Thursday, 4 June 2026
บอร์ดเกม

‘รอง มทภ.4’ ย้ำชัด การ์ดเกม บิดเบือนประวัติศาสตร์ ซัด ‘คณะก้าวหน้า’ หนุนผลิต เชื่อหวังผลทางการเมือง

จากกรณีมูลนิธิคณะก้าวหน้าให้การสนับสนุนบอร์ดเกม ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ปัตตานี ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์เพจเฟสบุ๊ค Urban Creature ได้นำเสนอบอร์ดเกม ที่มีชื่อว่า 'Patani Colonial Territory' ซึ่งเป็นการ์ดเกมสำหรับเยาวชนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ปาตานี โดยได้ให้รายละเอียดว่าได้รับการสนับสนุนจากสำนักพิมพ์ KOP1 และได้รับทุนสนับสนุนจาก Common Schoo มูลนิธิคณะก้าวหน้า

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นถกเถียงในทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากการ์ดเกมดังกล่าวมีเนื้อหาสาระที่นำไปสู่ความแตกแยก โดยเฉพาะประเด็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ อาทิ ภาพการ์ดในเกมที่นำมาประชาสัมพันธ์ เรื่อง 'เอ็นร้อยหวาย' ที่ปัจจุบันในวงวิชาการยอมรับว่าเป็น 'เรื่องเสริมแต่งเพิ่มในภายหลัง' ที่ไม่เป็นความจริง แต่เป็นเรื่องราวที่สร้างขึ้นเพื่อสร้างความเกลียดชัง 'รัฐสยาม' แต่ก็ยังมีการนำเรื่องราวสร้างความหวาดกลัวนี้มาใช้ในการประชาสัมพันธ์

ล่าสุด พล.ต.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งข้อสังเกตถึงการทำบอร์ดเกมดังกล่าวว่า การเคลื่อนไหวในประเด็นเรื่องประวัติศาสตร์เชิงบาดแผล เป็นสิ่งที่หน่วยงานด้านความมั่นคงมีความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นล่าสุดที่ได้มีการนำประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาผลิตเป็นการ์ดเกม และได้ออกแคมเปญโฆษณาเพื่อดึงเยาวชนเข้ามาทำการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงเพราะการ์ดเกมเข้าถึงกลุ่มเยาวชนได้ง่าย

ทั้งนี้ เมื่อย้อนไปดูประวัติศาสตร์เชิงบาดแผลในหลาย ๆ เหตุการณ์ กลับพบว่าเป็นสิ่งที่ได้รับการปั้นแต่งขึ้นมา เช่น การจับคนมลายู เจาะเอ็นร้อยหวาย แล้วนำไปขุดคลองแสนแสบ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างยาวนาน แต่ทว่าในเรื่องดังกล่าวนี้ ได้มีการศึกษาอย่างละเอียด ทั้งในเชิงการแพทย์ ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์การขุดคลองแสนแสบ พบว่า ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคนมลายูที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยในขณะนั้นแต่อย่างใด

โดยเฉพาะในข้อเท็จจริงเชิงการแพทย์นั้น แทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย ที่จะนำประชาชนถูกเจาะเอ็นร้อยหวายไปทำงานหนัก ขณะที่ในเชิงประวัติศาสตร์ ได้มีนักวิชาการศึกษาวิจัยมาอย่างถ่องแท้แล้วว่า การขุดคลองแสนแสบนั้นเกิดขึ้นในสมัยใด ส่วนแรงงานกว่า 90% เป็นชาวจีนโพ้นทะเล และมีแรงงานชาวลาวอีกส่วนหนึ่ง โดยไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่า ได้นำเชลยมาเจาะเอ็นร้อยหวาย มาขุดคลองแสนแสบแต่อย่างใด

น่าห่วง!! ย้อนรอยการสอดไส้ใส่ยาพิษให้เยาวชน บิดเบือนประวัติศาสตร์ผ่านเครื่องมือตามกระแสนิยม

ย้อนรอยการสอดไส้ใส่ยาพิษให้เยาวชน

ใครจะคิดว่าเกมสำหรับเด็กมีการสอดไส้ด้วยข้อมูลเท็จ เพื่อให้เยาวชนซึมซับรับรู้ผ่านการเล่นสนุก โดยที่ไม่รู้ว่าเนื้อหาสาระของเกมคือการบิดเบือนความจริง ล่าสุดมีข่าวฮือฮาเรื่องบอร์ดเกม Patani Colonial Territory ที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิคณะก้าวหน้า ประเด็นความน่าเป็นห่วงอยู่ที่การบิดเบือนข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ เพื่อให้เด็กเกิดภาพจำอันเป็นเท็จ

การบิดเบือนข้อมูลในเกม เช่น เรื่องเอ็นร้อยหวาย ที่ปัจจุบันในวงวิชาการยอมรับว่าเป็นเรื่องแต่งเพิ่มในภายหลังที่ไม่เป็นความจริง แต่สร้างขึ้นเพื่อสร้างความเกลียดชังรัฐสยาม และสถาบันหลักของชาติ เกมนี้จั่วหัวอย่างน่าสนใจว่า นี่คือบอร์ดเกมที่ชวนทุกคนตามรอยประวัติศาสตร์ที่หายไปของปาตานี เป็นผลผลิตของกลุ่ม ‘Chachiluk (จะจีลุ) ร่วมกับสำนักพิมพ์ KOPI โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก Common School มูลนิธิคณะก้าวหน้า 

บอร์ดเกม Patani Colonial Territory ผลิตออกมาทั้งหมด 50 ชุด โดยจะแจกบอร์ดเกมทั้งหมดให้องค์กรต่าง ๆ เน้นที่กลุ่มนักศึกษา เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวมาก หน่วยงานด้านความมั่นคงจึงจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเกมนี้นำประวัติศาสตร์ที่เป็นประเด็นขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาออกแคมเปญโฆษณาเพื่อดึงเยาวชนเข้ามาเรียนรู้ข้อมูลในเกม 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนักการเมืองกลุ่มนี้เจาะกลุ่มเป้าหมายเยาวชนมาโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องเกม หากแต่พยายามเปลี่ยนแปลงข้อมูลความจริงในทุกระดับชั้น ด้วยการบิดเบือนหรือใช้ความจริงครึ่งเดียวมาบั่นทอนกร่อนเซาะสถาบันกษัตริย์ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ในระดับการล้มล้างสถาบันอันเป็นเสาหลักของชาติ

หลายครั้งที่ปรากฎข่าวว่ามีนักการเมืองบางพรรคและบางกลุ่ม เข้าไปพูดให้นักเรียนมัธยมฟังในสถานศึกษา ส่วนมากโน้มน้าวให้เกิดประเด็นขัดแย้งเรื่องสถาบันทหารหรือสถาบันกษัตริย์ แม้กระทั่งข้อมูลพื้นฐานบางอย่าง ก็มีทีมงานบิดเบือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอยกตัวอย่างที่เห็นชัดตัวอย่างหนึ่ง คือโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งก่อนหน้านั้นในวิกิพีเดียระบุว่าก่อตั้งโดยหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ต่อมามีการเข้าไปเปลี่ยนชื่อผู้ก่อตั้งเตรียมอุดมศึกษาเป็นจอมพลป.พิบูลสงคราม เมื่อศิษย์เก่าเข้าไปแก้ไขให้ถูกต้อง ก็มักมีการเปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามอยู่เสมอ

นอกจากนี้ยังมีการบิดเบือนข้อมูลทางประวัติศาสตร์หลายชิ้น เพื่อด้อยค่าสถาบันกษัตริย์ โดยใช้ชุดความคิดที่บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือให้ความจริงแค่ครึ่งเดียวในอดีตนำมาปัดฝุ่นใหม่ เพื่อนำมาสร้างเป็นชุดความคิด ป้อนเยาวชนคนรุ่นใหม่ เช่น มีการอ้างอิงเอกสารชุดหนึ่งว่านำมาจากซีไอเอ นำมาติดแฮชแทคโจมตีในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยกล่าวหาว่าพระองค์เป็นผู้สั่งสังหารนักศึกษา

เอกสารชุดนั้นตัดมาแค่ข้อความไม่กี่บรรทัดในภาษาอังกฤษ เมื่ออ่านฉบับเต็มอย่างไม่มีอคติแล้วพบว่า รัชกาลที่ 9 ไม่มีถ้อยรับสั่งให้ฆ่านักศึกษาแต่อย่างใด แต่หมายถึงต้องการให้ระงับเหตุการณ์รุนแรงในครั้งนั้น เอกสารชุดนี้เขียนขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2517  ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการสั่งสังหารใครเลย เป็นเพียงซีไอเอรายงานให้ประธานาธิบดีรู้สถานการณ์ และการปฏิบัติงานของหน่วยงานอเมริกันในประเทศนั้น ๆ

มีการนำชุดข้อมูลดังกล่าวกลับมาวนฉายซ้ำ ปลุกเร้าให้เยาวชนเกลียดชังสถาบันอย่างถึงที่สุด ไม่เว้นแม้รัชกาลที่ 9 ซึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว ก็ถูกลากมาก่นด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ข้อมูลชุดนี้นำมาวนหลายครั้งหลายหน พร้อมแฮชแทคประกอบว่ารัชกาลที่ 9 สั่งฆ่านักศึกษา เมื่อเยาวชนคนรุ่นใหม่เสพข้อมูลที่ถูก 'แปล' และ 'แปลง' ให้เชื่อ ก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าทุกถ้อยคำคือความจริง จนกลายเป็นเบี้ยหมากในเกมการล้มสถาบันในที่สุด

ช่วงที่ม็อบสามนิ้วออกมาม็อบตามท้องถนน มีการว่าจ้างนักเขียนนิทานคนหนึ่ง ซึ่งมีแนวคิดสนับสนุนม็อบให้เขียนนิยายภาพสำหรับเด็ก โดยเป็นนิทานสำหรับเด็กสี่สี แต่เนื้อหาเต็มไปด้วยการสอดไส้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเป็ดน้อย แต่เขียนเล่าเรื่องเป็ดที่ตามหาประชาธิปไตย และเติบโตมาพร้อมกับเด็ก ๆ หรือ 10 ราษฎร เป็นเรื่องเล่าถึงผู้คนบนเส้นทางประชาธิปไตย มีการวาดภาพบรรดาแกนนำม็อบให้กลายเป็นฮีโร่ แปลกที่ไม่ยักบอกว่าฮีโร่เหล่านี้กำลังเดินเข้าคุกกันทุกคน

แต่ประเด็นที่โด่งดังและชัดเจนที่สุดคือ หนังสือประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ของ ณัฐพล ใจจริง รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สองเล่มคือ 'ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ' และ 'ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี'  

บอร์ดเกมหรือเครื่องมือปลูกฝัง? ถอดรหัสบอร์ดเกมประวัติศาสตร์ในพื้นที่เปราะบาง เมื่อประวัติศาสตร์ถูกบิดเป็นเกม ปลุกภาพจำแบ่งแยกในใจเด็กชายแดนใต้ สื่อการสอนชวนสงสัย ประวัติศาสตร์ถูกตีความ

บอร์ดเกมล้างสมอง? เมื่อประวัติศาสตร์ถูกใช้สร้าง “อัตลักษณ์ปลอม” ในเด็กชายแดนใต้

ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้สิ่งที่สังคมควรจับตาอาจไม่ใช่แค่โรงเรียนปอเนาะหรือครูบางคนที่มีแนวคิดสุดโต่งเท่านั้น แต่รวมถึง “สื่อการสอน” ที่ถูกส่งต่อให้เด็กและเยาวชนด้วย เพราะสื่อบางชิ้นไม่ได้พาเด็กให้เข้าใจประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน หากกลับเลือกหยิบอดีตบางช่วงมาเล่าใหม่ ตัดบริบทสำคัญออก แล้วค่อย ๆ สร้างภาพจำทางการเมืองให้ฝังในใจเด็ก โดยเฉพาะเมื่อมันถูกทำให้อยู่ในรูปแบบบอร์ดเกมหรือกิจกรรมที่ดูสนุกและสร้างสรรค์ เนื้อหาที่หนักและอ่อนไหวก็ยิ่งถูกส่งผ่านได้ง่ายขึ้น

“Patani Colonial Territory” คือบอร์ดเกมการ์ดที่ให้ผู้เล่นหยิบการ์ดเหตุการณ์มาเรียงเป็นไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ ภายใต้กรอบเรื่องเล่าเกี่ยวกับการ “ยึดครองปาตานี” โดยปัญหาของเกมนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่าการ์ดบางใบจริงหรือเท็จ แต่คือการนำข้อมูลจริงบางส่วน ข้อมูลตัดตอน และข้อมูลที่ใส่ความหมายเกินจริง มาเรียงใหม่ภายใต้กรอบเดียวกัน จนประวัติศาสตร์ถูกเปลี่ยนจาก “ความรู้” ให้กลายเป็น “เครื่องมือสร้างอัตลักษณ์ทางการเมือง” ผู้เล่นไม่ได้ถูกพาให้เข้าใจความซับซ้อนของอดีต แต่ถูกพาให้รู้สึกว่ามีฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินเดิม เป็นผู้ถูกกระทำ และอีกฝ่ายเป็นผู้รุกรานอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในบอร์ดเกมนี้ คือการนำข้อมูลคนละเหตุการณ์มาปะติดปะต่อจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น การ์ดที่อ้างว่า “เชลยศึกปัตตานีถูกบังคับให้ขุดคลองแสนแสบในปี 1840” ซึ่งในทางประวัติศาสตร์จริง ในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น การขุดคลองแสนแสบใช้แรงงานชาวจีนที่รัฐว่าจ้างเป็นหลัก ขณะที่ผู้คนจากปัตตานีและหัวเมืองมลายูถูกกวาดต้อนเข้ามาในอีกช่วงหนึ่ง และถูกจัดให้อยู่ตั้งถิ่นฐาน ทำกิน และสร้างชุมชนตามแนวคลองภายหลัง ไม่ใช่แรงงานหลักในการขุด การนำสองบทบาทที่ต่างกันนี้มารวมกัน จึงทำให้เกิดภาพจำใหม่ที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และเป็นตัวอย่างของการ “สร้างความเข้าใจผิดผ่านการเรียบเรียงข้อมูล” มากกว่าจะเป็นการโกหกแบบตรง ๆ

หัวใจของปัญหาในการ์ดเกมนี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลผิด แต่คือการสร้าง “อัตลักษณ์ปลอม” ผ่านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการทำให้เด็กเชื่อว่ามี “ปาตานี” ในฐานะรัฐเอกราชที่เคยมีอยู่จริงและถูกรัฐไทยยึดครอง ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้อยู่ในความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการและหัวเมือง ไม่ใช่รัฐชาติสมัยใหม่อย่างที่เกมพยายามทำให้เข้าใจ คำอย่าง “ถูกรุกราน” “กู้อิสรภาพ” “ต่อต้านสยาม” หรือ “ประกาศอิสรภาพปาตานี” จึงไม่ใช่คำกลางทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นภาษาที่ตั้งต้นจากสมมติฐานทางการเมืองชัดเจน

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าในอดีตเคยมีความขัดแย้งหรือไม่ เพราะแน่นอนว่าประวัติศาสตร์ย่อมมีการปะทะและการต่อรองอำนาจอยู่แล้ว แต่เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นถูกหยิบมาใส่ในเกม พร้อมคำอธิบายที่ชี้นำไปทาง “ปลดแอก” หรือ “กู้เอกราช” ความหมายของประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนไปทันที เด็กจะไม่ได้เห็นบริบทของโครงสร้างอำนาจในอดีต ไม่ได้เห็นความสัมพันธ์แบบเมืองขึ้น เมืองบรรณาการ หรือพลวัตการเมืองในแต่ละยุค หากกลับถูกพาให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า มี “พวกเรา” ที่ถูกกระทำ และมี “พวกเขา” ที่เป็นศัตรู

ยิ่งน่าห่วงเมื่อสื่อแบบนี้อยู่ในมือเด็ก เพราะเด็กไม่ได้อ่านการ์ดแบบนักวิชาการ เด็กไม่แยกออกทันทีว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการตีความ และอะไรคือการจัดฉากทางอารมณ์ เด็กรับสารผ่านความรู้สึกก่อนเหตุผลเสมอ และเมื่อเรื่องเล่าถูกทำให้เป็น “เกม” เด็กก็ไม่ได้แค่อ่าน แต่กำลังเล่นและมีส่วนร่วมกับมันโดยตรง นั่นทำให้สื่อประเภทนี้ทรงพลังกว่าสื่อทั่วไป

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ บางการ์ดไม่ได้หยุดอยู่แค่การเล่าความขัดแย้งในอดีต แต่แตะไปถึงความรุนแรงโดยตรง เช่น เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ"กลุ่มติดอาวุธและการสังหารเจ้าหน้าที่ไทย " คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือเนื้อหาแบบนี้เหมาะหรือไม่ที่จะถูกส่งต่อในรูปแบบบอร์ดเกมให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยเฉพาะช่วงวัย 7–15 ปี เพราะเรื่องเช่นนี้เกี่ยวข้องกับความตาย ความขัดแย้ง และความชอบธรรมของการใช้ความรุนแรง ซึ่งหากไม่มีการอธิบายอย่างรอบด้าน เด็กย่อมรับสารในเชิงอารมณ์ก่อนเสมอ

ตามหลักการศึกษา สื่อการสอนที่ดีต้องอธิบายให้ครบว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร มีเงื่อนไขอะไร มีผลกระทบอย่างไร และทำไมความรุนแรงจึงไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ แต่หากเป็นเพียงเกมที่ให้เด็กหยิบการ์ด อ่านข้อความสั้น ๆ แล้วจดจำคำอย่าง “กู้อิสรภาพ” “ต่อต้านสยาม” หรือ “สังหารเจ้าหน้าที่ไทย” โดยไม่มีบริบท ไม่มีการอภิปราย และไม่มีมุมมองหลายด้านประกอบ นั่นไม่ใช่การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ แต่เป็นการส่งต่อข้อมูลดิบที่มีอารมณ์นำเหตุผล

ในมุมนี้ การที่มีบุคคลสาธารณะอย่าง รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส. พรรคประชาชน เข้ามามีบทบาทนำเกมลักษณะนี้เข้าสู่สังคมมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะผู้ทำงานการเมืองย่อมควรรู้ดีว่าพื้นที่นี้มีความเปราะบางสูง และเรื่องประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และความทรงจำร่วม เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เมื่อยังมีการนำสื่อที่ใช้ข้อมูลตัดตอน ภาษาชี้นำ และเสี่ยงต่อการสร้างความเข้าใจผิดเรื่อง “รัฐปาตานี” หรือ “การกอบกู้อิสรภาพ” เข้าไปอยู่ในกิจกรรมกับเยาวชน สังคมจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามได้เต็มที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ และได้คิดถึงผลกระทบระยะยาวต่อเด็กแล้วจริงหรือยัง

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ เส้นทางไปสู่ความสุดโต่งไม่ได้เริ่มจากอาวุธเสมอไป แต่มักเริ่มจาก “อัตลักษณ์” ก่อน เริ่มจากการทำให้เด็กรู้สึกว่าตนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ เริ่มจากการทำให้เชื่อว่าตนมีบาดแผลร่วมและมีภารกิจบางอย่างต้องสืบต่อ เมื่อเรื่องเล่าเช่นนี้ถูกส่งผ่านซ้ำ ๆ โดยไม่มีการเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถาม มันก็อาจค่อย ๆ ผลักเด็กออกห่างจากการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้

ดังนั้น ปัญหาของบอร์ดเกมชุดนี้จึงไม่ใช่เพียง “ข้อมูลผิด” แต่คือมันกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์แบ่งแยกในหมู่เยาวชนอย่างชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ไม่ควรถูกปล่อยให้เกิดขึ้นในระบบการศึกษา ไม่ว่าจะในโรงเรียนปอเนาะหรือพื้นที่เรียนรู้อื่นใดก็ตาม สื่อแบบนี้ไม่ควรถูกปล่อยให้แทรกซึมเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กโดยไม่มีการตรวจสอบ

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ต้องลงไปตรวจสอบอย่างจริงจังว่าสื่อการสอนแบบใดกำลังถูกใช้กับเด็ก เนื้อหาแบบใดกำลังถูกส่งต่อในห้องเรียน และสิ่งนั้นเป็น “ความรู้” หรือกำลังเป็น “การปลูกฝังอัตลักษณ์แบ่งแยก” กันแน่ หากพบว่าสื่อดังกล่าวถูกใช้เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและบ่อนทำลายพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ก็สมควรถูกนำออกจากพื้นที่การเรียนรู้อย่างชัดเจน

ท้ายที่สุด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเมื่อ “อัตลักษณ์ปลอม” ถูกสร้างผ่านการศึกษา วันหนึ่งมันอาจเติบโตกลายเป็นความเข้าใจผิดที่หยั่งรากลึก และกลายเป็นเชื้อไฟของความขัดแย้งรุ่นใหม่ได้

ที่มา : ปราชญ์ สามสี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top