสถานการณ์ตลาดรถยนต์ EV ที่มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด Xiaomi บริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ของจีนก็กระโดดเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้แล้วเช่นกัน 

ล่าสุด ในงานแสดงยานยนต์นานาชาติ ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ที่ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในส่วนงานจัดแสดงรถยนต์ EV แสดงให้เห็นถึงความต้องการในตลาดยังโตขึ้นได้เรื่อย ๆ

ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ก็ได้เปิดตัวรถยนต์ EV รุ่นใหม่ในงานมากถึง 278 คัน ที่ต่างแข่งขันกันอย่างเอาเป็น เอาตาย ทั้งในด้านเทคโนโลยีสุดล้ำ โปรโมชัน ลด แลก แจก แถม และกลยุทธการตัดขาคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง Xiaomi จนผู้บริหารบริษัทสมาร์ตโฟนชื่อดังออกมายอมรับว่า ค่ายรถคู่แข่งพยายามทำทุกอย่างเพื่อสกัดยอดจองของ Xiaomi ในงานนี้

หากตลาดรถยนต์ EV มีการแข่งขันเรื่องราคาเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ย่อมส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากอัปเกรดเทคโนโลยีให้ล้ำหน้ากว่าใคร ซึ่งย่อมหมายถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และต้องยอมกลืนเลือด ลดราคา อัดโปรโมชัน ยอมขาดทุนเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ในบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ 200 รายในจีนตอนนี้ น่าจะเหลือรอดเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียว หลังจากที่อุตสาหกรรมนี้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว 

เหลย จุน ประธานบริษัท Xiaomi เคยให้สัมภาษณ์กับ CCTV ของจีน เมื่อ 28 เมษายนที่ผ่านมาว่า ในตลาดรถยนต์ EV ตอนนี้ นอกจาก Tesla แล้ว ทุกคนกำลังสูญเงินมหาศาลในตลาดนี้  

แต่ถึงแม้ผู้ผลิตรถยนต์ EV ของจีนยังยอมรับในความเป็นเจ้าตลาดโลกของ Tesla แต่เมื่อเข้าสู่ยุคสงคราม นักรบย่อมมีบาดแผล ไม่ไว้เว้นแม้แต่ Tesla ที่เริ่มออกอาการไม่ดีกับยอดขายรถยนต์ EV ของตัวเอง จนต้องลดจำนวนพนักงานเพื่อความอยู่รอด แถมสมรภูมินี้มีแนวโน้มว่ายังต้องรบกันอีกยาวไกล ซึ่งสุดท้ายจะเหลือผู้ผลิตกี่ค่าย ที่รอดตายจนถึงสนามรบสุดท้าย ก็ต้องมาดูกัน 

‘บ.ผลิตรถชื่อดัง นิคมแหลมฉบัง’ ปลดพนง.ซับยกล็อต ทำงานวันสุดท้าย 22 มิ.ย.นี้ ทั้งที่ช่วงปีใหม่เพิ่งรับคน

(21 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของไทย นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง สั่งปลดพนักงานซับทั้งหมดอย่างกะทันหัน หลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์บอกเล่าเรื่องราวลงในกลุ่ม ‘A1หางาน อีสเทิร์นฯ เหมราช ปลวกแดง บ่อวิน อมตะซิตี้ V.2’ โดยในเนื้อความระบุว่า... 

“ วันที่ 22 มิถุนายน 2567 นี้ ทำงานวันสุดท้าย ที่บริษัท… มอเตอร์ส นิคมแหลมฉบัง ประกาศเตรียมปลดพนักงานซับทั้งหมด เลิกจ้างกะทันหัน ขอเป็นกำลังใจให้พนักงานซับทุกคน สู้ ๆ กันต่อไปนะครับ ”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก และบางรายก็คอมเมนต์ด้วยว่า “ได้ยินว่าไม่ใช่แค่แหลมฉบังหรอกครับที่จะปลด ในสยามก็จะปลดครับ, เห็นรับคนช่วงหลังปีใหม่มาไม่นานนี้เองปลดซะแล้ว, ฯลฯ ”

‘บริษัทยานยนต์ดัง’ ในระยอง เตรียมปิดกิจการถาวร ปี 68 คาด!! ปลดพนง.ออกหมดสิ้นปีนี้ หลังลุยงานมาหลายสิบปี

(10 ก.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘นิวส์ชลบุรี-ระยอง ออนไลน์’ โพสต์ข้อความระบุว่า บริษัทดังในนิคมอมตะซิตี้ ระยอง ทำเกี่ยวกับยานยนต์ และเป็นบริษัทในฝันของใครหลาย ๆ คน เรื่องสวัสดิการดีเยี่ยมเลยทีเดียว จะมีการประกาศปิดกิจการในไทยภายในปี 68

ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ดำเนินกิจการในไทยมาแล้ว 20 ปี เป็นเรื่องที่น่าใจหายเป็นอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ทยอยปลดพนักงานออกเป็นชุด ๆ คาดว่าจะปลดออกทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ หรือช้าสุดเดือนมกราคม 2568 เพื่อเคลียร์ทุกอย่างก่อนจะประกาศปิดกิจการในไทยอย่างถาวร ถึงอย่างไรก็ตาม ทางเพจจะอัปเดตหากมีความคืบหน้าต่อไป

หลังจากเรื่องราวดังกล่าวเผยแพร่ไป มีเหล่าพนักงานและคนทำงานต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น พร้อมให้กำลังใจซึ่งกันและกันจำนวนมาก

‘ยูนิลีเวอร์’ เตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่กว่า 3,200 คน  หั่นคนทิ้ง!! 1 ใน 3 ภายในสิ้นปี 68 นี้ คาดทำเพื่อฟื้นฟูองค์กร

(13 ก.ค.67) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ยูนิลีเวอร์ มีแผนที่จะลดพนักงาน 1 ใน 3 ของตำแหน่ง ในสำนักงานทั้งหมดในยุโรป ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ไฮน์ ชูมัคเกอร์ ในการฟื้นการเติบโตของบริษัท

ซีอีโอ ไฮน์ ชูมัคเกอร์ ที่เข้ามารับช่วงต่อเมื่อปีที่แล้ว ได้วางแผนในเดือนตุลาคม เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา หลังจากที่ทำได้ไม่ดีนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ยูนิลีเวอร์ กล่าวกับผู้บริหารระดับสูงเมื่อวันพุธ ว่าจะมีการปลดพนักงานมากถึง 3,200 ตำแหน่งในยุโรป ภายในสิ้นปี 2568

‘อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราจะเริ่มกระบวนการปรึกษาหารือกับพนักงาน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เสนอ’ โฆษกของยูนิลีเวอร์ กล่าวในอีเมล

ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานรายละเอียดเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับการปรับลดนี้ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพิ่มผลผลิต ที่ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งรวมถึงการลดพนักงานมากถึง 7,500 คน

คอนสแตนตินา ทริบู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล กล่าวระหว่างสนทนาทางวิดีโอว่า ผลที่คาดหวังในยุโรประหว่างปัจจุบันถึงสิ้นปี 2568 อยู่ในช่วง 3,000 – 3,200 ตำแหน่ง

‘มาตรการเหล่านี้ หมายถึงการปรับลดตำแหน่งงานที่ใหญ่ที่สุดในยูนิลีเวอร์ มานานหลายทศวรรษ’ เฮอร์มันน์ ซ็อกเกเบิร์ก หัวหน้าสภาโรงงานแห่งยุโรปของยูนิลีเวอร์กล่าว

CIA มีแผนจ้างออกล็อตใหญ่ ลดพนักงานและค่าใช้จ่ายตามนโยบายทรัมป์

(6 ก.พ. 68)สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) กำลังวางแผนปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยมีแนวทางจ่ายเงินก้อนโตเพื่อจูงใจให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจ แนวทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับเปลี่ยนทิศทางการบริหารงานของ CIA ให้สอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะในประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ

แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนพนักงานที่อาจได้รับผลกระทบและงบประมาณที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นความลับ แต่แหล่งข่าวระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรให้ตอบสนองต่อนโยบายหลักของทรัมป์ได้อย่างเต็มที่ เช่น การต่อสู้กับกลุ่มค้ายาเสพติด การจัดการปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านสงครามการค้า

ปัจจุบัน CIA อยู่ภายใต้การนำของ จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการคนใหม่ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์และรับรองโดยวุฒิสภาเมื่อปลายปีที่แล้ว คาดว่าแรตคลิฟฟ์จะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรตามนโยบายของทรัมป์ โดยมุ่งลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ แผนการจูงใจให้พนักงานลาออกของ CIA สอดคล้องกับแนวทางที่ทรัมป์เคยเสนอให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกว่า 2 ล้านคน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเปิดโอกาสให้ลาออกโดยสมัครใจภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยยังคงได้รับค่าจ้างและสวัสดิการจนถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม มีเพียง 20,000 คนเท่านั้นที่ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่สหภาพแรงงานเจ้าหน้าที่รัฐได้ยื่นฟ้องคัดค้านแผนการนี้ โดยเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อพนักงาน

การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ CIA นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญภายใต้การบริหารของทรัมป์ ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงระบบราชการและหน่วยงานความมั่นคงให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดี แม้จะยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียด แต่การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการทำงานของ CIA ในอนาคต

6 โมงเช้าอีเมลข่าวร้ายวงการเทค พนักงาน Oracle อินเดีย เม็กซิโก สหรัฐ ช็อค ปลดพนักงานทั่วโลกกว่า 30,000 คน อินเดียเจอผลกระทบหนักสุดถึง 12,000 คน รับแรงกดดันปรับโครงสร้าง AI

การปลดพนักงานครั้งใหญ่ของออราเคิลสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก หลังมีรายงานว่าพนักงานอาจได้รับผลกระทบมากถึง 30,000 คนทั่วโลก โดยในอินเดียเพียงประเทศเดียวอาจมีผู้ถูกเลิกจ้างราว 12,000 คน ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากพนักงานจำนวนมากที่ระบุว่าได้รับอีเมลแจ้งเลิกจ้างอย่างกะทันหันในช่วงเช้ามืด โดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ขณะที่บริษัทกำลังปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อลุยด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

หลังจากมีกระแสคาดการณ์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รายงานล่าสุดระบุว่า ออราเคิลได้เริ่มกระบวนการปลดพนักงานครั้งใหญ่แล้ว และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบุคลากรในอินเดีย พนักงานหลายทีมตื่นขึ้นมาพบอีเมลในช่วงเช้าตรู่ บางรายได้รับตั้งแต่เวลา 05.00-06.00 น. เพื่อแจ้งว่าตำแหน่งงานของตนถูกยกเลิกโดยมีผลทันที

เชื่อกันว่าการปลดพนักงานครั้งนี้ได้กระทบต่อบางส่วนของธุรกิจด้านการประมวลผลของออราเคิลในหลายภูมิภาค รวมถึงอินเดียและเม็กซิโก แม้บริษัทจะยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการถึงขนาดของการเลิกจ้าง แต่กระแสบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Blind, Reddit และ X ต่างสะท้อนตรงกันว่ามีการปลดพนักงานเป็นวงกว้าง

อินเดียดูจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ตามข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ มีรายงานว่าในอินเดียเพียงแห่งเดียว พนักงานเกือบ 12,000 คนถูกเลิกจ้าง จากจำนวนพนักงานทั้งหมดราว 30,000 คน ตามที่ ANI รายงานไว้

ในระดับโลก ตัวเลขผู้ถูกปลดถูกประเมินว่าอาจอยู่ใกล้เคียง 30,000 คน หรือคิดเป็นราว 18% ของพนักงานทั้งหมดของออราเคิล แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากบริษัทก็ตาม

ผู้ใช้ X รายหนึ่งโพสต์ว่า


“เพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นผู้จัดการอาวุโสที่ Oracle ทีมเขามี 20 คน แต่ถูกให้ออก 6 คน หลายทีมโดนเกือบครึ่งทีม ยอดปลดทั้งหมดน่าจะเกือบ 20%”

ขณะเดียวกัน พนักงานที่ได้รับผลกระทบหลายรายก็ออกมาโพสต์บน Reddit เพื่อเล่าถึงลักษณะการปลดพนักงานที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน รายหนึ่งเขียนว่า
“เพิ่งได้รับอีเมลตอนตี 5 หลังทำงานมาเกิน 20 ปี เยี่ยมจริง ๆ”


อีกรายระบุว่า
“ผมก็โดนปลดเหมือนกัน ตอน 6 โมงเช้าตรงเป๊ะ เดือนหน้าก็กำลังจะครบ 4 ปีพอดี”

พนักงานจำนวนมากกล่าวตรงกันว่า ก่อนหน้าการแจ้งปลด ไม่มีการพูดคุยจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) หรือแม้แต่การโทรแจ้งจากผู้จัดการโดยตรงเลย ทำให้หลายคนรู้สึกช็อกอย่างมาก อีเมลแจ้งดังกล่าว reportedly ถูกส่งตรงจาก “Oracle Leadership” และในหลายกรณี สิทธิ์เข้าถึงระบบภายในบริษัทก็ถูกระงับแทบจะทันทีหลังจากอีเมลถูกส่งถึง

ในเอกสารสื่อสารภายในบริษัท ออราเคิลระบุว่า พนักงานกำลังได้รับแจ้งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กร และว่า
“เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ บริษัทจึงได้ตัดสินใจปรับกระชับการดำเนินงาน และด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งที่คุณดำรงอยู่ในปัจจุบันจึงจะกลายเป็นตำแหน่งที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นอีกต่อไป”

มีรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัทได้เสนอแพ็กเกจชดเชยให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบ โดยประกอบด้วย เงินเดือน 15 วันต่ออายุงาน 1 ปี ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เงินชดเชยวันลาคงค้าง เงินบำเหน็จตามเงื่อนไขการมีสิทธิ์ และเงินเพิ่มพิเศษเทียบเท่าเงินเดือนอีก 2 เดือน

อย่างไรก็ตาม มีการระบุด้วยว่า แพ็กเกจดังกล่าวจะมอบให้กับผู้ที่ “สมัครใจลาออก” เท่านั้น

แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า อาจมีการปลดพนักงานระลอกใหม่ภายในเวลา 1 เดือนข้างหน้า แต่ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน

การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ออราเคิลกำลังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ซึ่งสะท้อนถึงการปรับแนวทางการใช้ทรัพยากรครั้งใหญ่ของบริษัท อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในวงกว้าง ที่หลายบริษัทใช้มาตรการลดต้นทุนเพื่อทุ่มงบให้กับ AI มากขึ้น โดยก่อนหน้านี้บริษัทอย่าง Amazon ก็เพิ่งปลดพนักงานหลายพันคนในปีนี้เพื่อจัดลำดับความสำคัญด้านการลงทุนใน AI เช่นกัน

เมรูกู ศรีธาร์ อดีตพนักงานของออราเคิล อ้างว่า เขาเคยถูกปลดออกไปก่อนหน้านี้ หลังออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน โดยเขากล่าวว่า
“ผมติดต่อเพื่อน ๆ และคนที่อยู่ในฝ่ายทรัพยากรบุคคล พวกเขาบอกว่าชาวอินเดียส่วนใหญ่ที่ทำงานให้บริษัทในสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะกฎหมายท้องถิ่นที่นั่นเข้มงวดมากในเรื่องการเลิกจ้างพลเมืองของตนเอง”

แม้ออราเคิลจะปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ แต่ขนาดของการปลดพนักงานที่มีรายงานออกมา รวมถึงลักษณะการแจ้งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ได้ทำให้พนักงานในอินเดียและอีกหลายภูมิภาคทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างหนัก

ที่มา : https://www.indiatoday.in/jobs/story/oracle-is-firing-30000-employees-early-morning-layoff-emails-have-started-arriving-tchc-2889761-2026-03-31?fbclid=IwdGRjcAQ5ZTBjbGNrBDllKmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHvb37EKLbIH53VZLY7hzLn7lUxRwSt4XY1DcJHkLrFSqcaj-4FVYZEEPZsgw_aem_ckYKVCsLDkbQuWBsdLs0nQ

 

วิกฤตอุดมศึกษาอังกฤษ!! นักวิชาการเริ่มย้ายฝั่ง หลังมหาวิทยาลัยตะวันตกเจอแรงกดดันเงินทุนและวีซ่า Nottingham หลายสถาบันจ่อปลดพนักงาน สะท้อนคลังสมองโลกเริ่มขยับจากตะวันตกสู่เอเชีย

มหาวิทยาลัย Nottingham ในประเทศอังกฤษได้ส่งอีเมล์ไปยังพนักงาน รวมถึงอาจารย์ในคณะต่างๆว่าพวกเขาอาจจะต้องถูกปลดออก เพราะว่ามหาวิทยาลัยอาจเงินหมดที่จะจ้างในอนาคตอันใกล้นี้

ไม่ใช่แค่ Nottingham เพียงแค่มหาวิทยาลัยเดียวเท่านั้น มหาวิทยาลัยอื่นเช่น Essex, London Met, Nottingham Trent ก็กำลังจะปลดพนักงานออกเป็นร้อยๆคนเช่นเดียวกัน

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ารัฐบาลอังกฤษออกกฎ visa ใหม่ที่ทำให้นักเรียนต่างชาติไม่อยากมาเรียนที่ประเทศเหมือนแต่เดิม เช่น การเปลี่ยนนโยบายวีซ่านักเรียน โดยตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ที่ทำใหนักศึกษาต่างชาติระดับปริญญาโทส่วนใหญ่จะ “ไม่สามารถพาคู่สมรสหรือบุตรติดตามมาอยู่ในอังกฤษได้” เหมือนเดิม นโยบายนี้ทำให้ความน่าสนใจของการไปเรียนต่ออังกฤษลดลงมาก โดยเฉพาะสำหรับนักศึกษาจากอินเดียและไนจีเรียที่เดิมมองการเรียนต่อเป็นการย้ายทั้งครอบครัวหรือสร้างโอกาสทำงานระยะยาว

นอกจากนั้น หลังจากระบบอุดมศึกษาของอังกฤษปลับเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “ตลาด” มากขึ้นภายหลังการปฏิรูปค่าเล่าเรียน มหาวิทยาลัยต่างๆก็เริ่มทำตัวคล้ายบริษัทเอกชนที่ต้องแข่งขันกันเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวอย่างรวดเร็ว การไล่อันดับมหาวิทยาลัย การลงทุนด้านภาพลักษณ์ แบรนด์ และอาคารสถานที่ต่างๆ ซึ่งก็อาจทำให้โครงสร้างของระบบมหาวิทยาลัยอังกฤษค่อยๆเปราะบางลง เพราะแรงจูงใจของมหาวิทยาลัยถูกผลักให้เน้น “การเติบโตให้มากที่สุด” มากกว่าการสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นระยะยาวขององค์กร

หลังจากที่ผมย้ายมาอยู่สิงคโปร์ ผมก็เริ่มเห็นว่า อาจารย์เก่งๆในมหาวิทยาลัยท็อปๆของอังกฤษได้พยายามสมัครมาเป็นอาจารย์ที่ NTU มากขึ้นทุกปี แถมจำนวนนักเรียนเอเชีย (แต่ไม่ค่อยรวมนักเรียนไทยนะครับ) ที่แต่ก่อนอยากไปเรียนอังกฤษ อเมริกา หรือออสเตรเลีย ก็เริ่มสมัครมาที่ NTU ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกปี

สรุปง่ายๆคือ ผมว่าศูนย์กลางของคลังสมองกำลังถูก shift จากตะวันตกมาตะวันออกอย่างช้าๆ เพียงเพราะว่าหลายประเทศตะวันตกเริ่มมีนโยบายที่ conservative และ inward-looking มากขึ้น ทั้งในเรื่อง immigration, student visas, funding และข้อจำกัดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยและงานวิจัย จนทำให้นักวิชาการ นักวิจัย และคนเก่งจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกว่าโอกาสและความมั่นคงในระยะยาวไม่ได้อยู่ที่เดิมอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน หลายประเทศในเอเชียกลับกำลังลงทุนกับมหาวิทยาลัย งานวิจัย และ AI อย่างหนัก พร้อมดึง talent จากทั่วโลกเข้ามาอย่างจริงจัง

ที่มา : Nattavudh Powdthavee - ณัฐวุฒิ เผ่าทวี 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122281673726070329&id=61552109896879&rdid=Tqym1v3J6RgSWQIm#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top