ปมร้อน กสทช.!! จับตาถกด่วนสรรหา กสทช. ปมร้อง “หมอสรณ” ขาดคุณสมบัติ กลิ่นการเมืองแรงสะเทือนองค์กรอิสระ เกมการเมืองซ่อนอยู่ในประเด็นนี้
จับตาผลถกกรรมการสรรหากสทช.ประเด็นร้องเรียนประธานขาดคุณสมบัติ
น่าสนใจยิ่งกับการที่จู่ๆสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานัดประชุมด่วน เชิญกรรมการสรรหา กสทช.มาร่วมประชุมด้วย ประเด็นพิจารณาข้อร้องเรียนการขาดคุณสมบัติของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ โดยได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นประธาน กสทช. ชุดใหม่ที่เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ
กล่าวถึงหมอสรณเคยสมัครมาตั้งแต่ปี 62 แต่ถูกวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติมารอบหนึ่งแล้วจากการถือหุ้นในกิจการที่เกี่ยวโยงกับภารกิจของ กสทช. จากนั้นถ่ายเทหุ้นออกและมาสมัครใหม่ ประเด็นข้อร้องเรียนกล่าวหาเรื่องยังทำหน้าที่หมอรักษาคนป่วยอยู่ และรับเงินค่าวิชาชีพอยู่ จะถือว่ายังประกอบอาชีพอื่นอยู่หรือไม่
ประเด็นนี้กลิ่นการเมืองแรงพอสมควร ไม่ใช่แค่เรื่อง “คุณสมบัติ” แบบตัวบทล้วน ๆ แต่เป็นจุดตัดของ อำนาจกำกับดูแล + ความชอบธรรมขององค์กรอิสระ + เกมในวุฒิสภา เลยทีเดียว
ง่ายๆ มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ฝ่าย กสทช.เองก็ดึงเชงมานาน วาระสำคัญของ กสทช.เลื่อนการพิจารณา ทำให้ภารกิจไม่คืบหน้า ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะดูแลงานธุรการของกรรมการสรรหา เมื่อมีเรื่องร้องเรียนก็ต้องดำเนินการ ไม่งั้น ม.157 (ละเว้น) ก็รออยู่
ลองแยกวิเคราะห์เป็นชั้น ๆ จะเห็นภาพชัดขึ้น
1) ทำไม “เพิ่งถูกหยิบขึ้นมา” ตอนนี้
ข้อร้องเรียนที่ค้างมานาน แต่เพิ่งถูก “เร่งเครื่อง” มีได้ 2 มุมหลัก
(1) จังหวะการเมืองวุฒิสภาชุดปัจจุบันอาจต้องการ “รีเซ็ตอำนาจ” หรือสร้างบทบาท
กสทช. เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูง ทั้งเรื่องคลื่นความถี่ ทีวี โทรคมนาคม มีผลประโยชน์มหาศาล
(2) มีชนวนใหม่
-อาจมีข้อมูล/หลักฐานเพิ่มเติม
-หรือมีความขัดแย้งภายใน กสทช.เอง แล้วถูก “ดันขึ้นบนโต๊ะ”
พูดง่าย ๆ คือ เรื่องเก่า แต่ “เวลาใหม่” ทำให้มันมีน้ำหนักขึ้น
2) ปมประธาน กสทช. “ขาดคุณสมบัติ” เรื่องรับเงินรักษาคนไข้
นี่คือจุดที่ต้องดูตัวบทกฎหมายจริงจัง โดยหลักแล้ว ตำแหน่งแบบนี้มักกำหนดว่า
-ต้อง ไม่ประกอบอาชีพอื่นที่อาจขัดกันแห่งผลประโยชน์
-หรือไม่ทำงานที่กระทบความเป็นอิสระ
มีคำถามสำคัญว่า การยังรับเงินจากการรักษาคนไข้ ถือว่าเป็น “การประกอบอาชีพ” หรือไม่?
-ถ้าเป็นการทำต่อเนื่อง มีรายได้ประจำ เสี่ยงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ
-ถ้าเป็นลักษณะช่วยเหลือเป็นครั้งคราว อาจตีความว่าไม่ผิด
ประเด็นนี้จะกลายเป็น “สงครามตีความ“มากกว่าข้อเท็จจริงล้วน ๆ
3) ถ้าผิดจริง ผลจะไปไกลแค่ไหน มี 3 ระดับ
ระดับเบา
-แค่ “ชี้แจงแล้วจบ”
-วุฒิสภาไม่เดินหน้าต่อ
ระดับกลาง
-กดดันทางการเมือง
-ทำให้ความชอบธรรมของประธาน กสทช. สั่นคลอน
ระดับหนัก
-อาจนำไปสู่การ พ้นจากตำแหน่ง
-หรือมีการตีความย้อนหลัง กระทบมติที่เคยตัดสินไป
ระดับนี้แหละที่หลายฝ่ายจับตา เพราะจะ “เขย่า” ทั้งระบบกำกับดูแล ถ้าไม่อยากให้กระทบมาก อาจมีการกดดัน หรือเจรจาให้หมอสรณลาออก
4) ทำไมเรื่องนี้สำคัญกว่าที่เห็น
กสทช. ไม่ใช่องค์กรเล็ก ๆ แต่เป็นเหมือน “ศูนย์ควบคุมคลื่นและข้อมูล”
ถ้าประธานถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ
-ความน่าเชื่อถือของการอนุมัติคลื่น/ดีลใหญ่ ๆ จะถูกตั้งคำถามตามมา
-นักลงทุน/เอกชนอาจชะลอการตัดสินใจ เช่น กติกาทีวีดิจิทัล ที่ผู้ประกอบการทวงถามมา 3 ปีแล้ว เพราะสัมปทานจะหมดอายุในอีกสองปีข้างหน้า แต่กติกาจาก กสทช.ยังไม่ออก เข้าระเบียบวาระแล้ว ประธาน กสทช.สั่งปิดประชุม
-อาจเกิด “สุญญากาศเชิงนโยบาย” ชั่วคราว (ในทางปฏิบัติเริ่มเห็นบ้างแล้ว)
5) มองแบบการเมืองล้วน ๆ นี่อาจเป็นเกม 3 ชั้น
-ชั้นบน: ตรวจสอบคุณสมบัติ (ตามกฎหมาย)
-ชั้นกลาง: ต่อรองอำนาจในองค์กรอิสระ
-ชั้นล่าง: ผลประโยชน์ด้านคลื่น/โทรคมนาคม
บางครั้ง “คุณสมบัติ” ก็เป็นเหมือนกุญแจดอกเล็ก ที่ใช้เปิดประตูห้องใหญ่
สรุปเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ “เพิ่งถูกทำให้สำคัญ”
ปมกฎหมายอยู่ที่การตีความคำว่า “ประกอบอาชีพ” รับเงินค่าตอบแทน
ผลลัพธ์มีตั้งแต่จบเงียบ ๆ ไปจนถึงสะเทือนทั้งองค์กร
และมีนัยทางการเมืองแฝงค่อนข้างชัด
จับตาผลการประชุมคณะกรรมการสรรหาว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งกรรมการสรรหาอาจจะยืนยันผลการสรรหาชอบแล้ว แต่ความผิดเกิดขึ้นหลังจากนั้น








