Thursday, 4 June 2026
ปปช

‘ป.ป.ช.’ ยอมรับ!! ‘ทวีวัฒน์’ ลืมเงิน 12 ล้าน เป็นสามีขรก.ปปช. เร่งสอบแจง!! บัญชีทรัพย์สิน

เมื่อวานนี้ (7 มิ.ย. 68) นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า จากที่มีการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน กรณีการพบเงินสด 12 ล้านบาทถูกทิ้ง ที่คอนโดย่านเมืองทองธานี โดยมี นายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว แสดงตนว่าเป็นเจ้าของเงิน และพบว่าชายคนดังกล่าวมีสถานะเป็นสามีของข้าราชการ ป.ป.ช.ระดับผู้อำนวยการ ซึ่งตามกฎหมายจะต้องแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน อีกทั้งยังเป็นอนุกรรมการชุดต่างๆ ของกรรมการ ป.ป.ช.ด้วยนั้น

สำนักงาน ป.ป.ช.ขอชี้แจงว่า นายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว เป็นสามีของข้าราชการท่านหนึ่งระดับผู้อำนวยการของสำนักงาน ป.ป.ช.จริง และเงินสด จำนวน 12 ล้านบาท ดังกล่าว อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของรายการในบัญชีทรัพย์สินที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ ในประเด็นการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการของคณะกรรมการ ป.ป.ช.นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะแต่งตั้งตามความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และคุณวุฒิของบุคคลนั้นๆ ทั้งนี้หากมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมสำนักงาน ป.ป.ช.จะชี้แจงในขั้นตอนต่อไป

ก.ต. ฟันโทษ ‘บิ๊กศาล’ ลวนลามหญิงบนรถไฟ เรียกเงินแกนนำ กปปส. 175 ล้าน ช่วยวิ่งเต้นคดี

(19 ส.ค. 68) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไล่ออกผู้พิพากษาระดับสูง หลังถูกร้องเรียนหลายคดี ทั้งคุกคามหญิงสาวบนรถไฟ และเรียกรับเงินจากแกนนำ กปปส. อดีต รมต. จำนวน 175 ล้านบาท เพื่อช่วยคดีในชั้นอุทธรณ์ พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ

การประชุม ก.ต. ครั้งที่ 20/2568 มีนางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้พิจารณาคดีวินัยร้ายแรงของผู้พิพากษาหลายราย โดยหนึ่งในนั้นคืออธิบดีผู้พิพากษาศาลขนาดใหญ่ ซึ่งถูกกล่าวหาพยายามลวนลามหญิงสาวบนรถไฟสายกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตุลาการอย่างหนัก

อีกคดีคือผู้พิพากษาถูกกล่าวหาว่าเรียกเงินจากแกนนำ กปปส. อดีตรัฐมนตรีรายหนึ่ง เป็นเงินสูงถึง 175 ล้านบาท (ภายหลังลดลงเหลือหลักสิบล้าน) เพื่อแลกกับการช่วยเหลือคดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเข้าข่ายทุจริตอย่างชัดเจน ก.ต.จึงมีมติไล่ออกและส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.สอบสวนเชิงลึก

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสั่งปล่อยประกันผู้ต้องหา ทั้งที่ศาลอุทธรณ์เคยสั่งยกคำร้องไปแล้ว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าต้องสอบสวนเส้นทางการเงินของผู้พิพากษาและคนใกล้ชิด ว่ามีการรับผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ โดยทั้งหมดชี้ให้เห็นปัญหาจริยธรรมร้ายแรงในวงการตุลาการ ที่สังคมกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด

‘ชูวิทย์’ เปิดเอกสารลับ ‘ฮั้ว สว.’ ชี้สุดอันตราย อาจกินรวบทั้งประเทศ!! ซับซ้อนกว่าประเด็นเขากระโดง

(1 ต.ค. 68) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาโพสต์เปิดเอกสารอ้างการทำงานเชิงเครือข่ายที่เรียกว่า 'ฮั้ว สว.' ระบุเป็นการวางแผนกินรวบอำนาจรัฐผ่านการสั่งการ สว. เพื่อควบคุมการแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบและองค์กรอำนาจสูงทั้งหลาย เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และ กกต. ซึ่งหากเป็นจริงจะทำให้การตรวจสอบและการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกบิดเบือนไปได้ง่าย

ชูวิทย์ชี้ชัดว่านี่สำคัญกว่าประเด็น 'เขากระโดง' เพราะมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างอำนาจประเทศ — ถ้า สว. ถูกสั่งได้ การแก้รัฐธรรมนูญที่ต้องพึ่งกลไกเหล่านี้อาจเป็นเรื่องฝันลม ๆ แล้ง ๆ นอกจากนี้ ชูวิทย์ยังเรียกร้องให้ฝ่ายค้านและฝ่ายการเมืองทุกสีรู้เท่าทัน ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องกลายเป็นการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” ในสภา ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มออกหมายเรียกและตรวจสอบหลายรายที่ถูกเชื่อมโยงกับกรณีฮั้วเลือก สว. แล้ว

สำหรับข้อเรียกร้องของชูวิทย์คือความเร่งด่วนในการตรวจสอบข้อมูลและตั้งกรรมการอิสระ เพื่อนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ไม่ให้เป็นเพียงข่าวทางโซเชียลที่ผ่านไป พร้อมเตือนว่าสังคมควรรู้ว่าใครจะรับผิดชอบอนาคตประเทศจริง ๆ — การเมืองภาคประชาชนควรจับตาและกดดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

ป.ป.ช.ฟัน 44 อดีตส.ส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่งศาลฎีกาวินิจฉัยภายใน 30 วัน

วันนี้ ( 9 ก.พ.) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ว่าจะจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2568 นั้น หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวน

การไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ประมาณกลางปี 2568 แต่ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้มีหนังสือคัดค้านคณะกรรมการไต่สวน และคำร้องอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันที่จะต้องนำมาพิจารณาพร้อมกับการวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง

จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการไต่สวนต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประกอบการพิจารณา ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาเพิ่มเติมหลังจากได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือแล้ว คณะกรรมการไต่สวนได้คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาทุกรายที่มีความประสงค์เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา ต่อคณะกรรมการไต่สวน เป็นเหตุให้ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหา แต่ละรายอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความรอบคอบ เมื่อดำเนินการแล้วจึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงในวันนี้

ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 นายปริญญา คีรีรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13 นายสุรวาท ทองบุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 นายศักดินัย นุ่มหนู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 15 นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 16 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 17 พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 18 นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 20 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 21 นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 22 นายรังสิมันต์ โรม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 23 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 24 นางสาววรรณวิภา ไม้สน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 25

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 26 นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 27 นายจรัส คุ้มไข่น้ำ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 28 นายองค์การ ชัยบุตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 29 นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 30นายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 31 นายทองแดง เบ็ญจะปัก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 32 นายคำพอง เทพาคำ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 33 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 34 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 35 นายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 36 นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 37 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 38 นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 39 นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 40 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 41 นายมานพ คีรีภูวดล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 42

นายอภิชาต ศิริสุนทร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 43 นายสุเทพ อู่อ้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 44 ที่ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)โดยมีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่อง การแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ที่ได้เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน รวมเป็นผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่ามิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมิได้มีเจตนาร่วมกันแต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่าต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนาร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 มกราคม 2567

ชี้มูลอดีตผู้ว่าฯ ปปช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ 321.67 ล้าน ส่งอัยการยึดทรัพย์แผ่นดิน แจ้งผู้บังคับบัญชาไล่ออกทันที

คณะกรรมการ ปปช. ชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ฐานร่ำรวยผิดปกติไม่สอดคล้องกับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาได้

โดยตรวจพบทรัพย์สินรวมของนายจำเริญ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกว่า 321,670,858.30 บาท

ประกอบด้วย
1.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นายจำเริญ 1 บัญชี เป็นเงิน 1,488,514.80 บาท
2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส 13 บัญชี รวมเป็นเงิน 260,846,734.80 บาท
3.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของคู่สมรส 22 รายการ รวมมูลค่า 47,445,608.70 บาท
4.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท (รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์)
5.รถยนต์ในชื่อของคู่สมรส 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท

ปปช.ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องขอยึดทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมแจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการลงโทษไล่ออก นายจำเริญเคยเริ่มงานจากปลัดอำเภอจนถึงผู้ว่าฯ หลายจังหวัด ก่อนลาออกจากราชการเมื่อ 10 เม.ย. 66

มีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส เช่น กรณีติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์ราคาสูงผิดปกติในนครศรีธรรมราช และจัดซื้อปลูกต้นไม้ราคาแพงในพังงา เป็นปมคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานในอดีต

การชี้มูลนี้สะท้อนความพยายามของ ปปช. ในการตรวจสอบความโปร่งใส และบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างจริงจังเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top