Friday, 24 July 2026
บราซิล

ทรัมป์ฟาดหนัก! ขู่ BRICS เจอภาษี 100% แน่ หากกล้าแทนที่ดอลลาร์สหรัฐฯ

(31 ม.ค.68) อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำเตือนผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ถึงกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) โดยขู่ว่าจะขึ้นภาษี 100% หากกลุ่มประเทศเหล่านี้พยายามแทนที่ดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยสกุลเงินใหม่หรือสนับสนุนสกุลเงินอื่นในการค้าระหว่างประเทศ

ทรัมป์ระบุว่า “แนวคิดที่ว่ากลุ่ม BRICS จะหันหลังให้กับดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่เรายืนดูอยู่นั้นต้องจบลงแล้ว” พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ จะเรียกร้องให้ประเทศเหล่านี้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่สร้างสกุลเงินใหม่ของ BRICS หรือสนับสนุนสกุลเงินอื่นเพื่อแทนที่ดอลลาร์สหรัฐฯ 

“หากพวกเขาไม่ปฏิบัติตาม พวกเขาจะต้องเผชิญกับภาษี 100% และควรเตรียมตัวโบกมืออำลาการค้ากับเศรษฐกิจอันยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า “พวกเขาสามารถไปหาประเทศอื่นที่ยอมจำนนได้ แต่ไม่มีทางที่ BRICS จะเข้ามาแทนที่ดอลลาร์สหรัฐฯ ในการค้าระหว่างประเทศหรือที่ใดก็ตาม”

คำเตือนของทรัมป์เกิดขึ้นในบริบทที่กลุ่ม BRICS ได้แสดงความสนใจในการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการหารือเกี่ยวกับการสร้างระบบการชำระเงินหรือสกุลเงินใหม่เพื่อลดอิทธิพลของสหรัฐฯ ในระบบการเงินโลก อย่างไรก็ตาม การขู่ว่าจะขึ้นภาษี 100% ของทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และกลุ่ม BRICS ในอนาคต

ผู้นำบราซิลเตือน แค่ปกครองสหรัฐฯ ไม่ใช่ตำรวจโลก หัดเคารพประชาธิปไตยซะบ้าง

(11 ก.พ. 68) ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิลได้กล่าวว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้นำสหรัฐฯ แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งให้ปกครองโลก

ในการสัมภาษณ์กับสถานีวิทยุสองแห่งในรัฐบาเยียทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ ลูลาได้กล่าวว่าเขาเคารพผลการเลือกตั้งที่ทรัมป์ได้รับเลือกจากประชาชนชาวอเมริกัน แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้มีอำนาจในการปกครองทั่วโลก

ลูลาได้กล่าวถึงแผนของทรัมป์ในการโยกย้ายชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา โดยระบุว่า ทรัมป์ควรรักษาความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าทางประชาธิปไตยและอารยธรรมกับโลก

ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเข้าครอบครองฉนวนกาซาและพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวหลังจากการโยกย้ายชาวปาเลสไตน์ออกไป

นอกจากนี้ ลูลาได้วิจารณ์สหรัฐฯ ที่อ้างตนเป็น "สัญลักษณ์ของประชาธิปไตยและตำรวจโลก" โดยกล่าวว่า คำพูดของทรัมป์เกี่ยวกับการยึดครองบางประเทศและดินแดนเป็นการปลุกปั่นและยั่วยุ

‘กัณจุฑา’ นักสู้ไทย ซับมิชชันคู่แข่งซิวทองโลก MMA ประวัติศาสตร์ใหม่!!..ไทยกวาดรวม 3 เหรียญ ที่เซาเปาโล

(23 มิ.ย. 68) สมาคมกีฬามิกซ์มาเชียลอาร์ตแห่งประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีกับ “แอมป์” กัณจุฑา ภัทรบุญซ้อน นักกีฬาหญิงทีมชาติไทย รุ่น 52.2 กิโลกรัม หลังคว้าเหรียญทองแรกให้กับไทย ในศึก GAMMA World Championship 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–22 มิถุนายน ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล

โดยในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ แอมป์ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยยกแรกออกอาวุธคุมเกมได้อยู่หมัด กรรมการทั้ง 3 คนให้คะแนน 10:9 อย่างเป็นเอกฉันท์ และในยกที่ 2 ปิดเกมได้อย่างสวยงามด้วยท่า Submission Guillotine Lock ทำให้นักกีฬาจากสวีเดนต้องยอมแพ้

ผลงานของทีมชาติไทยไม่ได้หยุดแค่เหรียญทอง เพราะยังคว้าอีก 2 เหรียญทองแดงจาก “น้องตูน” ณัฐณา บุญยืน ในรุ่น 52.2 กก. (MMA Striking) และ “น้องเคนเนธ” นาธาน ทองสงค์ รุ่น 93 กก. ยู-21 (MMA) ทำให้ไทยจบรายการด้วย 1 เหรียญทอง และ 2 เหรียญทองแดง

สำหรับทีมนักกีฬามิกซ์มาเชียลอาร์ตทีมชาติไทย มีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทย วันที่ 25 มิถุนายน 2568 เวลา 12.00 น.

‘จิราพร’ นำทีมไทยร่วมประชุม BRICS ที่บราซิล ดันความร่วมมือ AI ต้านฟอกเงิน–อาชญากรรมข้ามชาติ

(7 ก.ค. 68) การประชุมผู้นำ BRICS ครั้งที่ 17 เปิดฉากแล้วที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2568 โดยนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมในฐานะประเทศหุ้นส่วนเป็นครั้งแรก ร่วมเวทีกับผู้นำจากกว่า 27 ประเทศและองค์การระหว่างประเทศ อาทิ สหประชาชาติ และองค์การการค้าโลก

ไทยเสนอแนวทางเสริมสร้างระบบพหุภาคีที่ตอบโจทย์ประเทศกำลังพัฒนา พร้อมเสนอแนวคิดการระดมทุนเพื่อการพัฒนา การปฏิรูปโครงสร้างการเงินโลก และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน และภัยไซเบอร์

สำหรับในวันที่ 7 กรกฎาคม น.ส.จิราพร จะกล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ “การขับเคลื่อนสุขภาพโลกและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านพหุภาคีนิยมแบบมีส่วนร่วม” ต่อที่ประชุมผู้นำ

ทั้งนี้ กลุ่ม BRICS มีประชากรรวมกันเกือบครึ่งโลก และมี GDP รวมคิดเป็น 27.1% ของโลก โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจกลุ่มจะขยายตัว 4.2% ในปี 2568 สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มในระบบเศรษฐกิจโลก

ปธน.บราซิลลั่น!! ไม่ใช่ลูกน้องอเมริกา ประกาศพร้อมขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐฯ 50%

(14 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ของบราซิล ประกาศจุดยืนแข็งกร้าว หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลสูงถึง 50% ตั้งแต่ 1 สิงหาคมนี้ โดย ‘ลูลา’ โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “บราซิลเป็นประเทศอธิปไตย มีสถาบันเป็นอิสระ และจะไม่ยอมอยู่ใต้การชี้นำของใคร” พร้อมประกาศเตรียม “ตอบโต้ทันที” หากสหรัฐฯ ดำเนินการจริง

ชนวนเหตุของคำขู่จากทรัมป์มาจากการที่อดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร กำลังถูกดำเนินคดีข้อหาพยายามก่อรัฐประหารหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2022 ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็น “การล่าแม่มด” และยกย่องโบลโซนาโรว่าเป็น “ผู้นำที่ได้รับการเคารพจากทั่วโลก” นอกจากนี้ เขายังพาดพิงถึงคำสั่งศาลของบราซิลที่บังคับใช้กับโซเชียลมีเดียในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Truth Social แพลตฟอร์มที่ทรัมป์เป็นเจ้าของ

ประธานาธิบดีของบราซิลไม่เพียงแค่โต้กลับด้วยมาตรการภาษี แต่ยังโต้แย้งข้อมูลการค้าของทรัมป์ โดยระบุว่าข้ออ้างเรื่อง “ขาดดุลการค้า” ไม่เป็นความจริง ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ เองแสดงให้เห็นว่าอเมริกามีดุลการค้าสินค้ากับบราซิลอยู่ที่ 7.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 สินค้าหลักที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังบราซิล ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องบิน และพลังงาน ขณะที่สินค้าจากบราซิลที่เข้าสหรัฐฯ คือ แร่ เหล็ก และกาแฟ

นอกจากบราซิลแล้ว ทรัมป์ยังส่งจดหมายเตือนไปยังอีก 22 ประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และศรีลังกา ว่าอาจถูกขึ้นภาษีเช่นกัน แต่จดหมายที่ส่งถึงบราซิลแตกต่าง เพราะมีเนื้อหาทางการเมืองชัดเจน นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์อาจสร้างผลย้อนกลับ ทำให้ลูลาได้คะแนนนิยมภายในประเทศเพิ่มขึ้น หากสามารถตอบโต้ได้อย่างเด็ดขาด

ผู้นำบราซิลเดือด!! ฉะทรัมป์ “ไม่ใช่จักรพรรดิของโลก” หลังขู่เก็บภาษีสินค้า 50% จุ้นคดี อดีต ปธน.ฝ่ายขวา ล้มผลเลือกตั้ง

(18 ก.ค. 68) ลูอีซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inacio Lula da Silva) ประธานาธิบดีบราซิล ตอบโต้ผู้นำสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ที่ขู่จะเก็บภาษีสินค้าจากบราซิล 50% โดยบอกว่าทรัมป์มีหน้าที่ดูแลอเมริกา ไม่ใช่มาสั่งประเทศอื่น พร้อมย้ำว่า “ทรัมป์ไม่ใช่เป็นจักรพรรดิของโลก”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เรียกร้องให้บราซิลหยุดดำเนินคดีกับอดีตผู้นำฝ่ายขวา ฌาอีร์ โบลโซนาโร (Jair Bolsonaro) ที่ถูกฟ้องข้อหาพยายามล้มผลเลือกตั้งปี 2022 โดย ‘ลูลา’ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันออกโรงปกป้องกระบวนการยุติธรรมในประเทศ บอกว่าศาลบราซิลเป็นอิสระ โบลโซนาโรถูกตัดสินจากการกระทำ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังขู่เพิ่มมาตรการลงโทษ หากบราซิลยังคงมีบทบาทนำในกลุ่ม BRICS ซึ่งกำลังพัฒนาแนวทางเศรษฐกิจทางเลือกนอกเหนือจากระบบที่สหรัฐฯ สนับสนุน โดยทรัมป์กล่าวหากลุ่ม BRICS ว่ามีแนวคิด “ต่อต้านตะวันตก” และไม่ควรได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า

ทั้งนี้ ลูลายืนยัน บราซิลจะไม่ยอมให้ใครมาออกสั่ง แต่พร้อมเจรจา “บราซิลต้องดูแลคนบราซิล ไม่ใช่ผลประโยชน์ของคนอื่น” เขากล่าว พร้อมบอกว่า “ยังหวังจะพูดคุยกับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน”

บราซิลร่วมแอฟริกาใต้ ฟ้อง!! อิสราเอล ฐาน ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ชาวปาเลสไตน์ในกาซา

(24 ก.ค. 68) รัฐบาลบราซิลเตรียมยื่นเอกสารเข้าร่วมคดีของแอฟริกาใต้ ที่กล่าวหาอิสราเอลละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948 จากปฏิบัติการทหารในฉนวนกาซา ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) กำลังพิจารณาอยู่ โดยบราซิลระบุว่าอิสราเอลใช้อาวุธโจมตีโรงเรียน โรงพยาบาล และค่ายพักพิง ซึ่งทำให้พลเรือนจำนวนมากเสียชีวิต

นอกจากนี้ บราซิลยังกล่าวหาว่าอิสราเอลละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การผนวกดินแดนโดยใช้กำลัง และแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อความรุนแรงที่ชาวปาเลสไตน์ประสบ ขณะที่อิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจโจมตีพลเรือน แต่ต้องการทำลายกลุ่มฮามาสเท่านั้น

คำแถลงของบราซิลทำให้สถานทูตอิสราเอลในบราซิลออกมาวิจารณ์ว่า เป็นถ้อยคำรุนแรงและมองข้ามบทบาทของฮามาสในกาซา ด้านสมาคมชาวยิวในบราซิล (CONIB) ก็ออกมาแสดงความผิดหวัง พร้อมระบุว่าเป็นการตัดสัมพันธ์มิตรภาพที่ยาวนานระหว่างบราซิลกับอิสราเอล

การตัดสินใจของรัฐบาลลูอีซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิสราเอล โดยล่าสุดรัฐบาลทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลถึง 50% อย่างไรก็ตาม นักการทูตบราซิลยืนกรานว่าการเข้าร่วมคดีนี้จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์กับวอชิงตัน

ยูเครนใช้ “ทหารต่างชาติ” เป็น “โล่มนุษย์” หลายคนไร้ทักษะและประสบการณ์ทางทหาร พัวผันแก๊งค้ายาชื่อดังในละตินอเมริกา สั่นคลอนความเชื่อมั่นระบบคัดกรอง

(16 พ.ย. 68) กระแสโซเชียลและสื่อกระแสหลักในบราซิลถูกวิจารณ์ว่ามีส่วน “ชี้นำ” ให้ชายหนุ่มจำนวนมากเดินทางไปร่วมรบเคียงข้างรัฐบาลยูเครน ทั้งที่หลายคนไม่มีประสบการณ์ทางทหารเลย ตามคำให้สัมภาษณ์ของโรบินสัน ฟารินาซโซ อดีตนายทหารเรือบราซิล ซึ่งระบุว่าผลลัพธ์คือหลายคนบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ได้กลับบ้าน ขณะที่บางครอบครัวไม่เคยได้รับแม้กระทั่งร่างผู้เสียชีวิตกลับมา

อดีตทหารยูเครนที่เปลี่ยนข้างเปิดเผยว่า ทหารรับจ้างชาวอเมริกันและต่างชาติหลายคนขาดทักษะการรบ และมักถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงอันตรายเหมือนเป็น “โล่มนุษย์” ขณะเดียวกัน รัสเซียประกาศว่าจะยังคงไล่โจมตีทหารรับจ้างเหล่านี้ต่อไป โดยทหารต่างชาติจำนวนหนึ่งยอมรับเองว่าหน่วยที่พวกเขาสังกัดมีการประสานงานไม่ดี ทำให้โอกาสเสียชีวิตมีสูงมาก

สถานการณ์ยิ่งวุ่นวายขึ้นเมื่อมีการพบว่า ฟิลิปเป้ มาร์เกซ ปินโต ชาวบราซิลที่เข้ามาสมัครเป็นทหารอาสาในยูเครน จริง ๆ แล้วเป็นแกนนำของแก๊งคอมมันโด แวร์เมโญ หนึ่งในแก๊งค้ายาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา เขาจะมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย และมีคลิปวิดีโอที่เจ้าตัวพูดชัดเจนว่ายังภักดีต่อแก๊ง แต่เขาก็ยังสามารถทำงานในกองทัพยูเครนได้ตามปกติ เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามหนักว่า ระบบตรวจสอบประวัติของอาสาสมัครต่างชาตินั้นรัดกุมเพียงพอหรือไม่

ด้านตำรวจบราซิลเตือนว่า ปินโตอาจตั้งใจเดินทางมาที่ยูเครนเพื่อเรียนรู้เทคนิคการรบและการใช้โดรน แล้วนำความรู้กลับไปใช้ต่อต้านตำรวจในริโอเดจาเนโร ซึ่งทหารบราซิลที่กำลังรบในยูเครนหลายคนจึงกังวลว่าการมีอาชญากรแฝงตัวเข้ามาจะทำให้ภาพลักษณ์ของอาสาสมัครบราซิลที่มาสู้ด้วยความตั้งใจจริงเสียหาย พวกเขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลบราซิลและยูเครนร่วมมือกันตรวจสอบประวัติผู้สมัครเข้าร่วมรบให้เข้มงวดขึ้นในอนาคต

ดราม่า AI ในโรงพยาบาลรัฐบราซิล!! ครอบครัวสาวบราซิลโทษระบบ AI จัดคิวไอซียูผิดพลาด ทำผู้ป่วยรอเตียง 5 วันจนเสียชีวิต บราซิลถกเดือด ใช้ AI จัดสรรเตียงผู้ป่วยเร็วขึ้นจริง หรือเพิ่มความเสี่ยงในระบบสาธารณสุข

ครอบครัวสตรีชาวบราซิลรายหนึ่ง ที่เสียชีวิตหลังเฝ้ารอเตียงห้องไอซียูเป็นเวลานานหลายวัน กล่าวโทษระบบของภาครัฐที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ หลังไอเอประเมินระดับความรุนแรงในอาการป่วยของเธอเบาเกินจริง ทำให้เธอไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

รีเบคกา คาร์โดโซ เทเทนเต โมลินา วัย 32 ปี อาชีพนักจิตวิทยา จากรัฐมีนัชเจไรช์ ประเทศบราซิล ขอเข้ารักษาตัวเมื่อช่วงต้นเดือน สำหรับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี อาการป่วยของเธอทรุดลงอย่างรวดเร็ว และไม่นานคณะแพทย์สรุปว่าเธอจำเป็นต้องถูกเคลื่อนย้ายไปยังหอผู้ป่วยวิกฤต(ไอซียู) เป็นการด่วน 

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ระบบจัดการเตียงผู้ป่วยและจัดสรรห้องไอซียู ที่นำระบบเอไอ มาช่วยประเมินความรุนแรงของอาการผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐ ที่เรียกว่าระบบ Core-MG ประเมินอาการผู้ป่วยรายนี้ผิดพลาด บอกว่าเคสของเธอไม่ได้เข้าขั้นวิกฤตเพียงพอ แม้บรรดาญาติๆของ โมลินา นำเรื่องไปยื่นต่อศาล เพื่อบังคับให้ดำเนินการส่งตัวเร็วขึ้นกว่าเดิมก็ตาม

มีเตียงว่างหลังจากนั้นในอีก 5 วันต่อมา ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป 500 กิโลเมตร เธอถูกส่งตัวไปที่นั่นด้วยเครื่องบินส่วนตัว แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตในอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ในใบมรณบัตรระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตคือภาวะช็อกจากการติดเชื้อ แต่คณะแพทย์กำลังพยายามหาขอสรุปว่าอะไรคือต้นตอที่ทำให้อาการของเธอทรุดลงอย่างรวดเร็ว

"คณะแพทย์สูญเสียอำนาจในการตัดสินใจ ในกรณีที่ว่าคนไข้มีอาการป่วยร้ายแรงหรือไม่" พี่สาวฝาแฝดของโมลินา ซึ่งมีอาชีพทนายความบอกับสื่อมวลชน พร้อมระบุว่าระบบไอเอ จัดอันดับความรุนแรงในอาการของโมลินาแค่ 6.8 แม้ทางครอบครัวเชื่อว่าเธอควรได้รับการปฏิบัติในฐานะความรุนแรงระดับ 10 "คนไข้ระดับ 8 และระดับ 9 แซงหน้าเธอ แพลตฟอร์มที่ให้อำนาจไอเอ จะไม่ยอมปรับระดับสูงขึ้น แม้ว่าผลตรวจกำลังแย่ลงก็ตาม"

"น้องสาวของฉันและคนอื่นๆ ไม่ใช่ตัวเลข สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ระเบียบปฏิบัติ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ถือบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีบราซิล ที่ถูกโยนเข้าไปในระบบเฉยๆ" เธอกล่าว

ระบบ Core-MG ถูกเปิดตัวเมื่อเดือนที่แล้ว โดยพวกเจ้าหน้าที่ของรัฐเน้นย้ำว่ามันจะช่วยจัดสรรเตียงคนไข้เร็วขึ้นและมีความโปร่งใส่มากขึ้น เนื่องจากช่วยจัดลำดับคนไข้จากความรุนแรงของอาการป่วย

ทางกระทรวงสาธารณสุขรัฐมีนัชเจไรช์ ตอบโต้ข้อกล่าวหา ยืนยันว่าระบบไม่ได้เป็นตัวทำร้ายโมลินา โดยบอกว่าเธอได้รับการลงทะเบียนคนไข้ในทันที และการส่งตัวขึ้นอยู่กับว่ามีเตียงว่างหรือไม่ และความจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล นอกจากนี้แล้วยังบอกว่ากฎระเบียบต่างๆยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะแพทย์ และ Core-MG ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ด้านการรักษา หรือวิธีการค้นหาเตียงคนไข้

กระนั้นเรื่องราวที่ถูกเผยแพร่ออกมา เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างและกระตุ้นการท้าทายทางกฎหมายจากบรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งโต้แย้งว่ามันทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหยุดชะงัก

เคสของโมลินา มีขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับการบูรณการไอเอเข้ากับการรักษาพยาบาล ในสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆนี้บรรดาบริษัทประกันทั้งหลายต้องเผชิญกับการฟ้องร้องทางกฎหมาย ต่อคำกล่าวหาใช้ระบบอัลกอริทึมปฏิเสธการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ขณะที่พวกพยาบาลในนิวยอร์ก เตือนว่าโรงพยาบาลต่างๆเร่งรีบใช้เครื่องไม้เครื่องมือเอไอเร็วเกินไป โดยไม่มีการป้อนข้อมูลอย่างเพียงพอหรือปราศจากการกำกับดูแลโดยพวกเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข

(ที่มา:อาร์ทีนิวส์) 

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000057503?fbclid=IwdGRjcASfpTFjbGNrBJ-lK2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjzOixGXBaYze3ZeiSDdGOSyfz-8UCpGYo1te9-hJnUZZ9RhWoa_pOv_QI_r_aem_s0hM95txF6KcpBq0eRzKiQ

ญี่ปุ่น-บราซิล สายสัมพันธ์แห่งฟุตบอลที่เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ

หากจะเอ่ยถึงประเทศที่มีอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลญี่ปุ่น (J.League) มากที่สุด คำตอบเดียวที่ลอยเด่นขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขาคือ “บราซิล”
ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจการซื้อขายนักเตะ หรือความหลงใหลในเกมลูกหนังทั่วไป แต่เป็นมิตรภาพอันลึกซึ้งที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพ การเรียนรู้ และการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง “แซมบ้า” มาหลอมรวมกับความมุ่งมั่นทุ่มเทแบบ “ซามูไร” จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งให้ทีมชาติญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังแห่งเอเชียและทีมระดับแถวหน้าของโลกในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นจากความเคารพและการเปิดใจเรียนรู้
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนที่เจลีกจะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ฟุตบอลในญี่ปุ่นยังเป็นเพียงกีฬากึ่งอาชีพ ชาติลูกหนังแห่งนี้ตระหนักดีว่าหากต้องการพัฒนาสู่ระดับสากล พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ดีที่สุด และประเทศที่ญี่ปุ่นเลือกเปิดรับนวัตกรรมลูกหนังเข้ามาเต็มตัวก็คือ บราซิล ดินแดนแห่งมนต์ขลังฟุตบอล
แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือ "ความเคารพ (Respect)" ที่ญี่ปุ่นมีต่อศาสตร์ฟุตบอลของบราซิล พวกเขาไม่ได้เพียงแค่จ้างโค้ชหรือซื้อนักเตะมาร่วมทีมเพื่อสร้างกระแส แต่ญี่ปุ่นต้อนรับบุคลากรจากบราซิลด้วยความยกย่องและพร้อมที่จะถอดรหัสความอัจฉริยะทางลูกหนัง เพื่อนำมาปรับใช้กับระบบเยาวชนและการจัดการอย่างจริงจัง

ซิโก้ (Zico): ผู้วางรากฐานและ "พระเจ้า" ของฟุตบอลญี่ปุ่น
หากจะหาบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของสายสัมพันธ์นี้ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อาร์เธอร์ แอนตูเนส โคอินบรา หรือที่ทั่วโลกรู้จักในนาม “ซิโก้” (Zico)
อดีตจอมทัพระดับตำนานทีมชาติบราซิลย้ายมาร่วมทีม คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ในช่วงโค้งสุดท้ายของอาชีพค้าแข้ง สิ่งที่ซิโก้นำมาทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ทักษะการยิงประตูหรือการจ่ายบอลที่เหนือชั้น แต่คือ "วัฒนธรรมฟุตบอลอาชีพที่แท้จริง" เขาคอยพร่ำสอนนักเตะญี่ปุ่นในเรื่องของทัศนคติ ความกระหายในชัยชนะ และความเป็นมืออาชีพ ทั้งในและนอกสนาม
ความทุ่มเทของซิโก้ทำให้เขาได้รับความเคารพรักจากคนญี่ปุ่นอย่างสูงสุด จนถึงขั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งเจลีก" และต่อมาเขายังได้รับเกียรติให้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่น พาทีมคว้าแชมป์เอเชียนคัพในปี 2004

เมล็ดพันธุ์แซมบ้าบนผืนแผ่นดินซามูไร
นอกเหนือจากซิโก้แล้ว ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีนักเตะและโค้ชชาวบราซิลนับร้อยชีวิตที่เดินทางข้ามมหาสมุทรมาค้าแข้งในเจลีก ไม่ว่าจะเป็น ดุงก้า (Dunga), เลโอนาร์โด (Leonardo), วอชิงตัน (Washington) หรือในยุคหลังอย่าง เลอันโดร ดามิเทา (Leandro Damião)
การมาของพวกเขาสร้างผลกระทบเชิงบวกในสองมิติ:
1. ยกระดับมาตรฐานลีก: นักเตะญี่ปุ่นในลีกได้ปะทะและเรียนรู้จากผู้เล่นระดับโลกทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดความคุ้นเคยและไม่กลัวเกรงเมื่อต้องไปเผชิญหน้ากับผู้เล่นต่างชาติในเวทีระดับโลก
2. แรงบันดาลใจสู่เยาวชน: เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นเติบโตมาพร้อมกับการซึมซับทักษะ ความพริ้วไหว และจินตนาการในการเล่นแบบบราซิลเลียน ผ่านการดูรุ่นพี่เหล่านี้ในสนาม
ความสัมพันธ์นี้ยังแน่นแฟ้นถึงขั้นที่นักเตะชาวบราซิลหลายคนเลือกที่จะโอนสัญชาติเพื่อรับใช้ทีมชาติญี่ปุ่นด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจ เช่น รุย รามอส (Ruy Ramos), อเล็กซ์ ซานโตส (Alex Santos) และ มาร์คัส ตูลิโอ ทานากะ (Marcus Tulio Tanaka) ซึ่งทุกคนล้วนสร้างตำนานและกลายเป็นฮีโร่ของแฟนบอลญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

จาก "ผู้รับ" สู่การพัฒนา "ความเป็นเลิศ"
ในวันนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและบราซิลได้ผลิดอกออกผลอย่างงดงาม ทีมชาติญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงแค่ "นักเรียน" ที่คอยเดินตามหลังครูอีกต่อไป แต่พวกเขาได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากบราซิลมาผสานเข้ากับจุดเด่นด้านวินัย การทำงานเป็นทีม และเทคโนโลยีการจัดการด้านกีฬา จนสร้างอัตลักษณ์ฟุตบอลในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ

ภาพของทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ทั่วโลกในศึกฟุตบอลโลกได้อย่างสง่างาม ด้วยรูปแบบการเล่นที่รวดเร็ว แม่นยำ และเปี่ยมไปด้วยทักษะความสามารถเฉพาะตัว คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า การเปิดใจเรียนรู้อย่างถ่อมตนและการได้รับคำแนะนำที่ถูกทิศทางจากบราซิล สามารถนำพาชาติหนึ่งไปสู่ความเป็นเลิศในระดับสากลได้อย่างไร

บทพิสูจน์แห่งความเคารพในเวทีระดับโลก: ฟุตบอลโลก 2026

สายสัมพันธ์ที่ถักทอจากอดีตได้เดินทางมาถึงบททดสอบครั้งสำคัญในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ณ เมืองฮิวสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา (29 มิถุนายน 2026) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่น่าจดจำที่สุดระหว่างสองชาตินี้ และเป็นข้อพิสูจน์ที่จับต้องได้ถึงคำว่า "ความเคารพและการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ" อย่างแท้จริง

ถ้อยแถลงจาก "คาร์โล อันเชล็อตติ": นัดชี้ชะตาที่ไม่ต่างจากนัดชิงชนะเลิศ
ก่อนที่เสียงนกหวีดเริ่มเกมจะดังขึ้น คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) ยอดผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนผู้กุมบังเหียนทีมชาติบราซิลในปัจจุบัน ได้แสดงความเคารพต่อฟุตบอลญี่ปุ่นอย่างสูงสุดผ่านการแถลงข่าวก่อนเกม โดยเขาปฏิเสธคำว่า "ทีมเต็ง" และยกย่องขุนพลซามูไรบลูว่า: "ญี่ปุ่นคือหนึ่งในทีมชาติที่ดีที่สุดในโลก และเราให้ความเคารพพวกเขาอย่างสูงสุด การเจอกับพวกเขาในรอบน็อคเอาต์นี้มันไม่ต่างอะไรกับ 'นัดชิงชนะเลิศ' เลย ในโลกฟุตบอลยุคนี้ไม่มีคำว่าทีมที่ไร้ระบบอีกต่อไปแล้ว ทุกคนต่างผ่านการฝึกซ้อมและมีวินัยทางแทกติกที่ยอดเยี่ยม ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือคุณภาพส่วนตัวของนักเตะเท่านั้น คำพูดของอันเชล็อตติสะท้อนให้เห็นว่า บราซิลในยุคปัจจุบันมองญี่ปุ่นเป็นผู้ท้าชิงที่ยืนอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน ไม่ใช่ทีมรองบ่อนจากเอเชียเหมือนในอดีต

สมรภูมิที่ฮิวสตัน: ซามูไรบลูผู้เกือบสยบราชันแซมบ้า
เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ทีมชาติญี่ปุ่นแสดงให้เห็นทันทีว่าคำเตือนของอันเชล็อตติไม่ใช่เรื่องเกินจริง วินัยเกมรับอันเหนียวแน่นและการบีบพื้นที่อย่างเป็นระบบทำให้ขุนพลแซมบ้าเล่นได้ยากลำบาก
และในนาทีที่ 29 แฟนบอลทั่วโลกต้องตะลึงเมื่อ ไคชู ซาโนะ (Kaishu Sano) กองกลางของญี่ปุ่น ฉวยโอกาสดักบอลจากการจ่ายที่ผิดพลาดของบราซิล ก่อนจะกระชากเข้าไปซัดประตูขึ้นนำ 1-0 ให้ญี่ปุ่นช็อกโลกและจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นั้น
ความตึงเครียดตกไปอยู่ฝั่งบราซิล ซึ่งทำให้ยอดกุนซืออย่างอันเชล็อตติต้องปรับหมากอย่างเร่งด่วนในช่วงพักครึ่ง เขาตัดสินใจแก้เกมด้วยความอดทน เปลี่ยนมาเน้นการโจมตีจากริมเส้นและครอสบอลเข้ากรอบเขตโทษมากขึ้น จนในที่สุด คาเซมิโร่ (Casemiro) ก็โหม่งประตูตีเสมอให้บราซิลได้ในนาทีที่ 56
เกมทำท่าว่าจะต้องยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่แล้วในนาทีที่ 90+5 กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (Gabriel Martinelli) ตัวสำรองทีเด็ดก็สวมบทฮีโร่ซัดประตูชัย ดับฝันซามูไรบลูไปอย่างหวุดหวิด 2-1 ส่งบราซิลตีตั๋วสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

คำชื่นชมหลังเกม: ความพ่ายแพ้ที่เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี
แม้ว่าญี่ปุ่นจะต้องยุติเส้นทางในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไว้ที่รอบ 32 ทีม แต่หลังจบเกม คาร์โล อันเชล็อตติ ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความยอดเยี่ยมของคู่แข่งอีกครั้ง โดยยอมรับว่านี่คือแมตช์ที่สมบูรณ์และยากลำบากที่สุดตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์มา ในครึ่งแรกเราเจอปัญหาหนักมาก เพราะญี่ปุ่นเล่นเกมรับได้ดีเยี่ยม พวกเขาต่อบอลกันแคบและตึงตัวมาก ญี่ปุ่นเป็นทีมที่ดีมาก มีการจัดการที่เป็นระบบ สร้างโอกาสที่อันตราย และมีความแข็งแกร่งทางร่างกาย ในฟุตบอลคุณต้องรู้จักที่จะทนทุกข์ และการผ่านเกมที่ยากลำบากแบบนี้มาได้ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของเรา" ในขณะเดียวกัน ฮาจิเมะ โมริยาสุ (Hajime Moriyasu) หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่นก็ได้กล่าวหลังเกมด้วยความภูมิใจว่า "ช่องว่างระหว่างเรากับทีมระดับโลกกำลังลดลงเรื่อย ๆ บราซิลคือทีมระดับท็อป แต่เรากำลังเข้าใกล้ระดับนั้นอย่างแน่นอน"

การต่อสู้อันดุเดือดตลอด 96 นาทีที่ฮิวสตัน และการยอมรับอย่างจริงใจจากกุนซือระดับตำนานอย่างอันเชล็อตติ คือเครื่องยืนยันว่า "สายสัมพันธ์ญี่ปุ่น-บราซิล" ได้ยกระดับจากความสัมพันธ์แบบ "ครูกับศิษย์" ในวันวาน มาสู่การเป็น "คู่แข่งที่สมศักดิ์ศรี" บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มิตรภาพลูกหนังระหว่างญี่ปุ่นและบราซิล จึงเป็นมากกว่าเรื่องของเกมกีฬา แต่มันคือเรื่องราวของความเชื่อใจ ความเคารพในวัฒนธรรมของกันและกัน และการส่งต่อแรงบันดาลใจที่ไร้พรมแดน ซึ่งจะยังคงโลดแล่นอย่างงดงามในใจของแฟนบอลทั้งสองชาติและกลายเป็นเรื่องราวที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลกใบนี้ตลอดไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top