Tuesday, 21 July 2026
บีโอไอ

“บีโอไอ” ไฟเขียวเพียวไซเคิล!! ทุ่ม 8 พันล้านลงทุนรีไซเคิล สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ที่ระยอง มุ่งตลาดเอเชีย ขยายเศรษฐกิจสีเขียว

บีโอไอไฟเขียว “เพียวไซเคิล” ทุ่ม 8 พันล้าน สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับโลกในไทย

บีโอไอหนุน “เพียวไซเคิล” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกโพลีโพรพิลีนคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา เดินหน้าลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง จ.ระยอง ยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย สอดรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด (PureCycle) เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Dissolution Recycling จากสหรัฐฯ ซึ่ง “เพียวไซเคิล” เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสิทธิ์ใช้งานผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้สิทธิบัตรจากบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นกระบวนการรีไซเคิลที่ใช้ตัวทำละลายในการแยกสี กลิ่น และสิ่งปนเปื้อนออกจากพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่ผ่านการใช้งานแล้วในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงพลาสติกบริสุทธิ์ ภายใต้ชื่อ "PureFive™" ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน

โครงการนี้ มีกำลังผลิตประมาณ 59,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษพลาสติกในประเทศเป็นวัตถุดิบ 100% คิดเป็นปริมาณราว 65,600 ตันต่อปี หรือมูลค่ากว่า 1,150 ล้านบาท จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การนำเศษพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย กลับมาเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งไทยมีทั้งปริมาณวัตถุดิบและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PureCycle เลือกประเทศไทยเป็น "ฐานการผลิตหลัก" ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะจำหน่ายในประเทศร้อยละ 50 ให้กับ P&G และลอรีอัล (ประเทศไทย) ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปยังตลาดเอเชีย เช่น ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ในปัจจุบัน ความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 132,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดเป้าหมายด้านความสามารถในการรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงพันธสัญญาด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ของแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Coca-Cola, P&G, Unilever และ Nestlé ส่งผลให้ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีนความบริสุทธิ์สูง (Ultra-Pure Recycled Polypropylene: UPRP) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การที่ PureCycle ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกระดับโมเลกุลจากสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อให้บริการตลาดเอเชีย คือ สิ่งที่พิสูจน์ว่าไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่รองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้ โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้” นายนฤตม์ กล่าว

บีโอไอรุกดึงทุนไฮเทคจีน!! ชูไทยพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ จุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน-อาเซียน

บีโอไอรุกดึงทุนไฮเทคจีน ชูไทยพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ จุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน–อาเซียน

บีโอไอบุกร่วมงาน China International Supply Chain Expo สานต่อความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมขึ้นเวที ASEAN Supply Chain Cooperation ฉายภาพไทยศูนย์กลางการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง และจุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน–อาเซียน พร้อมดันความร่วมมือ 3 สาขาอนาคต ได้แก่ ดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมสีเขียว และการผลิตขั้นสูง รับกระแสการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้นำคณะเข้าร่วมพิธีเปิดงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 โดยงานดังกล่าวถือเป็นงานประชุมและนิทรรศการด้านซัพพลายเชนระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นโดยองค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทชั้นนำจาก 85 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน

การเข้าร่วมงาน CISCE ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาคอาเซียน ที่มีความพร้อมในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งไทยและจีน ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองประเทศในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับงาน CISCE ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 เพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ และ SMEs ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน ครอบคลุม 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด ยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจสุขภาพ และเกษตรสีเขียว ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และสอดรับกับนโยบายของประเทศไทยในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ภายในงานนี้ เลขาธิการบีโอไอได้ขึ้นกล่าวในเวทีการประชุม ASEAN Supply Chain Cooperation ซึ่งมีประธาน CCPIT รัฐมนตรีด้านการลงทุนจากประเทศในอาเซียน นักลงทุน และผู้นำภาคอุตสาหกรรมจากจีนและประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนของภูมิภาค โดยเลขาธิการบีโอไอ ได้กล่าวว่า จีน ไทย และอาเซียน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การผลิต และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชน ความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนยิ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว

นายนฤตม์ ยังได้กล่าวถึงจุดแข็งของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและตลาดโลก การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ผ่านความตกลงการค้าเสรี บุคลากรที่มีทักษะและสามารถปรับตัวได้ดี ฐานซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเพิ่มความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ โดยในด้านบุคลากร รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนากำลังคนร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน โดยเฉพาะผ่านโครงการ SkillBridge เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและยกระดับการให้บริการของภาครัฐ เพื่อให้กระบวนการประกอบธุรกิจมีความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถคาดการณ์ได้ โดยบีโอไอมีกลไก Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุมัติและอนุญาตที่เกี่ยวข้องไปจนถึงการเริ่มดำเนินกิจการจริง

สำหรับความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และอาเซียนในระยะต่อไป มีโอกาสสำคัญใน 3 สาขา ได้แก่

1. การยกระดับซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการผลิต ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัล

2. การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป้าหมายความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม

3. การพัฒนาระบบนิเวศสำหรับการผลิตขั้นสูง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญ การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก

“ปัจจุบันการตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงศักยภาพของแต่ละประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนระดับภูมิภาคและระดับโลก การเข้าร่วมงาน CISCE ในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างไทย จีน และประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่และศูนย์กลางการเชื่อมโยงซัพพลายเชนของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีน 982 โครงการ หรือร้อยละ 40 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ สูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าการลงทุนรวม 172,114 ล้านบาท และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จีนยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงที่สุด จำนวน 155 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 17,327 ล้านบาท สะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนจีนที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

บีโอไอ ลุย FastPass !! เปิดกลไกเร่งลงทุนไทย ผนึก 8 หน่วยงานลดขั้นตอน ดันเม็ดเงิน 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานอุตสาหกรรมเป้าหมาย

บีโอไอเปิดตัว “Thailand FastPass”

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำโดยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จัดพิธีเปิดตัวกลไก “Thailand FastPass” ผนึกกำลัง 8 หน่วยงานภาครัฐ ร่นระยะเวลาอนุมัติ-อนุญาตทุกขั้นตอน ปลดล็อกการลงทุนจริงกว่า 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานคุณค่าสูง ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตอกย้ำไทยเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่พร้อมที่สุดในภูมิภาค โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต หอการค้าต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่กลไก Thailand FastPass และผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 250 คน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็ว ๆ

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุน 7.4 พันล้าน!! “มาสด้า” ปักธง MHEV ที่ไทย Mazda MHEV Made in Thailand เตรียมบุกตลาดในประเทศ ส่งออกอาเซียน และส่งกลับญี่ปุ่น ยืนยันไทยยังเป็นฐานยานยนต์อนาคตของภูมิภาค

บีโอไอไฟเขียว “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันล้านบาท ดันไทยฐานการผลิตหลัก Mazda MHEV

บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต อีกทั้งเป็นการตอบรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV ที่ออกโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งจะกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575)

ปัจจุบัน กลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การจำหน่าย และการตลาดระดับภูมิภาค โดยได้จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับฟอร์ด เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ทั้งรถกระบะและรถยนต์นั่ง นอกจากนี้ ยังจัดตั้งบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยี SKYACTIV และเกียร์ในภูมิภาค

การลงทุนของมาสด้าในครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงสายการผลิตด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการสำคัญ อาทิ การเชื่อมโครงรถ การประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV ด้วยเทคโนโลยี MHEV ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และส่งกลับไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทฯ และลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย โดยโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของบริษัทฯ ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไป

สำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV บอร์ดอีวีได้กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษร้อยละ 10 (กรณีปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g/km) และร้อยละ 12 (กรณีปล่อย CO2 ตั้งแต่ 101 – 120 g/km) โดยจะเป็นอัตราคงที่ในเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575) พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท อีกทั้งต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ Traction Motor หรือชิ้นส่วนที่มีลักษณะการทำงานเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อน ตั้งแต่ปี 2571 และต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ

“การที่มาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV ครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทย และเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ตอกย้ำว่าประเทศไทยเดินมาถูกทาง บอร์ด EV และบีโอไอมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเซกเมนต์ และทุกเทคโนโลยี ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ MHEV เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

“บีโอไอ” เผยลงทุน EV ไทยทะลุ 1.37 แสนล้าน!! ปักหมุดฐานผลิต EV ภูมิภาค ไทยไม่หยุดแค่ผลิตรถยนต์ แต่เร่งสร้างระบบนิเวศ EV ตั้งแต่แบตเตอรี่ถึงหัวชาร์จทั่วประเทศ ดันประเทศสู่ฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

บีโอไอเผยยอดลงทุน EV ทะลุ 1.3 แสนล้าน หนุนเป้าฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกเทคโนโลยี

บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบทุกเทคโนโลยี ตั้งแต่ MHEV, HEV, PHEV ไปจนถึง BEV ล่าสุดยอดส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าพุ่งทะลุ 137,000 ล้านบาท จากเกือบ 200 โครงการ ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า ช่วยสร้างงาน เสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนไทย และวางรากฐานให้ไทยขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้เป็นประธานเปิดงาน International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition (iEVTech) 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้แนวคิด “Driving Thailand’s EV Future: Powering a Competitive & Connected Supply Chain” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยงาน iEVTech เป็นเวทีประชุมอุตสาหกรรม EV ระดับนานาชาติ มีองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เช่น สมาพันธ์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งเอเชีย, China EV100, สมาคม EV จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ลาว จีน และฮ่องกง ตลอดจนบริษัทชั้นนำในห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศต่าง ๆ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน ที่เชื่อมโยงนโยบาย มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน

นายนฤตม์ ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และความสำเร็จของประเทศไทยในการสร้างฐานการผลิตโปรดักส์แชมเปี้ยนในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่รถกระบะขนาดหนึ่งตัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) มาจนถึงยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “ยานยนต์พลังงานสะอาดและยานยนต์อัจฉริยะ” โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ (xEV) ไม่ว่าจะเป็นไมลด์ไฮบริด (MHEV), ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และเทคโนโลยีอื่น ๆ ในอนาคต โดยที่ผ่านมาบีโอไอได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ผลิตทุกค่ายลงทุนและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย พร้อมมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ระบบอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์ทดสอบ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

จากแนวทางดังกล่าว ได้ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค และติดอันดับต้น ๆ ของโลกในปัจจุบัน โดยในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับอย่างดี ในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ 44 ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียงร้อยละ 3 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยรถยนต์ HEV มีสัดส่วนสูงที่สุดร้อยละ 21.8 ตามมาด้วยรถยนต์ BEV ร้อยละ 19.6 และ PHEV ร้อยละ 2.9 แสดงให้เห็นว่าทุกเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยไฮบริด (HEV) จะเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยแยกเป็นการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV รวม 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ) กลุ่มรถยนต์ HEV 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ) กลุ่ม PHEV 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ) และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ) กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV อาทิ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานสำหรับ EV มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ) กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ซึ่งจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร

ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้เริ่ม

เดินสายการผลิตรถ BEV ในประเทศไทยแล้ว โดยเริ่มจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามมาด้วย เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส และรายล่าสุดที่เริ่มผลิต BEV ในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ของบีโอไอและบอร์ดอีวี ได้นำไปสู่การลงทุน การผลิต และการจ้างงานจริงในประเทศ โดยบริษัทเหล่านี้มีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันกว่า 16,000 คน และยังช่วยตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค

นอกจากนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงสามารถเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก บีโอไอได้มีมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติ พร้อมรุกจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ทั้งงาน Subcon Thailand และงาน Sourcing Day จับคู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จัดไปแล้ว 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพกว่า 800 ราย คาดสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท เปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตยุคใหม่ และเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนระลอกใหม่

“การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มที่จะเปิดทางให้ผู้ผลิตทุกค่ายจากประเทศต่าง ๆ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ สามารถสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย และที่สำคัญคือ การสร้างโอกาสให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่” นายนฤตม์ กล่าว

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุนใหญ่!! อนุมัติ 9 โครงการ มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้าน ตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง Data Center ครอบคลุมอาหาร พลังงาน และดิจิทัล สร้างงานเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

บีโอไอ ไฟเขียวลงทุน 9 โครงการ 6.6 หมื่นล้าน
ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ Data Center

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุน 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 66,000 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล และพลังงานหมุนเวียน พร้อมตั้ง “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” บูรณาการทุกมิติ ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และการสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 66,320 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างงานที่มีคุณค่า และเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” ให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

อนุมัติลงทุน 9 โครงการ มูลค่า 66,320 ล้านบาท
บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ รวมมูลค่า 66,320 ล้านบาท ประกอบด้วย

-บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ จะลงทุนผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผงปรุงสำเร็จ และกาแฟพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) รองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ มูลค่าลงทุน 22,935 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 14,326 ล้านบาท เพื่อขยายกิจการขนส่งทางอากาศ โดยการเช่าเครื่องบินโดยสาร จำนวน 8 ลำ รองรับการให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศ

-บริษัท ดาต้าเซคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ Datasection Inc. ผู้นำด้านศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI ของญี่ปุ่น จะลงทุนในกิจการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 7,831 ล้านบาท โดยจะติดตั้ง GPU Server สมรรถนะสูงในศูนย์ข้อมูลที่จังหวัดปทุมธานี และกรุงเทพฯ เพื่อรองรับบริการด้าน AI และธุรกิจดิจิทัล

-บริษัท ดูซาน อิเลคโทร-แมททีเรียลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ Doosan Corp. หนึ่งในแชโบลของเกาหลี และเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม Non-Flow Prepreg จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิต PCB มูลค่าลงทุน 6,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท ไต้หวัน ยูเนี่ยน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้นำด้านการผลิตวัตถุดิบสำหรับ PCB
ที่ใช้ใน AI Server และ Data Center จากไต้หวัน จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) มูลค่าลงทุน 6,300 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

-บริษัท ฟูลเทค ไฟเบอร์ กลาส (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตผ้าใยแก้ว (Glass Fiber Fabric) รายใหญ่จากไต้หวัน จะลงทุนผลิตผ้าใยแก้วซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับ Copper Clad Laminate (CCL) ที่จะนำไปผลิตเป็น PCB ต่อไป มูลค่าลงทุน 3,310 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

-บริษัท ลมรักษ์ กรีนเอ็นเนอร์จี จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จำนวน 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 120 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนรวม 5,618 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี

เร่งกำหนดทิศทาง และกลั่นกรองโครงการ Data Center
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” เป็น “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน บีโอไอและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นฝ่ายเลขานุการร่วม เพื่อให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้านในทุกมิติ ก่อนที่ผู้ลงทุนจะยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการจัดการพลังงาน เพื่อรองรับการลงทุน ซึ่งได้มีการประชุมไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้กำหนดกรอบการดำเนินงานเร่งด่วน 7 ด้าน ได้แก่ การกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่สำหรับ Data Center เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟเป็นการเฉพาะให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานอย่างเหมาะสม, การกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สอดคล้องกับแผนประเทศ, การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านกลไก Direct PPA, การจัดทำหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้ไฟฟ้า, การศึกษารูปแบบการจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงโดยตรงแก่ Data Center รายใหญ่, การเร่งลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า, และการจัดทำ Power & Water Map เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม "บีโอไอให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเตรียมความพร้อมปัจจัยรองรับ

การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้พลังงานและน้ำในอัตราสูงตามไปด้วย ภาครัฐจึงจำเป็นต้องร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว

“บีโอไอ” หนุน “เนสท์เล่” ลงทุนใหญ่!! ลงทุน 2.3 หมื่นล้านที่สมุทรปราการ โรงงานกาแฟใหม่พร้อมศูนย์กระจายสินค้า เชื่อมโยงเกษตรกรไทย วัตถุดิบกว่า 4.3 พันล้าน ตอกย้ำศักยภาพไทยฐานผลิตภูมิภาค

บีโอไอหนุน “เนสท์เล่” ลงทุนครั้งใหญ่ 2.3 หมื่นล้าน
เชื่อมโยงเกษตรกรไทย ยกระดับไทยสู่ฐานผลิตกาแฟภูมิภาค

บีโอไอไฟเขียว “เนสท์เล่” ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มโลก ทุ่มลงทุน 23,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมศูนย์กระจายสินค้า ปั้นไทยเป็นฐานการผลิตหลักของกาแฟเนสท์เล่ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น รับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่สำหรับการผลิตกาแฟครบทุกประเภท ทั้งกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผสม 3 in 1 และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) กำลังการผลิตรวมกว่า 1.7 แสนตันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาค อีกทั้งจะมีการสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่โรงงาน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตในช่วงปลายปี 2571

การขยายการลงทุนของเนสท์เล่ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติฯ และเลขาธิการบีโอไอ ได้พบหารือ CEO ที่รับผิดชอบธุรกิจในภาคพื้นเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา ของบริษัท เนสท์เล่ ในระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากนั้น บีโอไอได้ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาสู่การลงทุนในครั้งนี้ โดยโรงงานแห่งใหม่ของเนสท์เล่ จะใช้เทคโนโลยีการผลิตทันสมัยที่สุด ทั้งระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมทั้งสร้างงานให้กับบุคลากรไทยกว่า 520 ตำแหน่ง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะเฉพาะทาง นอกจากนี้ ยังจะใช้วัตถุดิบจำนวนมากจากในประเทศไทย ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

บริษัท เนสท์เล่ (Nestlé) เป็นผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 3.7 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็น “ฐานยุทธศาสตร์” ของเนสท์เล่ในกลุ่มอินโดจีน โดยมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสัตว์เลี้ยง โดยมีการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 3,000 คน พร้อมเชื่อมโยงกับชุมชนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแข็งแกร่ง การลงทุนโครงการใหม่นี้จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญของภูมิภาค

นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี การลงทุนนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อประเทศไทย และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไทย เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โครงการลงทุนนี้ประกอบด้วยโรงงานผลิตกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และศูนย์กระจายสินค้าที่รองรับผลิตภัณฑ์หลายประเภทของเนสท์เล่ โดยจะติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดและ AI เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลูกค้า โรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟโดยใช้วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป”

นอกจากการลงทุนด้านการผลิตแล้ว เนสท์เล่ยังมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการศึกษาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย การสนับสนุนต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร และการส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

“การที่เนสท์เล่ ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่โดยเลือกมาตั้งฐานการผลิตกาแฟในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยและมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล รวมถึงเป็นการผลักดันยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกรต้นน้ำ การแปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และการส่งออก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการเกษตรที่เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทย” นายนฤตม์ กล่าว

“บีโอไอ” หารือ UNIDO Bahrain!! หารือความร่วมมือส่งเสริมลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนา SMEs สนับสนุนผู้ประกอบการไทยร่วมมือ ผลักดันผ่านเครือข่าย UNIDO

บีโอไอหารือ UNIDO ITPO Bahrain

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 5 จากซ้าย) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIDO ITPO Bahrain

นำโดย Mr. Hashim Hussein (Head of UNIDO ITPO Bahrain) (ที่ 4 จากซ้าย) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนผู้ประกอบการไทยผ่านเครือข่ายของ UNIDO ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ถ.วิภาวดีรังสิต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top