Friday, 5 June 2026
ปราสาทตาเมือนธม

เปิดทฤษฎีสมคบคิด!! ‘ฮุนเซน’ ไม่ได้ต้องการปราสาท เป้าหมาย!! ทรัพยากรจุดพิพาท ‘น้ำมัน - ก๊าซธรรมชาติ’

ในช่วงที่มีการรบพุ่งที่ชายแดนอย่างดุเดือดกลับมีเสียงหนึ่งดังมาถึงหูของเอย่า  นั่นคือหากปัญหาที่ทำให้ทางกัมพูชานั้นรบพุ่งกับไทยไม่ใช่เพื่อต้องการดินแดนหรือปราสาทอย่างที่ทางกัมพูชาพยายามแล้ว อะไรละคือสิ่งที่จะมาเป็นชนวนครั้งนี้ได้

แต่กลับมีกลุ่มนักทฤษฎีสมคบคิดทางการเมืองสร้างประเด็นให้ชวนคิดอยู่ว่าหากทางฮุนเซนไม่ได้อยากได้ปราสาทแล้ว อะไรละคือสิ่งที่ชายคนนี้ต้องการ ว่าแล้วก็ต้องย้อนกลับไปก่อนจะมีประเด็นเรื่องปราสาทตาเมือนธม กัมพูชาก็มาฮึ่มๆ กับไทยเรื่องเกาะกูด แถมฝ่ายการเมืองไทยก็ขานรับเสียด้วย ทำเอาเป็นประเด็นร้อนเพราะจะทำให้ไทยเสียดินแดนจนมีคนออกมาแฉว่ามากกว่าเรื่องของเขตแดนนั่นคือทรัพยากรที่มีอยู่ในบริเวณนั้น ว่ากันว่ามูลค่าของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติตรงบริเวณเกาะกูดมีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านบาท และนั่นน่าจะเป็นประเด็นที่ชวนคิดว่า 2 ตระกูลระหว่างไทยและกัมพูชานั้นคิดอะไรอยู่

ประเด็นคือเมื่อมีการต่อต้านจนประเด็นเรื่องชายแดนเกาะกูดร้อนแรงขึ้นอีกทั้งประชาชนกัมพูชาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเหตุการณ์นี้ ก็ทำให้ฝั่งกัมพูชานั้นเปลี่ยนแผนไปวุ่นวายกับเรื่องปราสาทและดินแดนแทนเพื่อเรียกพลังมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วม จุดนี้จะทำให้เห็นว่าทางกัมพูชาพยายามที่จะกล่าวหาไทยว่าเป็นผู้กระทำก่อนเพื่อที่สุดท้ายจะอ้างผลประโยชน์เรื่องดินแดนให้มีการแบ่งปักปันดินแดนใหม่เพื่อที่จะนำมาซึ่งผลของการปักปันดินแดนบริเวณเกาะกูดด้วยเช่นกัน  หากเป็นไปตามแผนนี้ นั่นแปลว่ากัมพูชาจะแสร้งทำเป็นยอมเสียอาณาเขตที่เคยเป็นของไทยแต่กัมพูชาเข้ามายึดไปดื้อๆอย่างปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควายและปราสาทเขาพระวิหาร แต่จะขออาณาเขตทางทะเลตรงบริเวณเกาะกูดมาแทน ดูแบบนี้ใครไม่รู้ความจริงก็จะมองว่ากัมพูชายอมเสียเปรียบ แต่หากคนที่รู้ความจริงคือนายฮุนเซนไม่ได้สนใจความต้องการของประชาชนของเขาเลยเพียงแต่เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือเพื่อแอบอ้างความถูกต้องในขณะที่ตนเองและพวกพ้องก็จะทำการฮุบทรัพยากรธรรมชาติไว้เป็นของตนและพรรคพวก ซึ่งนั่นก็รวมถึงพยาธิ เอ้ย ญาติที่ฝั่งไทยด้วยกระมัง เรื่องนี้อาจจะฟังดูเป็นนิทานการเมืองที่สนุกสนานแต่หากมองในอีกมุมแล้วนี่คือแผนอันเลือดเย็นของทั้งผู้นำกัมพูชาและคนที่ได้ชื่อว่าผู้อยู่เหนือผู้นำรัฐบาลไทยที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของเหล่าทหารและผู้บริสุทธิ์ของทั้ง 2 ประเทศ  

สุดท้ายเรื่องที่ไม่คาดคิดและอาจจะไม่ได้เกินที่จะคาดหมายคือการมาของสหรัฐอเมริกาที่จะมาตั้งฐานทัพในกัมพูชา ถามว่างานนี้สหรัฐได้อะไร…? ต้องถามอีกทีว่าแปลกไหมที่อยู่ดีๆ สหรัฐก็ลดภาษีนำเข้าให้ไทยเท่ากับกัมพูชาทั้งๆ ที่ไทยก็ไม่ได้เสียอะไรเลย ทุกคนไม่สงสัยอะไรบ้างหรือว่าเบื้องหลังการไปตั้งกองทัพสหรัฐครั้งนี้ฝ่ายไทยนี่แหละอาจจะส่งซิกแนลไปให้พ่อใหญ่สมเด็จวุ้นเส้นก็เป็นได้ และแน่นอนผลที่ได้คือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐเมื่อกัมพูชาหักหลังจีน เวียดนามที่เป็นลูกที่เชื่อฟังพ่อจีนมาตลอดคงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้ฐานทัพศัตรูมาอยู่ในดงที่ทางฝ่ายจีนต้องการขยายอำนาจเป็นแน่แท้  และเชื่อว่าความวุ่นวายที่จะเกิดกับกัมพูชาอาจจะนำมาเรื่องปัญหาเขตแดนแน่นอน อย่าลืมว่าพวกเขายังไม่ได้สิ่งที่ต้องการได้ และเชื่อได้ว่าอเมริกาน่าจะเป็น 1 ในหมากของ 2 ตระกูลใหญ่วางไว้เพื่อให้เกิดปัญหาในทะเลอ่าวไทยในอนาคตเพื่อจะชักนำให้เกิดการปักปันเขตแดนใหม่เพื่อจะทำการแบ่งสันปันส่วนสมบัติแผ่นดินกัน สุดท้ายมีคนบอกว่าลองดูให้ดีหลังจากนี้ อาวุธฝ่ายกัมพูชาที่จะนำมาใช้รบอาจจะไม่ใช่อาวุธจากจีนอีกต่อไปแต่จะเป็นอาวุธจากประเทศซีกโลกตะวันตกแทน

สุดท้ายอย่างว่านะคะ…..นี่คือทฤษฎีสมคบคิดของนักทฤษฎีสมคบคิดทางการเมืองคิดกันขึ้นโดยนำเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อกัน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและวิเคราะห์นะคะ

ความจริงมีหนึ่งเดียว!!

(2 ส.ค. 68) ความจริงมีหนึ่งเดียว!! พลจัตวา แซมซุล ริซาล บิน มูซา (Brigadier General Samsul Rizal bin Musa) ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย บอกว่า ค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้มันคือเรื่องจริงตนรู้สึกสงสารและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพลเรือนที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเด็กๆ ต้นพูดได้เลยว่า พวกเรารู้สึกเสียใจจริงๆ และอยากให้คนภายนอก ได้เห็น และเชื่อว่าพวกเขาสามารถคิดวิเคราะห์ได้ว่าสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ตนหวังว่า สันติภาพจะไม่มีวันเลือนลาง อย่าให้มีสงครามเกิดขึ้นอีกเลย

‘อาจารย์อุ๋ย’ เดือด!! เลือดไทยต้องไม่สูญเปล่า ต้องจับ!! ‘ฮุนเซน’ ทันที หากเหยียบแผ่นดินไทย

(2 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า

จากการรุกรานโดยใช้กำลังอาวุธอย่างไร้มนุษยธรรมโดยกัมพูชาที่กระทำต่อสถานที่ทางพลเรือนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ปั๊มน้ำมัน สถานศึกษาหรือโรงพยาบาล ซึ่งถูกกองกำลังกัมพูชาโจมตี โดยมีภาพหลักฐานว่านายฮุนเซน ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นประมุขหรือผู้นำของรัฐ แต่เป็นเพียงประธานวุฒิสภา เท่านั้น จึงไม่สามารถใช้ความคุ้มกันของผู้นำรัฐต่างประเทศได้จากการถูกดำเนินคดีหรือบังคับคดีในศาลของรัฐอื่น ภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 135/1 กำหนดว่า “ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้ 

(1) ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใด ๆ 

(2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ 

(3) กระทําการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใด.... อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสําคัญ ถ้าการกระทํานั้นได้กระทําโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย....อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทําความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท” 

และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 7 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 135/1 นอกราชอาณาจักร ให้ถือว่ากระทำในราชอาณาจักร ดังนั้นการกระทำของนายฮุนเซน ที่จงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน ซึ่งนอกเหนือจากเป็นความผิดฐานอาชญากรสงคราม ซึ่งต้องส่งเรื่องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศที่ใช้เวลานานและถูกครอบงำโดยชาติตะวันตก ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกัมพูชา รัฐบาลไทยจึงควรดำเนินคดีฐานก่อการร้ายต่อนายฮุนเซนและพรรคพวกด้วย ซึ่งจะทำให้นายฮุนเซนและพรรคพวกต้องถูกจับกุมทันทีหากเหยียบแผ่นดินไทย และเจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่ไปพบแล้วไม่ชี้เป้าหรือจับกุมก็จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย 

นอกจากนี้ความผิดฐานก่อการร้ายยังเป็นความผิดมูลฐานตาม พรบ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งทำให้ ปปง. สามารถตรวจสอบ ยึด และอายัดทรัพย์ของนายฮุนเซนและพรรคพวกที่อยู่ในประเทศไทย แม้ว่าจะอยู่ในชื่อนอมินีก็ตาม เพื่อนำมาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทหารและพลเรือนไทยอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับทุกชีวิตของคนไทยที่ต้องสังเวยให้กับการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของนายฮุนเซน ด้วยความปรารถนาดี

‘พล.อ.ณัฐพล’ รับเงื่อนไขกัมพูชา ให้ ‘สหรัฐฯ-จีน-มาเลเซีย’ ส่ง!! ผู้สังเกตการณ์ประชุมจีบีซี ได้เฉพาะ 7 ส.ค.

(2 ส.ค. 68) จากกรณีที่สื่อกัมพูชา เผยแพร่เอกสารกระทรวงกลาโหม พร้อมระบุ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งชาติ  ประเทศไทย (พล.อ.ณัฐพล) ได้ยอมรับคำร้องของกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาให้ตัวแทนจากมาเลเซีย สหรัฐอเมริกาและจีน เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในการประชุมวิสามัญของคณะกรรมการทั่วไปชายแดน (GBC) ได้นั้น 

แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่า รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ยอมรับคำร้องขอของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา จริง โดยให้ผู้สังเกตการณ์มาเฉพาะการประชุม GBC ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยที่มีผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐอเมริกาและจีน เนื่องจากเป็นการเจรจาทวิภาคี ซึ่งเป็นกลไกปกติที่คุยกัน 2 ประเทศ แต่ในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่าถ้าประเทศไทยปฏิเสธอาจถูกมองว่ามีลับลมคมใน จึงตัดสินใจยอมรับกับข้อเสนอนี้ของกัมพูชา

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ณัฐพล  นาคพาณิชย์ รักษาการ รมว.กลาโหม ได้ทำหนังสือตอบรับการให้  3 ประเทศ จีน สหรัฐฯ และ มาเลเซีย เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาจริง โดยระหว่างวันที่ 4-6 สค. จะเป็นการประชุมฝ่ายเลขาฯ เพื่อเตรียมข้อมูล ประเด็นหารือ และงานด้านธุรการ วาระสำคัญคือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้เรียบร้อย โดยจะเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากการหารือระหว่าง ผบ.หน่วยทหาร 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยขอเวลาคุยกันก่อน 3 วันเพราะเนื้อหาค่อนข้างมาก เพื่อเตรียมการก่อนประชุมหลักในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ครั้งนี้เป็นการยกระดับมาคุยกันระดับนโยบาย และ ไม่กระทบหลักการการหารือทวิภาคี   

‘หมอวี’ แจงชัด!! ทำไมโรงพยาบาลไทย ไม่สามารถ!! รับผู้ป่วยจาก ‘กัมพูชา’ ได้

เมื่อวานนี้ (1 ส.ค. 68) นพ.วีระพันธุ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า …

ผมจะบอกให้ว่า!!

ทำไมโรงพยาบาลไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้? (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจะตายตรงหน้า)

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา มีเหตุปะทะเกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของทั้งสองประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในสถานะป้องกันตัว และไม่ใช่ผู้เริ่มความรุนแรง แต่เป็น ฝ่ายกัมพูชา ที่เริ่มใช้กำลังโจมตี ซึ่งรวมถึงการยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งในเขตชายแดนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

1. โรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีโดยตรงของกัมพูชา

โรงพยาบาลที่ต้องปิดให้บริการทั้งหมด 11 แห่ง ได้แก่ รพ.น้ำขุ่น รพ.น้ำยืน  รพ.นาจะหลวย รพ.กันทรลักษ์ รพ.ภูสิงห์ รพ.กาบเชิง รพ.พนมดงรัก   รพ.ปราสาท รพ.บ้านกรวด รพ.เฉลิมพระเกียรติ  รพ.ละหานทราย

โรงพยาบาลที่เปิดได้เพียงบางส่วน (เฉพาะห้องฉุกเฉิน) 9 แห่ง

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 144 แห่ง

ปิดให้บริการทั้งหมด 140 แห่ง

เปิดให้บริการบางส่วนเพียง 4 แห่ง

โรงพยาบาลบางแห่งได้รับความเสียหายจากกระสุนและแรงระเบิดโดยตรง มีบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย

2. ขาดความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านกำลังคนและทรัพยากร

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดนจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

บางส่วนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ โรงพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ระบบน้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสารมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจากนอกพื้นที่ โดยเฉพาะจากประเทศที่เป็นต้นเหตุของความเสียหาย

3. ความไม่ปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและดูแลผู้ป่วยจากประเทศต้นเหตุของการโจมตี

ครั้งนี้กัมพูชาผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ กลับเป็นฝ่ายที่ใช้กำลังทำลายโครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งยังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนไทย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากกัมพูชาในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่สามารถกระทำได้โดยปลอดภัยหรือเหมาะสม

สรุปว่า …

ประเทศไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญดังต่อไปนี้

• โรงพยาบาลไทยจำนวนมากได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีของกัมพูชา

• ระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนล่มเกือบทั้งหมด

• บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

• ความปลอดภัยของผู้ให้บริการและผู้ป่วยไม่สามารถรับประกันได้

• ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนเองก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยจะยังไม่สามารถดำเนินบทบาทด้านมนุษยธรรมกับกัมพูชาได้ตามเจตนาดีที่มีต่อกันในอดีต

‘ลุงตู่’ วางเกม!! ‘กัมพูชา’ รักษาความสงบให้ประเทศไทย มาได้หลายปี ชี้!! ‘ฮุนเซน’ เกรงใจ เพราะไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว จึงไม่กล้าทำตัวป่วน

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Grab WR’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ลุงตู่’ และ ‘ฮุนเซน’ โดยมีใจความว่า ...

บางคนพยายามบิดเบือน ความสงบในยุคของลุงตู่ ด้วยแค่ส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์

“ปัญหามีแต่ไม่ต้องไปแตะ” 
->เพราะไม่อยากให้ลุกลามจนต้องรบกันอย่างวันนี้ เกิดความสูญเสียชีวิตของประชาชนและทหาร มันคุ้มกันไหม

“ชายแดนน่ะมันแก้ไม่ได้หรอก มันก็อยู่กันไปแบบนี้” 
->ต่างฝ่ายใช้บรรทัดฐานคนละอัน 1:2 แสน กับ 1:5 หมื่น ไม่มีใครยอมใคร ก็ต้องยืนยันว่าเราไม่ยอมรับเพื่อรักษาสถานะ จนกว่าจะมีทางแก้ไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน 

“ตรงไหนพัฒนาร่วมกันได้ก็ทำ” 
-> แทนที่จะมองเป็นศัตรูไปทุกอย่าง ประชาชนกับประชาชนไม่ได้ขัดแย้งกัน ควรสร้างความร่วมมือกัน เราช่วยเหลือเขาได้ตรงไหนก็ควรทำ ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

“ไอ้ที่เขาละเมิด MOU 100 กว่าครั้ง เราก็ใช้ไม้นวมมาตลอด” 
-> ย้อนกลับไปข้อ 1 ว่าทางที่ดีที่สุด คือไม่เกิดการปะทะ ก็จะไม่เกิดการสูญเสียชีวิต ประชาชนไม่เดือดร้อน ถ้ามากเกินเส้นไปก็ส่งสัญญาณบอกน้อยๆหน่อย เราจับตาอยู่ และการที่เขายอมเรามาตลอด ไม่เล่นใหญ่เหมือนครั้งนี้ ก็แสดงว่ามีความเกรงใจ/เกรงกลัว ว่าเราจะเอาจริงเหมือนกัน 

ถ้าใช้ไม้นวมได้ผล จะใช้ไม้แข็งเพื่อ??

ต้องรู้ว่าฮุนเซนพร้อมจะไม่เล่นตามเกมอยู่แล้ว ไปไล่ให้หมาจนตรอก มันอาจจะบ้ากัดแหลก ไม่คุ้มเสียเปล่าๆ 

ซึ่งลุงตู่ รู้ sundance ฮุนเซน ดีว่าเป็นคนที่ไม่เห็นหัวประชาชนตัวเองอยู่แล้ว ยินดีที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียทหารและประชาชนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เหมือนที่พิสูจน์ว่าจริงจากตอนนี้ ขนาดศพทหารตัวเองยังปล่อยให้เน่าอนาถอยู่อย่างนั้น ดังนั้นการเข้าปะทะตรงๆมีแต่จะเสียเปรียบ แต่ทำยังไงที่จะอยู่ร่วมกันไปได้โดยที่ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์ ไม่เกิดความเสี่ยงต่อประชาชน ถ้าบีบฮุนเซนมากเกินไป ก็ต้องร้อนตัวเดินเกมสกปรก เรื่องประเทศเขาประชาชนต้องไปจัดการเอง แต่อย่ามาทำให้ไทยเดือดร้อน 

ดังนั้นฮุนเซนจึงเกรงใจลุงตู่ และไม่กล้าทำตัวปั่นป่วนมาก และไม่มีความเกี่ยวข้องทางผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนบางตระกูล 
สรุปคือ ความขัดแย้งครั้งนี้ ที่ทำให้มีประชาชนเสียชีวิต รวมถึงเด็ก ประเทศชาติถูกโจมตี มาจากความขัดแย้งส่วนตัวของสองตระกูล ในการหักหลังกันเอง

อย่ามาโทษลุงตู่ว่าซุกปัญหา เพราะคนก่อปัญหาคือตระกูลชั่วที่เอาประเทศชาติเป็นตัวประกัน แต่ลุงตู่เป็นคน "ประคับประคองสถานการณ์" ให้ประเทศไม่ต้องพบกับความเสี่ยงจากอันธพาล มาได้นับสิบปี!!

‘กองทัพบก’ แถลงประณาม ‘กัมพูชา’ วางทุ่นระเบิดในแดนไทย จงใจละเมิดสัญญาออตตาวา

(12 ส.ค. 68) กองทัพบกแถลงประณามกัมพูชาหลังเกิดเหตุลอบวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ฝั่งไทย ส่งผลให้สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ระหว่างลาดตระเวนใกล้ปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ เหตุเกิดเมื่อเช้าวันที่ 12 ส.ค. 2568 ปัจจุบันอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถือเป็นการโจมตีโดยตรงต่อกำลังพลไทยในเขตแดนไทย และเป็นพฤติกรรมที่เกิดซ้ำหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน

โฆษก ทบ. ชี้ว่าการกระทำเช่นนี้สะท้อนเจตนาคุกคามไทยอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการใช้มาตรการหยุดยิง พร้อมระบุว่ากัมพูชาเพิกเฉยต่อข้อเสนอไทยเกี่ยวกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใช้คุกคามทางทหารอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันยังคงยึดแนวทางสันติวิธีและไม่ใช่ฝ่ายเริ่มใช้กำลัง แต่หากสถานการณ์บีบบังคับ อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องกำลังพลและรักษาอธิปไตยของชาติ

‘อีที ทีเด็ด99’ โพสต์เดือด!! หลังเพื่อนทหารเหยียบทุ่นระเบิด ถามต้องเจ็บ–ตายอีกกี่คนกว่าจะยุติความขัดแย้ง

(14 ส.ค. 68) จากกรณีเมื่อเวลา 09.10 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ลาดตระเวนพื้นที่ช่องจุ๊บตาโมก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทางทิศตะวันตกของปราสาทตาเมือนธม ได้เหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้ สิบเอกธีรพล เพียขันที อายุ 48 ปี ผบ.ชุดปฏิบัติการ กรมทหารพราน 26 ได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียขา 1 ข้าง

ต่อมา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ออกมายืนยันว่า รัฐบาลจะดูแลและเยียวยากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่าฝ่ายความมั่นคงไม่นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์นี้ และจะดำเนินมาตรการทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของแผ่นดินไทย 

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ อัปติกานัง หรือ “อีที ทีเด็ด99” นักมวยเข่าสายบู๊ จากจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งทหารกล้าของไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “อีที เลิกมวยชั่วคราวครับ” ว่า…

“เช้าวันนี้ก็มีทหาร ค่ายพราน 26 รุ่นพี่เจ็บสาหัส ต้องเสียขาไปอีกคนแล้วววว คุณก็พูดได้สิ คนเจ็บคนตายมันไม่ใช่ลูกหลานญาติพี่น้องคุณ มีแต่อยากให้หลีกเลี่ยงการปะทะ แล้วดูมันทำสิ ต้องให้มีคนเจ็บคนตายอีกกี่คน ถ้ามีการปะทะกันอีกครั้ง เสิร์ฟให้หนักๆหน่อยนะครับ #ขอให้มันจบที่รุ่นนี้🙏🏻🙏🏻” อีที โพสต์

‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งปิดตายปราสาทตาเมือนธม ล้อมรั้วลวดหนามชั่วกัลปาวสาน ใครแตะถือว่าล้ำอธิปไตยไทย

เมื่อวานนี้ (2 ก.ย. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวระหว่างการบรรยายพิเศษกับนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนเพื่อชีวิต (วชส.) สมาคมพนักงานสอบสวน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถึงประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า แม้มีการหยุดยิงชั่วคราว แต่ทหารกัมพูชายังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้น และบางครั้งใช้สูตรเจรจาไปพูดอีกอย่าง ทำอีกอย่าง พร้อมยืนยันว่า ภูมะเขือและพื้นที่ที่ไทยควบคุมอยู่ทั้งหมดเป็นอธิปไตยของไทย

สำหรับปราสาทตาเมือนธม แม่ทัพภาค 2 ชี้แจงว่า มีการวางรั้วลวดหนามรอบปราสาททั้งหมด และถือเป็นการประกาศอาณาเขตไทย หากใครแตะต้องรั้วถือว่าล้ำอธิปไตยไทย พร้อมย้ำว่า รั้วนี้จะอยู่ชั่วกัลปาวสาน ใครจะขึ้นมาต้องมีวีซ่าและพาสปอร์ต

พล.ท.บุญสินยังกล่าวถึงกรณีปราสาทพระวิหารที่ไทยแพ้คดีแล้วว่า มีสองแนวทาง คือ ยื่นต่อศาลโลกใหม่ หรือใช้กำลังยึดกลับ แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมายและสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ เช่น บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ก็มีการวางรั้วลวดหนามเพื่อประกาศอาณาเขตไทย

ทั้งนี้ แม่ทัพภาค 2 ย้ำว่า การปฏิบัติหน้าที่และการวางรั้วขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่จริง และเป็นมาตรการรักษาอธิปไตยของชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับฝ่ายกัมพูชา แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top