Monday, 19 October 2026
ธุรกิจ

WHA Group ทะยานสู่ภูมิภาค!! ติด Fortune Southeast Asia 500 กำไรปกติปี 2565 ทะลุ 5.2 พันล. New Record High ต่อเนื่องปีที่ 4 ลงทุน 1.65 หมื่นล. ดันเศรษฐกิจใหม่

WHA Group ติดทำเนียบ “Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026” ตอกย้ำผู้นำ ภูมิภาค ด้วย กำไรปกติปี 2025 รวม 5,261 ล้านบาท ทุบสถิติรอบใหม่ สร้าง New Record High ต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นปีที่ 4

สมุทรปราการ – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ประกาศความสำเร็จ ครั้งสำคัญบนเวทีระดับภูมิภาค หลังได้รับการจัดอันดับ ให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทำเนียบ “Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026” ซึ่งจัดทำโดย Fortune นิตยสารธุรกิจ และการเงินชั้นนำระดับโลก โดยความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนถึง เสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคง และการเติบโต ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งขององค์กรในระดับภูมิภาคอย่างเด่นชัด

การจัดอันดับในทำเนียบ Fortune Southeast Asia 500 ในปีนี้ พิจารณาจากเกณฑ์รายได้รวม ขั้นต่ำของบริษัทชั้นนำจาก 7 ประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และกัมพูชา สำหรับผลประกอบการในปีงบประมาณ 2025 ที่ผ่านมา WHA Group สามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติสูงถึง 18,108 ล้านบาท พร้อมทำกำไรปกติอยู่ที่ 5,261 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% สร้าง New Record High ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งเป็นผลสำเร็จอย่าง เป็นรูปธรรมจากการขับเคลื่อน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและพลังงาน ดิจิทัล และโมบิลิตี้ ภายใต้แบรนด์ Mobilix โซลูชันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ครบวงจร

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การได้รับการยอมรับและจัดอันดับให้อยู่ในทำเนียบ Fortune Southeast Asia 500 ในปีนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง ทางการเงิน และทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ขององค์กรในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ภายใต้ความมุ่งมั่น ‘WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND’ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ อุตสาหกรรม และการลงทุนสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) พร้อมยกระดับองค์กรสู่ Intelligent Enterprise ผ่านงบลงทุนรวมกว่า 16,500 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน”

การก้าวเข้าสู่ทำเนียบระดับภูมิภาคของ WHA Group ในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนสิ่งยืนยันที่ช่วย สร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงที่ดี ให้แก่องค์กรในระดับสากล พร้อมตอกย้ำความพร้อม ในการรองรับเมกะเทรนด์โลก (Global Megatrends) โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมายังภูมิภาคนี้ต่อไป

‘วีระศักดิ์’ ชี้ Strategic Thinking ยุคโลกเดือด!! ธุรกิจต้องออกแบบอนาคตรับภัยพิบัติถี่–แรง–แปลกกว่าเดิม ต้องอ่านเส้นทางโลกเดือดให้ขาดก่อนเลือกพาหนะธุรกิจ เลือกพาหนะให้ถูก อ่านเส้นทางโลกให้ขาด แล้วเปลี่ยนวิกฤตเป็นนวัตกรรม

ในการบรรยายเรื่อง "Strategic Thinking and Business innovation " ในหลักสูตร W- Lead Global Leadership Transformation Program  จัดโดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย ที่อาคารไชยยศสมบัติ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ใช้การสื่อความหมายว่า  Strategic Thinking  เปรียบเสมือนการเลือกยานพาหนะในการเดินทาง ส่วนสถานการณ์แวดล้อมขององค์กรและการประกอบกิจการ ก็เสมือนสภาพเส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นช่วงๆ ตามห้วงเวลา

ถ้าเข้าใจสภาพเส้นทางข้างหน้ามากพอ เราก็จะเลือกพาหนะและอุปกรณ์ติดตัวไปดีพอ

ไม่ใช่แค่รอดตัว แต่ยังอาจใช้สถานการณ์ที่จะมีขึ้นข้างหน้า สร้างคุณค่า สร้างโอกาสที่ดีกว่าให้องค์กรหรือสังคมของตัวได้

โดยนายวีระศักดิ์ได้ให้ข้อมูลเรื่องภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่กำลังเป็นสภาวะสุดขั้วในหลากหลายพื้นที่  ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์องค์กร ยุทธศาสตร์ธุรกิจ จึงต้องยอมรับให้ได้ว่าภัยพิบัติจะมีมากขึ้น แปลกขึ้น และถี่กว่ายุคใดๆที่มนุษย์เคยบันทึกมา

ยุทธศาสตร์การคิดเชิงระบบจึงต้องคิดถึงสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วเข้ามาในการออกแบบกิจการ ออกแบบแผนงาน ออกแบบการสร้างวัฒนธรรม ออกแบบผลิตภัณฑ์รองรับไว้ล่วงหน้า

เมื่อเวลานั้นมาถึง เราก็จะมีมากกว่าการรับมืออย่างพร้อมกว่า แต่ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ และหรือบริการออกมาช่วยเหลือ สนองความต้องการได้เเม่นยำกว่า

โดยยกตัวอย่างการออกแบบเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องติดขัดกับขั้นตอนและระเบียบควบคุมอาคาร ไม่ติดขัดกับระเบียบเครื่องใช้ไฟฟ้าของกติกาท้องถิ่น ไม่ขัดแย้งกับความพยายามอนุรักษ์อาคารสถาปัตยกรรมที่ต้องการสงวนไว้ แต่กลายเป็นสินค้าขายดี และเป็นที่ยอมรับว่าสามารถช่วยเหลือชาวยุโรปที่กำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่สูงจัดที่สุดที่เคยมีมาในยุโรปได้

ทั้งนี้นายวีระศักดิ์ยังได้บรรยายสรุปให้เห็นเหตุ และความน่าจะเป็นตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศให้ผู้เข้าหลักสูตรได้เห็นโดยละเอียด และแนะแนวทางรับมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสุขภาวะ ต่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เป็นประโยชน์ต่อความมีเสถียรภาพทางสังคม และของประเทศ ผ่านข้อมูลแบบจำลองทางภูมิศาสตร์อากาศ การพัฒนาการเชื่อมโยงของชุดข้อมูลที่ทำให้การลงทุน ทั้งคุ้มค่า และทันต่อเวลา

ปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจจากการรับมือสภาวะโลกเดือดเป็นสิ่งที่สร้างได้ และยังสามารถเอื้อเฟื้อต่อผู้เดืดร้อนจากสภาวะแวดล้อมได้อย่างเป็นธรรม หากอกแบบชุดความคิดและนโยบายสาธารณะอย่างรอบด้านเพียงพอ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1389011133042068&id=100057995831937&rdid=6oQUOZnSNsjubpk5#

BCPG เผยความคืบหน้า รับหนังสือ DSI ขอข้อมูลลงทุน พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ยังไม่มีข้อสรุปหรือผลกระทบสำคัญ ดำเนินธุรกิจปกติไม่สะดุด

BCPG ชี้แจงกรณีได้รับหนังสือขอข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG” หรือ “บริษัทฯ”) ขอแจ้งให้ทราบว่าบริษัทฯ ได้รับหนังสือจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (“DSI”) ขอให้จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวนของ DSI

ในการนี้ บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปหรือคำวินิจฉัยใด ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีนโยบายบริหารองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างถูกต้องและเหมาะสม และหากมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญซึ่งเข้าหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล บริษัทฯ จะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ณ ปัจจุบัน การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงเป็นไปตามปกติอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯ ยังไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินหรือการดำเนินงานของบริษัทฯ จากเรื่องดังกล่าว

GGC ปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ!! ลดทุนจดทะเบียนเหลือ 8,189 ล้านบาท ปรับโครงสร้างบัญชีให้สอดคล้องฐานะการเงิน ไม่กระทบส่วนของผู้ถือหุ้น วางรากฐานจ่ายปันผลในอนาคต

GGC เดินหน้าปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ
ยกระดับความมั่นคงทางการเงิน พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ดำเนินการปรับโครงสร้างทุน โดยลดทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้ว จาก 9,724.83 ล้านบาท เป็น 8,189.33 ล้านบาท ด้วยวิธีการปรับลดมูลค่าที่ตราไว้ จากเดิมหุ้นละ 9.50 บาท เป็นหุ้นละ 8.00 บาท เพื่อรองรับการจัดการ โครงสร้างทางบัญชีให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของบริษัทฯ ในปัจจุบัน พร้อมทั้งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ทุนจดทะเบียน เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นอีกก้าว สำคัญในการเสริม สร้างความแข็งแกร่ง ของโครงสร้างทางการเงิน และวางรากฐาน เพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผลในอนาคต

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้อนุมัติการปรับลดทุน จดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ จากจำนวน 9,724,833,650 บาท เป็นจำนวน 8,189,333,600 บาท ผ่านวิธีการปรับมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) จากเดิม หุ้นละ 9.50 บาท เป็นหุ้นละ 8.00 บาท

การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงรายการทางบัญชี เพื่อรองรับโครงสร้าง ทางการเงินในระยะยาว โดยไม่มี การคืนเงินทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด และไม่ส่งผล กระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Total Equity) ซึ่งยังคงมีมูลค่า เท่าเดิม ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินดังกล่าว จำนวนหุ้นสามัญ ของบริษัทฯ ยังคง เท่าเดิมที่ 1,023,666,700 หุ้น

“GGC ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาลที่ดีมาโดยตลอด โดยได้ดำเนินการ ตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนด้วยความ โปร่งใส ได้ประกาศแจ้งมติการปรับโครงสร้างทุนให้ทราบโดยทั่วกัน ผ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างวันที่ 7 - 9 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งจัดส่งหนังสือ แจ้งมติการลดทุนให้แก่เจ้าหนี้ของบริษัทฯ ตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับระยะเวลาที่เจ้าหนี้มีสิทธิยื่น คำคัดค้านได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งไม่ปรากฏว่า มีเจ้าหนี้รายใดยื่นคำคัดค้าน การดำเนินการ บริษัทฯ แต่อย่างใด”

ล่าสุดบริษัทฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้วรวมถึงการแก้ไข หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4 (ทุน) ต่อนายทะเบียน บริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร จัดการโครงสร้าง ทางการเงิน ของบริษัทฯ อย่างรอบคอบ เพื่อให้โครงสร้างทุน สะท้อนสถานะ ทางการเงินของบริษัทฯ ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นและสอดคล้อง กับหลักเกณฑ์การพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในภาพรวมซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุน ให้อัตราส่วนทุนชำระแล้ว ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นมี ความสอดคล้องมากยิ่งขึ้นในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการเตรียมความพร้อม ด้านโครงสร้างทุนของบริษัทฯ อย่างเป็นระบบซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งของงบดุล (Balance Sheet) สนับสนุนศักยภาพ ในการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสในการจ่ายเงินปันผล ในอนาคต เมื่อบริษัทฯ มีผลประกอบการและกระแสเงินสด ที่เหมาะสมตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการสร้าง ประโยชน์สูงสุดแก่บริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top