Thursday, 4 June 2026
ปรองดอง

ขอความปรองดอง!! 'ชัยวุฒิ' ป้อง 'บิ๊กป้อม' โต้ 'ปิยบุตร' อย่าจมกับอดีต  ย้ำ!! ก้าวข้ามความขัดเเย้ง เน้นปรองดอง

'ชัยวุฒิ' ควง 'สันติ' ปราศรัย ปทุมธานี ชู คนรุ่นใหม่ มีหัวใจเดินหน้าพัฒนาปทุมฯ พร้อม โต้ ปิยบุตร อย่าจมกับอดีต ป้องบิ๊กป้อม ก้าวข้ามความขัดเเย้ง 

(4 มี.ค.66) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมว่าผู้สมัครจังหวัดปทุมธานี  ประกอบด้วย เขต 1 นายเสวก ประเสริฐสุข, เขต 2 นายนพดล ลัดดาแย้ม, เขต 3 นายยุทธวัฒน์ หาญเกียรติกล้า, เขต 4 นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง, เขต 5 นายปรีชา ชื่นชนกพิบูล, เขต 6 นายวิรัช พยุงวงษ์ และ เขต 7 น.ส.กฤษณา วงศ์คำ เข้าสักการะบูชา เซียนแปะโรงสี เพื่อความสิริมงคล และพบปะประชาชน ณ ตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้า ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง ปทุมธานี ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจผู้สมัครส.ส. ปทุมธานีทั้ง 7 เขต  

โดยนายชัยวุฒิ กล่าวว่า พาผู้สมัครของซึ่งมีครบทุกเขตแล้วมาเดินหาเสียง แนะนําตัวกับพี่น้องประชาชนที่ตลาดวัดศาลเจ้า ให้ความมั่นใจกับชาวปทุมธานีว่าทีมงานของพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นคนที่มีประสบการณ์ทั้งการเมืองท้องถิ่น อย่างผู้สมัครเขตนี้ก็คือ สจ.ตุ้ย ก็เป็นคนที่พี่น้องประชาชนรู้จักอยู่แล้วเป็น สจ. แล้วก็ลาออกมาลง สส ให้พรรคพลังประชารัฐ  หัวหน้าทีมก็พี่ใหญ่เป็นรองนายก อบจ. ก็จะมีประสบการณ์ มีความพร้อมที่จะทํางาน เพราะทีมงานทุกคนก็อยากจะมาช่วยกันพัฒนาปทุมธานี ปัญหาต่างๆที่ยังไม่รับการแก้ไข เราจะเร่งแล้วดําเนินการ เรื่องการจราจร ปัญหาเรื่องน้ําท่วม ปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อพัฒนาจังหวัดปทุมธานีให้ดียิ่งขึ้นให้ได้แน่นอน ก็เชื่อว่าสามารถยกจังหวัดได้ ถ้าเราทําการรณรงค์หาเสียงแล้วก็มีนโยบายต่างๆ ที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน สื่อไปถึงประชาชนให้เข้าใจให้ได้ทุกพื้นที่  ก็มีโอกาสที่จะชนะทุกเขตเพราะผู้สมัครของเราก็มีความพร้อมทุกคนที่จะทํางานเพื่อประชาชน โดยจะชูนโยบายเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาเมือง เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้การค้าขายดีขึ้น การท่องเที่ยวดีขึ้น

สำคัญสุดเรื่องนโยบายพรรค ผู้สมัครต้องลงพื้นที่แล้วก็มีเครือข่าย มีการประชาสัมพันธ์ ปราศรัย ลงไปพบประชาชนทุกบ้าน ให้ประชาชนยอมรับ ให้เข้าใจนโยบายของพรรคมากขึ้น ซึ่งตอนนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนในรอบที่แล้ว ที่เราอาจจะลงพื้นที่น้อยไป หรือตัวผู้สมัครเราก็ไม่ได้มีพื้นฐานจากการเมืองท้องถิ่นก็ทําให้ลงพื้นที่ได้ไม่ทั่วถึง รอบนี้ทางพรรคพลังประชารัฐผู้สมัครส่วนใหญ่ก็จะมาจากการเมืองท้องถิ่น เป็นอดีต ส.ส. เป็นอดีตรองนายก อบจ. เป็นอดีต ส.จ. เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะมีพื้นฐานท้องถิ่น จะเข้าถึงชาวบ้าน ใกล้ชิด เข้าใจชาวบ้านได้ดีขึ้น                                                          

ญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ เรียกร้อง!! เร่งรัดพิจารณาพ.ร.บ.สันติสุข หลังสภาฯ เห็นชอบเอกฉันท์ ยืนยันหลักความยุติธรรมและสมานฉันท์ ป้องกันความขัดแย้งซ้ำซาก

ด้วยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕  มีมติแสดงจุดยืนที่มากว่า 30 ปี ต่อห้วงเวลาวิกฤตสำคัญภายหลังจากที่ ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ.... ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และการพูดคุยหารือกันในหมู่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องด้วยมติเป็นเอกฉันท์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาในรายละเอียดเหลือเพียงบางมาตรา แต่ต้องชะงักลงจากการ “ยุบสภา”

ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕  จึงเรียกร้องทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ดังนี้

เร่งรัดการนำร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข กลับเข้าสู่การพิจารณา ในกรอบ 60 วันตามรัฐธรรมนูญ  นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภา (ภายใน 12 พ.ค.2569 ) คณะกรรมการญาติวีรชนฯ เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว มีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติเป็นเอกฉันท์ อันสะท้อนถึงฉันทามติร่วมของตัวแทนประชาชนจากทุกฝ่าย

เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนิติบัญญัติ และแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ยืนยันหลักการ ความสามัคคีสมานฉันท์บนพื้นฐานความยุติธรรม ไม่ใช่การลืมความผิด โดยปราศจากเงื่อนไข

บทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕  สอนให้สังคมไทยตระหนักว่า “การปรองดองที่แท้จริง” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมทุกกรณีโดยไม่แยกแยะ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักการของความรับผิดชอบและความเป็นธรรมการกำหนดกรอบดังกล่าวเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง “การให้อภัย” กับ “ความยุติธรรม” ไม่ให้สังคมไทยต้องกลับไปเผชิญกับวงจรความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อนึ่งร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เป็นร่างกฎหมายที่มีความชัดเจนทั้งในด้านที่มาและความชอบธรรมทางการเมือง ของทุกพรรคการเมือง  กล่าวคือ เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเสนอร่างในนามฝ่ายบริหารด้วยตัวท่านเอง อีกทั้งร่างดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็น “ร่างหลัก” ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และได้ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในทุกมาตรา ซึ่งสะท้อนฉันทามติร่วมกันของทุกพรรคการเมืองในสภาอย่างแท้จริง

ดังนั้น การเร่งนำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง จึงเป็นการเดินหน้าต่อจากฉันทามติเดิมของรัฐสภา มิใช่การเริ่มต้นใหม่ ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในฐานะกลไกสำคัญของการสร้างความปรองดองในสังคมไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ประชาชนทุกชาติต่างผนึกกำลังสู้วิกฤต แต่สังคมไทยยังแบ่งแยกกันหลายฝ่าย ถึงเวลาที่ต้องสร้างความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่นรวมกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ ขอเน้นย้ำว่า การสร้างความสามัคคีสมานฉันท์  ตามคำสอนสั่งของพ่อหลวง ร.9 และในหลวงร.10  นำเป็นภารกิจทางศีลธรรมของสังคมไทย ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุขจึงต้องเร่งดำเนินไปอย่างรอบคอบ ยึดหลักการ และเคารพต่อความทรงจำของวีรชนผู้ที่เคยเสียสละเพื่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ ขอเรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภา ไม่ควรปล่อยให้โอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้งของประเทศต้องสูญเปล่า และอาจเกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

นายอดุลย์ เขียวบริบูณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top