Wednesday, 21 October 2026
ปตทสผ

ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น EIA Monitoring Awards 2026 ปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อม รับย้ำมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มงวด ทั่วประเทศจากโครงการปิโตรเลียม สร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง

ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น จาก EIA Monitoring Awards 2026

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่นที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 (EIA Monitoring Awards 2026) ประเภทการพัฒนาปิโตรเลียม จากการดำเนินโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง รวม 7 รางวัล จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง

โครงการที่ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ได้แก่ โครงการพัฒนาแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1 และ E5 ในพื้นที่โคราช E5N จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น และโครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งกำแพงแสน แปลง PTTEP 1 จังหวัดนครปฐม สำหรับโครงการผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/61 ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

นอกจากนั้น ปตท.สผ. ยังได้รับรางวัลในโครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งอาทิตย์แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข 14A, 15A และ 16A โครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งสิริกิติ์ และแหล่งลานกระบือ แปลงเอส 1 จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก และสุโขทัย โครงการเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L53/43 และ L54/43 จังหวัดสุพรรณบุรี และโครงการผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 ตอนล่าง (แหล่งเอราวัณ จักรวาล สตูล และฟูนานเดิม) อีกด้วย

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในงานสัมมนาวิชาการและมอบรางวัลแก่สถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ กำลังลงทุนแหล่งก๊าซฯ บุษบง ผลิตรายวัน 30 ล้านลูกบาศก์ฟุต ผลิตเพิ่มเป็น 40 ล้านปี 73 รองรับความต้องการพลังงานไทย

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง รองรับการใช้พลังงานของประเทศในอนาคต

กรุงเทพฯ, 22 กันยายน 2569 – ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 เพื่อเตรียมผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2571 รองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยในอนาคต 

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ ปตท.สผ. อีดี 

ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อพัฒนาแหล่ง ก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 บริเวณอ่าวไทย ต่อยอดความสำเร็จจากการสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติสู่การพัฒนา โดยจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาแหล่งประมาณ 2 ปี จึงจะสามารถเริ่มการผลิตก๊าซฯ ได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2573 เพื่อรองรับการใช้พลังงานของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต 

สำหรับการพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 ปตท.สผ. มีแผนจะผลิตก๊าซธรรมชาติ 

ผ่านระบบท่อส่งใต้ทะเลที่จะเชื่อมกับแท่นผลิตกลาง (Central Processing Platform) และอุปกรณ์การผลิตของแหล่งบงกชเหนือในโครงการจี 2/61 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน โดย ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) อยู่แล้ว ทำให้สามารถพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม 

บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวได้ ภายหลังจากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีแผนงานในการสำรวจบริเวณพื้นที่อื่น ๆ ของโครงการจี 3/65 โดยจะทำการเจาะหลุมสำรวจในพื้นที่นงเยาว์ นอร์ทอีสต์ เพื่อประเมินศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติม หากมีการค้นพบปิโตรเลียม จะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตของโครงการจี 3/65 ได้อีกในอนาคต 

ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการและได้รับสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในโครงการจี 3/65 ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) ตั้งแต่ปี 2566 โดยโครงการมีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 11,647 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ ภายหลังจากเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้การโอนสัดส่วนการลงทุนภายใต้สัญญาการลดสัดส่วน (Farm-out Agreement) เสร็จสมบูรณ์แล้ว ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 60 และยังคงเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด จะถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 40

ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมกว่า 50 โครงการ กว่า 10 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย ปตท.สผ. มีโครงการทั้งบนบกและในอ่าวไทย จำนวน 20 โครงการ

‘คณิตา’ รับตำแหน่งซีอีโอ ปตท.สผ. เดินหน้าความมั่นคงพลังงาน–ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ขยายตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง ลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2593 ยกระดับองค์กรด้วยดิจิทัล AI

“คณิตา ศาศวัตายุ” รับตำแหน่งซีอีโอ ปตท.สผ.
สานต่อภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมสร้างองค์กรแข็งแกร่งในระยะยาว

กรุงเทพฯ, 1 ตุลาคม 2569 – “คณิตา ศาศวัตายุ” เผยวิสัยทัศน์หลังเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. มุ่งสานต่อภารกิจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการสร้างการเติบโตในต่างประเทศ และการบริหารองค์กร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ปตท.สผ. ในระยะยาว

นางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยในโอกาสเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ว่า จะเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรตามทิศทางกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างการเติบโตให้ ปตท.สผ. อย่างยั่งยืน โดยสานต่อภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ด้วยการรักษาความสามารถในการผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาประเทศและการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันของประชาชน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตในต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างในระยะยาวให้กับ ปตท.สผ.

ในด้านการบริหารองค์กร จะบริหารงานภายใต้แนวทางความยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถขององค์กร ตลอดจนการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 นอกจากนี้ จะเตรียมความพร้อมองค์กรให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสมที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน
“การผลิตปิโตรเลียมเพื่อรองรับการความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ยังคงเป็นภารกิจที่ ปตท.สผ. ให้ความสำคัญและเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไป ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าสร้างการเติบโตในต่างประเทศ รวมทั้ง การบริหารองค์กรและบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการดำเนินการงาน รวมถึงการบริหารต้นทุน เพื่อให้ ปตท.สผ. เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นางสาวคณิตา กล่าว

นางสาวคณิตามีประสบการณ์การทำงานในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากกว่า 30 ปี มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเติบโตของ ปตท.สผ. และการกำหนดทิศทางการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ด้วยการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายแหล่งก๊าซธรรมชาติ 3 แนวหลัก ทั้งในอ่าวไทย พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย และประเทศเมียนมา รวมทั้ง การเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างเต็มความสามารถจากโครงการในอ่าวไทยและโครงการบนบก เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในประเทศจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกำหนดแนวทางและขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี 2593 โดยได้วางแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม อาทิ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) รวมทั้ง มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) สำหรับโครงการ CCS ในแหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการ CCS แห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย

ปตท.สผ. รับรางวัลสิทธิมนุษยชนระดับสูงสุด!! ต่อเนื่องปี 3 ได้รับรางวัลสูงสุด สะท้อนธุรกิจยั่งยืนอย่างรับผิดชอบ รางวัลองค์กรต้นแบบสิทธิมนุษยชน กระทรวงยุติธรรมยืนยันคุณภาพ

ปตท.สผ. คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ปี 2569 ระดับสูงสุด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและมีธรรมาภิบาล

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยนางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้ารับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ประเภทรางวัลดีเด่นระดับ Gold (ระดับสูงสุด) สำหรับองค์กรรัฐวิสาหกิจ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยมีพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้มอบรางวัล ซึ่ง ปตท.สผ. ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยได้รับรางวัลดีเด่นระดับ Gold ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการ การจัดตั้งระบบรับข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และความรับผิดชอบร่วมด้านสิทธิมนุษยชนแก่พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อร่วมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top