Thursday, 3 September 2026
นวัตกรรม

‘ต้าเหลียน’ ลุยประชุมเศรษฐกิจ!! กว่า 1,700 คนจาก 90 ประเทศ ถกแนวทางเศรษฐกิจโลก ใช้พลังงานหมุนเวียนเต็มที่ เชิดชูนวัตกรรมจีนพัฒนาแรงขับเคลื่อน

ต้าเหลียนจัดการประชุม Summer Davos 2026 ผู้แทนจากกว่า 90 ประเทศร่วมขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจโลก

คณะกรรมการเตรียมงานและประสานงานการประชุม Annual Meeting of the New Champions ประจำเทศบาลเมืองต้าเหลียน

ในระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายนที่ผ่านมา การประชุม Annual Meeting of the New Champions ครั้งที่ 17 หรือ Summer Davos 2026 ได้จัดขึ้น ณ เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน โดยผู้เข้าร่วมกว่า 1,700 คน จากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เดินทางมารวมตัวกันในเมืองชายฝั่งแห่งนี้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาแนวทางใหม่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจโลก ภายใต้หัวข้อ "Innovating at Scale"

การประชุมในปีนี้นำเสนอการจัดงานรูปแบบใหม่เป็นครั้งแรก โดยจัดให้ห้องประชุมทั้งหมดอยู่บนชั้นเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงาน พร้อมจัดการเสวนาแบบ Interactive Space และจัดรายการพอดแคสต์สดหลายรายการ นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการจัดงานอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งงาน โดยสถานที่จัดงานหลักใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% และวัสดุก่อสร้างรวมถึงวัสดุตกแต่งมากกว่า 85% เป็นวัสดุรีไซเคิล

ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกต่างให้ความสนใจและชื่นชมความสำเร็จของจีนในการพัฒนา "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" (New Quality Productive Forces) โดยมองว่านวัตกรรมและการเปิดกว้างของจีนได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน โอกาสมหาศาลที่เกิดจากการขับเคลื่อนความทันสมัยของจีน จะมีส่วนช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึงในระดับโลก

ด้วยทำเลที่ตั้งอันโดดเด่นซึ่งโอบล้อมด้วยทะเลถึงสามด้าน เมืองต้าเหลียนจึงสามารถเดินหน้าพัฒนาและเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิตพลังงานสะอาด รวมถึงการผลิตอุปกรณ์ด้านพลังงานสะอาด เข้ามาตั้งฐานและรวมตัวในเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้อุตสาหกรรมสีเขียวของเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผู้แทนจาก World Economic Forum กล่าวชื่นชมเมืองต้าเหลียนที่สนับสนุนการประชุม Annual Meeting of the New Champions มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกย่องเมืองต้าเหลียนในด้านความเปิดกว้าง ความมีชีวิตชีวา และการดำเนินงานที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม ด้านเทศบาลเมืองต้าเหลียนระบุว่า กำลังเร่งยกระดับเมืองสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางเรือ โลจิสติกส์ และการเงินระดับนานาชาติของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบัน ต้าเหลียนได้สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับกว่า 200 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ควบคู่ไปกับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับภูมิภาค พร้อมมุ่งสร้างเมืองชายฝั่งสมัยใหม่ที่น่าอยู่ เป็นมิตรต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจ โดยชูสโลแกน "Come to Dalian to See the Sea" เพื่อสะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ของเมืองชายฝั่งแห่งนี้

ที่มา: คณะกรรมการเตรียมงานและประสานงานการประชุม Annual Meeting of the New Champions ประจำเทศบาลเมืองต้าเหลียน

NIA หนุน BWC ลุยนวัตกรรม!! เปิดตัว Care Floor ผลิตภัณฑ์ใหม่ เปลี่ยนของเสียเป็นน้ำยาทำความสะอาด ชูคอนเซปต์รักษ์โลกยั่งยืน บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลสอดคล้องแนวคิด

พลิกโฉมวงการทำความสะอาด! NIA หนุน BWC เปิดตัว 'Care Floor'

นวัตกรรมเปลี่ยนของเสียอุตสาหกรรมสู่น้ำยาถูพื้นรักษ์โลกสุดล้ำ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการเศรษฐกิจหมุนเวียน ประกาศสนับสนุนบริษัท เบตเตอร์ เวสท์ แคร์ จำกัด (BWC) เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นสุดล้ำภายใต้ชื่อ "แคร์ ฟลอร์" (Care Floor) ซึ่งเป็นผลผลิตระดับมาสเตอร์พีซจากโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน โดยนวัตกรรมนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการด้วยการนำสารเคมีบางชนิดที่เป็นของเสีย มาผ่านกระบวนการอัพไซเคิล (Upcycle) ขั้นสูง จนพลิกโฉมกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทรงประสิทธิภาพและรักษ์โลกอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ Care Floor ถูกคิดค้นและออกแบบมาภายใต้คอนเซปต์ "From Waste to Care - ขับเคลื่อนเพื่อโลกสะอาด... ก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน" โดยชูจุดเด่นที่ความสามารถในการทำความสะอาดได้อย่างหมดจด ขจัดคราบสกปรกฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนโยนต่อพื้นผิว มีความปลอดภัยสูงไม่เป็นอันตราย สามารถนำไปใช้ทำความสะอาดได้กับพื้นผิวทั่วไปหลากหลายประเภทในทุกๆ พื้นที่ของบ้าน พร้อมมอบกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นในทุกครั้งที่ใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะอาดสะอ้านและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

ความใส่ใจของแบรนด์ยังไม่หยุดอยู่แค่ตัวน้ำยาทำความสะอาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านการเลือกใช้ บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดย Care Floor มาพร้อมปริมาณจุใจถึง 1,000 มิลลิลิตร มีให้เลือกทั้งในรูปแบบขวดใช้งานง่ายและแบบถุงเติม (Refill) ในราคาสุดคุ้มค่าที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะพลาสติกและร่วมกันรักษ์โลกได้อย่างยั่งยืน

การผลักดันจาก NIA โดยการสนับสนุนทุนนวัตกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ BWC สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จนผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยและการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังเป็นการจุดประกายโมเดลธุรกิจแห่งอนาคต ที่เปลี่ยนภาระต้นทุนในการกำจัดของเสียให้กลายเป็นนวัตกรรมสร้างรายได้ นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาผสานกับแนวคิดรักษ์โลก สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ "ว้าว" ทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิตและดีต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

ภาครัฐ ยกระดับท่องเที่ยว!! ดึงเอกชนเปิดงานใหญ่ 4 งานรวด รวมกว่า 3,000 แบรนด์จาก 20 ประเทศ คาดมีผู้ร่วมงานเกิน 30,000 คน เชื่อมทุกภาคส่วนในจุดหมายเดียว

ภาครัฐ - เอกชน และ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดงานงาน Food & Hospitality Thailand 2026
รวม 4 งานใหญ่ ร่วมขับเคลื่อนยกระดับระบบนิเวศธุรกิจท่องเที่ยวไทย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรม-ร้านอาหาร และภาคเอกชน ผนึกกำลังขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทย ยกระดับระบบนิเวศทั้งห่วงโซ่และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ล่าสุดร่วมเปิดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 ภายใต้แนวคิด “All Sectors, One Destination” เชื่อมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมไว้ในจุดหมายเดียว พร้อมรวม 4 งานใหญ่ นำเสนอสินค้า เทคโนโลยี และโซลูชันกว่า 3,000 แบรนด์จากกว่า 20 ประเทศ คาดมีผู้เข้าร่วมงานทั้งไทยและนานาชาติกว่า 30,000 คน โดยมีนายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกล่าวแสดงความยินดี และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน

โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวในการเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนทั้งในการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การยกระดับคุณภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญของ ททท. วันนี้การท่องเที่ยวไม่ได้หมายถึงแหล่งท่องเที่ยวหรือจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การบริการ เทคโนโลยี ไปจนถึงบุคลากร ที่มีคุณภาพ ล้วนมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ดังนั้นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม และผู้ประกอบการ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือ Public-Private Synergy จึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและผลักดันประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการบริการชั้นนำระดับโลกอย่างยั่งยืน งาน FHT2026 ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่สะท้อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนความรู้ ค้นหาเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหาร และบริการของไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันของโลก

ส่วนภาคธุรกิจโรงแรม นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า สมาคมฯ มียินดีอย่างยิ่งในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมให้ก้าวข้ามทุกความท้าทาย โดยในงาน FHT 2026 ทางสมาคมฯ ได้เตรียมส่งมอบองค์ความรู้ที่จะช่วยพลิกโฉมอนาคตของธุรกิจโรงแรม ทั้งการวิเคราะห์ทิศทางและโอกาสเติบโตของธุรกิจบริการในระดับเอเชียในกิจกรรมสัมมนา AHRA Seminar 2026 หัวข้อ “Hospitality Industry Direction: Where Asian Hospitality is Going and How We Get There” ที่รวมผู้นำจากสมาคมโรงแรมจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มาแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบริการของเอเชียร่วมกัน และ การนำนวัตกรรม AI มาปฏิวัติระบบการทำงานและการทำการตลาดเพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ผู้เข้าพัก พร้อมขับเคลื่อนแนวคิดความยั่งยืนที่เปลี่ยนจาก "ทางเลือก" มาเป็น "สิ่งจำเป็น" ที่ทุกโรงแรมต้องลงมือทำอย่างจริงจังในสัมมนา “NEXT GEN HOSPITALITY: How Hotels Can Prepare for Tomorrow's Guests” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมืออาชีพรุ่นใหม่ตัวจริงของวงการธุรกิจโรงแรมไทย จึงอยากให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมรับฟัง เพื่อเป็นแนวทางในการนำพัฒนาไปปรับใช้ในธุรกิจได้ต่อไป

ด้านภาคธุรกิจร้านอาหาร นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมร้านอาหารเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งท่ามกลางความท้าทายของหลายปัจจัยในสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารต้องสู้ด้วยการสร้างจุดขายที่โดนใจลูกค้าและนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมอาหารอยู่มาก เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก ซึ่งงาน FHT 2026 ทางสมาคมได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ ข้าวแกงไทย จากจานธรรมดา สู่ KHAO GAENG Economy ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ของการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านอาหาร แรงงาน การท่องเที่ยว และ สัมมนาช่วยเหลือผู้ประกอบการในการสร้างยอดขายในหัวข้อ “เปลี่ยน TikTok ให้เป็นเครื่องมือ เพิ่มยอดขายร้านอาหาร” จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงเชนร้านอาหารขนาดใหญ่ เข้ามาคว้าโอกาสและนำองค์ความรู้ไปต่อยอด เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานธุรกิจบริการอาหารไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ด้านนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงานฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ ของการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) เรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมต่อธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ สมาคม และพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหาร และบริการของไทยเข้าไว้ด้วยกัน วันนี้การจัดงานยังคงเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับภาคการท่องเที่ยว ด้วยแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ คือ “All Sectors, One Destination” รวมทุกกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไว้ในงานเดียว โดยได้รวบรวมผู้นำธุรกิจ สินค้า เทคโนโลยี โซลูชั่น และผู้เชี่ยวชาญจากไทยและนานาชาติมาร่วมจัดแสดงใน 8 โซน ได้แก่ Food & Drinks, Cafe & Bakery, Shop & Retail, Sips & Spirits, Foodservice Equipment, Hospitality Technology, Hospitality Style และ Cleaning Supplies & Equipment ทั้งสิ้นกว่า 3,000 แบรนด์ จากกว่า 20 ประเทศ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานจากนานาชาติและไทยกว่า 30,000 คน ยิ่งไปกว่านั้น การจัดงานฯ ในครั้งนี้ยังได้ร่วมกับอีก 3 งานใหญ่ ได้แก่ HOTELEX Thailand, Hotel & Shop Plus Thailand สองงานใหญ่ระดับนานาชาติ และ Agri Plus Expo 2026 โดยกรมการค้าต่างประเทศ การรวม 4 งานเข้าด้วยกันนั้น ทำให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ เชื่อมโยง ร่วมมือ และค้นหาโอกาสใหม่ได้ในจุดหมายเดียว ทั้งธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ ค้าปลีก นวัตกรรมสินค้าเกษตรกรรม และบริการต่างๆ

นายมนู ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่อุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี, AI, ความยั่งยืน และความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวต้องปรับตัวและพลิกโฉมในการตอบสนองความต้องการกลุ่มลูกค้าให้ทัน ซึ่งการสร้างความประทับใจและส่งมอบประสบการณ์จะสร้างการบอกต่อ ทำให้เกิดการเดินทางและการใช้บริการซ้ำเป็นผลดีต่อทั้งธุรกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ ดังนั้นการร่วมงาน FHT2026 จึงเป็นโอกาสที่เปิดให้ผู้อยู่ในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและผู้สนใจได้มาร่วมตัวกัน เพื่อค้นหาแนวคิดและโซลูชันใหม่ แลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความร่วมมือในอนาคต และเป็นเครื่องมือที่มีค่าช่วยให้ธุรกิจก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569
ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

ไทยเจ้าภาพ Gastech 2026 เวทีพลังงานโลก!! ดึงผู้ร่วมงานกว่า 50,000 รายจาก 150 ประเทศ เตรียมรับผู้นำพลังงานโลก Gastech 2026 ชู LNG ไฮโดรเจน AI และระบบไฟฟ้าอนาคต จัดงาน 14-17 ก.ย. 69 ที่ไบเทค

“กระทรวงพลังงาน-ดีเอ็มจี อีเว้นท์” เตรียมเปิดฉาก “Gastech 2026” มหกรรมพลังงานครั้งยิ่งใหญ่
ดึงผู้บริหาร C-Level ทั่วโลกปลุกกรุงเทพฯ หนุนคลื่นดีมานด์–การลงทุนระดับภูมิภาค ดีเดย์ 14 ก.ย. นี้

Gastech 2026 งานประชุมและนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจน การเดินเรือและอุตสาหกรรมทางทะเล ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน เตรียมจัดใหญ่ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ รับการเติบโตของดีมานด์พลังงานในเอเชีย

พบไฮไลต์สำคัญ อาทิ โปรแกรมการประชุมและสัมมนา ฟอรัมผู้กำกับดูแลด้านพลังงานระดับโลก การจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมเปิดตัว “Electrification Conference Programme” และ “AixEnergy” แพลตฟอร์มใหม่รองรับโจทย์ล่าสุดในโลกพลังงาน

คาดดึงผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 ราย จากกว่า 150 ประเทศ ต่อยอดโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจการลงทุน และการพัฒนาโครงการพลังงานระดับนานาชาติ

กรุงเทพฯ 28 สิงหาคม 2569 – กระทรวงพลังงาน (พน.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ บริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ พร้อมพันธมิตรผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานโลก เตรียมจัดงาน “Gastech 2026” งานประชุมและนิทรรศการระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจน การเดินเรือและอุตสาหกรรมทางทะเล ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานโลกในการขยายความร่วมมือ เร่งการลงทุน และผลักดันเทคโนโลยีและโซลูชันที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบพลังงานให้มีความมั่นคง เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และยั่งยืน พร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจุบัน เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางพลังงานสำคัญของโลก จากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI นำมาสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ความต้องการพลังงานในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่า ในปี 2567 การเติบโตของดีมานด์พลังงานทั่วโลกกว่า 80% มาจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกขยายตัว 4.3% และการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วงปี 2568–2573 ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 108 ล้านล้านบาท

จากแนวโน้มดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้เตรียมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน Gastech 2026 เวทีสำคัญที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี นักลงทุน ผู้ค้าพลังงาน และผู้ประกอบการสาธารณูปโภคจากทั่วโลก เพื่อร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาระบบพลังงานให้รองรับดีมานด์ล่าสุด ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรุงเทพมหานครถือเป็นจุดหมายการจัดงานที่ตอบโจทย์การรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำพลังงานโลก ด้วยทำเลเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน LNG ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยการจัดงาน Gastech ในปีนี้มีวิทยากรกว่า 800 ราย การประชุมกว่า 200 รายการ และ 18 โปรแกรมเฉพาะทาง ที่จะร่วมเจาะลึกระบบพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุนที่จำเป็นสำหรับอนาคต

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “จากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเอเชีย การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างพันธมิตรระยะยาว จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประชากรหลายพันล้านคนทั่วภูมิภาค โดย Gastech 2026 จะเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวมผู้นำด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางระบบพลังงานแห่งอนาคต อันเป็นรากฐานของความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมของเอเชียในระยะยาว”

ภายในงาน Gastech ประกอบด้วยการจัดการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Conference) โดยมีรัฐมนตรีด้านพลังงาน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและพิจารณานโยบาย ความร่วมมือ และกรอบการลงทุนที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการเติบโตในระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ความมั่นคงทางพลังงาน การกระจายแหล่งอุปทาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านกฎระเบียบ ไปจนถึงบทบาทของพลังงานในการขับเคลื่อนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจสำหรับทั้งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา-กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้ Gastech ยังรวมตัวผู้บริหารระดับสูงจากธุรกิจพลังงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนาระดับผู้นำ พร้อมเปิดโอกาสให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือ การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานที่ซับซ้อน นำโดย ดร. นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารจากองค์กรพลังงานชั้นนำระดับโลก อาทิ ปิโตรนาส, INPEX, Woodside Energy, ExxonMobil, Chevron Global Gas ฯลฯ

หนึ่งในไฮไลต์ใหม่ของการจัดงานปีนี้คือ Electrification Strategic Conference Programme หรือการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ด้านระบบไฟฟ้า ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเจาะลึกเทคโนโลยี ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป และแนวทางการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ สนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ AI ผ่านการนำเสนอแนวทางที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น ควบคู่กับการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการ

นอกจากนี้ยังมีการจัด Global Energy Regulators Forum ที่รวบรวมหน่วยงานกำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนากรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ซึ่งจะเอื้อต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เร่งการพัฒนานวัตกรรม และสนับสนุนให้ระบบพลังงานมีความมั่นคง เชื่อถือได้ และเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ Japan Energy Programme จะเจาะลึกการปรับยุทธศาสตร์ LNG ของญี่ปุ่น แนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้า และประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนผลกระทบต่อทิศทางของตลาดพลังงานในเอเชียและตลาดโลก

พร้อมกันนี้ ในปีนี้ยังมีการเปิดตัว AixEnergy อีกหนึ่งแพลตฟอร์มใหม่ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับ Gastech การรวมตัวของผู้นำจากภาคพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเจาะลึกโอกาสสำคัญ จากเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง AI และภาคพลังงาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาพลังงานเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และประสิทธิผลในการดำเนินงานของระบบพลังงาน

Gastech 2026 ยังเปิดพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากหน่วยงานด้านพลังงานชั้นนำทั่วโลก ซึ่งจะเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้จัดหาพลังงาน ผู้ซื้อ ผู้ประกอบการสาธารณูปโภค ผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีจากนานาประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถต่อยอดการหารือเชิงยุทธศาสตร์สู่โอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การรวมตัวของทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่พลังงาน จะช่วยต่อยอดการหารือสู่ข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม โดยสะท้อนจากความสำเร็จของการจัดงาน Gastech 2025 ในปีก่อนหน้า ซึ่งสนับสนุนการเกิดข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนมูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือในอุตสาหกรรมพลังงานโลก

สำหรับการจัดงานในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ในฐานะพันธมิตรด้านการจัดงาน Chevron, ExxonMobil และ Shell ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน (Co-hosts) โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เป็นพันธมิตรระดับประเทศ พร้อมด้วย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมเป็นผู้สนับสนุนระดับประเทศ

นายคริสโตเฟอร์ ฮัดสัน ประธานบริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ กล่าวว่า “ทิศทางของตลาดพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมในเอเชียและทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น กำลังสร้างทั้งความต้องการและรูปแบบการใช้พลังงานใหม่ ๆ Gastech จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคพลังงาน เทคโนโลยี สาธารณูปโภค และการลงทุน ได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน เพื่อผลักดันการหารือไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และโครงการที่เกิดขึ้นจริง ด้วยศักยภาพของภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ จึงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการหารือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นพลังงานของภูมิภาคในครั้งนี้”

ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดงาน และลงทะเบียนสำหรับผู้ชมเข้างานและสื่อมวลชนได้ทางเว็บไซต์ www.gastechevent.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top