Thursday, 4 June 2026
ธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ขอโทษประชาชน ปมระงับบัญชี กระทบคนสุจริต!! สั่งเร่งปลดอายัดภายใน 4 ชม.

(17 ก.ย. 68) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวขอโทษต่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการอายัดบัญชีที่ถูกใช้เป็น 'บัญชีม้า' ของมิจฉาชีพ โดยย้ำว่าเข้าใจถึงความลำบากของผู้สุจริตที่ต้องใช้เงินหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน แต่กลับถูกระงับบัญชีโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เสียโอกาสในการทำมาหากิน

ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้แจงว่า ขณะนี้ได้เร่งปรับปรุงกระบวนการ เพื่อให้การปลดอายัดบัญชีผู้บริสุทธิ์ทำได้เร็วขึ้นภายใน 4 ชั่วโมง พร้อมทั้งเพิ่มการสื่อสารเพื่อคลายความกังวลของประชาชน พร้อมขอบคุณผู้ที่ได้รับผลกระทบและยังเข้าใจว่า การแก้ไขปัญหามิจฉาชีพต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลผู้สุจริต

ทั้งนี้ นายเศรษฐพุฒิ เปรียบเทียบการจัดการมิจฉาชีพว่าเป็นเหมือน “การรักษามะเร็ง” หากปล่อยไว้ก็จะลุกลามและสร้างความเสียหายต่อระบบการเงินของประเทศ ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นแหล่งของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาลหากไม่เร่งแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ธปท. ยืนยันว่าสภาพคล่องของธนาคารโดยรวมยังปกติ แม้จะมีประชาชนจำนวนมากถอนเงินสดออกมาเพราะกังวลธุรกรรมถูกระงับ พร้อมย้ำว่ามาตรการอายัดบัญชีจะไม่กระทบต่อโครงการ 'คนละครึ่ง' ของรัฐบาล เนื่องจากใช้ผ่านระบบแอปพลิเคชัน ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีธนาคารโดยตรง ขณะนี้ ธปท. กำลังเร่งแก้ปัญหาเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนกลับคืนมาโดยเร็ว

‘ดร.เศรษฐพุฒิ’ ผู้ว่าฯ ธปท. เผยความคืบหน้า สามารถปิด ‘บัญชีม้า’ ได้แล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี

(19 ก.ย. 68) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงความคืบหน้าการแก้ปัญหาบัญชีม้าและภัยการเงินดิจิทัล เผยว่า ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปิดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี ส่งผลให้ยอดความเสียหายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า แม้ระบบการเงินดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับภัยการเงินที่รุนแรง ตั้งแต่ปี 2565 มีผู้เสียหายแจ้งความแล้วกว่า 1 ล้านราย มูลค่าความเสียหายเกือบ 9.8 หมื่นล้านบาท โดยเงินกว่า 50% ถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายภายในเวลาเพียง 3 นาที ขณะที่เหยื่อใช้เวลาเฉลี่ยถึง 18 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัว

นอกจากนี้ ดร.เศรษฐพุฒิชี้ว่า มาตรการระงับธุรกรรมเพื่อสกัดเส้นทางการเงินตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อผู้สุจริตมากกว่าที่ประเมินไว้ จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และหน่วยงานอื่น ๆ เร่งปรับปรุงกระบวนการ ปลดการระงับธุรกรรมสำหรับผู้สุจริต และพัฒนากลไกใหม่เพื่อลดผลกระทบให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ยั่งยืนและปลอดภัย ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม และข้อมูลพร้อมแรงจูงใจที่ถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถลดความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ย้อนรอย 10 ปีผลงาน ‘2 ผู้ว่าฯ ธปท.’ ในยุครัฐบาลลุงตู่ บริหาร!! ทองคำในทุนสำรองฯ ทะลุ 9 แสนล้าน!!

(5 ต.ค. 68) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปัจจุบัน ประเทศไทยเรา มีทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ

ล่าสุด มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท

การบริหารจัดการทุนสำรองฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ
แต่ก่อนจะมาถึงตรงนี้…

ต.ค.ปี 2558 เรามีทองคำอยู่ในทุนสำรองฯ มูลค่า 190,000 ล้านบาท

27 ก.ค. 2558 ครม. นายกฯลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นผู้ว่าการ ธปท. ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีนายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานฯ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) รมว. คลัง คุณสมหมาย ภาษี เสนอเข้า ครม. ลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท พ้นตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2563 (เป็นคณะที่ปรึกษาของนายกฯลุงตู่)

วันนั้น ต.ค. 2563 เรามีทองคำในทุนสำรองฯ 154 ตัน คิดเป็นมูลค่า 289,000 ล้านบาท

ต่อมา …

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯ ลุงตู่) เข้ามาเป็นผู้ว่าการ ธปท. ผ่านการสรรหาของคณะกรรมการฯ ชุดที่มีอดีตปลัดคลัง รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ เป็นประธาน เสนอชื่อเข้า ครม. โดย รมช. คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ ครม.ลุงตู่เห็นชอบ เมื่อ 28 ก.ค. 63

ล่าสุด ดร.เศรษฐพุฒิ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2568 ต.ค. 2568 ประเทศไทยเรามีทองคำในทุนสำรองฯ ประมาณ 244 ตัน มูลค่ากว่า 914,050 ล้านบาท

ขอบคุณคนทำงานจริง และขอบคุณคนที่เอื้อให้สามารถทำงานได้สำเร็จ ท่ามกลางคลื่นลมมรสุมรุมถล่มขณะนั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแต่งตั้ง ‘ดร.เศรษฐพุฒิ’ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพระคลังข้างที่

(30 ต.ค. 68) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชวินิจฉัยแต่งตั้ง ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ ตามคำสั่งสำนักงานพระคลังข้างที่ ที่ 31/2568 ลงวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่ เป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าว

สำหรับ ประวัติ ดร.เศรษฐพุฒิ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้คร่ำหวอดในวงการการเงิน เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. คนที่ 21 ระหว่างปี 2563–2568 จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง เช่น กรรมการนโยบายการเงิน ธปท., สภาพัฒน์, ก.ล.ต. และ คปภ. โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำพาเศรษฐกิจไทยผ่านช่วงวิกฤตหลายครั้ง

ทั้งนี้ สำนักงานพระคลังข้างที่ เป็นหน่วยงานในพระองค์ที่รับผิดชอบดูแลและบริหารทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งถูกนำกลับมาใช้ชื่อนี้อีกครั้งในรัชกาลปัจจุบัน ภายใต้การกำกับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจในพระราชสำนักและประเทศชาติ

ยกเครื่องระบบการเงินไทย สกัดทุนเทาภัยเงียบกัดกร่อนเศรษฐกิจ ใช้กฎหมาย–เทคโนโลยี จับฟอกเงิน เร่งปิดช่องโหว่ทองคำ–ธุรกรรมมืด

เมื่อกระแสเงินทุนไหลผ่านระบบการเงินของประเทศ ไม่ใช่ทุกสายน้ำจะบริสุทธิ์และใสสะอาด มีเงินทุนบางส่วนที่แฝงไปด้วยความมืดมน ซ่อนเร้นไปด้วยเจตนาร้าย พร้อมจะกัดกร่อนรากฐานเศรษฐกิจของชาติ สิ่งที่เรียกว่า "ทุนเทา" นั่นเอง

ล่าสุด นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศยกระดับการต่อสู้กับปรากฏการณ์นี้ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญของชาติ ด้วยความตระหนักว่าหากปล่อยให้ทุนเทาแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดของระบบเศรษฐกิจ ผลเสียที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงตัวเลขที่สูญหายไป แต่คือความเชื่อมั่น ความมั่นคง และอนาคตของประเทศที่ถูกคุกคาม โดยเฉพาะเมื่อปัญหาเงินผิดกฎหมายจากการพนันออนไลน์ การปั่นบัญชี การโอนเงินเข้าออกก้อนใหญ่ และธุรกรรมลับที่เกี่ยวข้องกับทองคำ กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งต่อประชาชน ระบบการเงิน และความผันผวนของค่าเงินบาท

"ทุนเทา" หรือที่เรียกในภาษาสากลว่า "Dirty Money" คือเงินทุนที่มีแหล่งที่มาจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การทุจริตคอร์รัปชัน การฉ้อโกงภาษี การหลอกลวงประชาชน การพนันออนไลน์ หรือแม้แต่การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย เงินเหล่านี้เมื่อถูกนำเข้าสู่ระบบการเงินผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "การฟอกเงิน" (Money Laundering) จะถูกปกปิดร่องรอยจนดูเสมือนเป็นเงินสะอาดที่ชอบด้วยกฎหมาย

อันตรายของทุนเทาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำลายหลักนิติธรรม แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินโดยรวม เมื่อนักลงทุนต่างชาติหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศสงสัยว่าประเทศใดมีปัญหาการฟอกเงินอย่างรุนแรง พวกเขาจะลังเลที่จะทำธุรกรรม ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น การค้าการลงทุนติดขัด และที่สำคัญที่สุด คือภาพลักษณ์ของประเทศจะเสื่อมถอยในเวทีโลก

หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่ผู้ว่าฯ วิทัย ต้องเผชิญ คือข้อเท็จจริงที่ว่า ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ธปท. ไม่สามารถมองเห็น "flow เงินบาท" ที่เกิดขึ้นในระบบได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินที่เกิน 500,000 บาท การฝากเงินสดที่สูงกว่า 2 ล้านบาท หรือธุรกรรมต้องสงสัยที่เป็นหัวใจสำคัญของการติดตามเงินผิดกฎหมาย ข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดถูกส่งตรงไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพียงหน่วยงานเดียว

ผู้ว่าฯ วิทัย ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหานี้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก ทั้งกรณีบัญชีม้า บัญชีที่ถูกใช้กระทำความผิด หรือธุรกรรมที่ทำให้ผู้ฝากเงินและผู้โอนเงินตกเป็นเป้าตรวจสอบโดยไม่รู้ตัว ทำให้ ธปท. ขาดข้อมูลสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ ทั้งที่ธุรกรรมเหล่านี้มีผลต่อเสถียรภาพการเงินโดยตรง

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ธปท. จำเป็นต้อง "ยื่นมือ ติดดิน" ด้วยการกลับไปใช้กฎหมายที่มีอยู่ ทั้งพระราชบัญญัติสถาบันการเงิน และพระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน เพื่อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รายงานธุรกรรมบางประเภทที่ผิดปกติต่อ ธปท. โดยตรง แนวทางใหม่นี้ไม่เพียงเป็นการเพิ่มการมองเห็นเส้นทางเงินเทา แต่ยังช่วยสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะ ปปง. ในการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด

ดังนั้น ผู้ว่าฯ วิทัย จึงได้วางรากฐานการสกัดทุนเทาด้วยแนวทางที่ครอบคลุมและเป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 2 มิติหลัก:

มิติที่หนึ่ง: เพิ่มการมองเห็นเส้นทางเงินต้องสงสัย

ธปท. จะใช้กฎหมายที่มีอยู่กำกับให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรมผิดปกติตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เงินก้อนใหญ่เข้าแล้วออกทันที บัญชีที่ถูกใช้บนเว็บพนันออนไลน์ ธุรกรรมที่มีรูปแบบการโอนที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อปกป้องผู้บริโภค ป้องกันระบบการเงินกลายเป็นช่องทางทำทุจริต และส่งต่อให้ ปปง. ประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการตรวจจับรูปแบบการทำธุรกรรมที่น่าสงสัย ทำให้สามารถระบุความเสี่ยงได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ระบบ Transaction Monitoring ที่ทันสมัยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลายล้านรายการในเวลาอันสั้น ชี้เป้าธุรกรรมที่อาจเป็นการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิติที่สอง: ยกระดับการกำกับและรู้จักลูกค้า (KYC/CDD)

ธปท. เดินหน้าปรับเกณฑ์ด้านการรู้จักลูกค้าให้เข้มข้นมากขึ้น โดยครอบคลุมตั้งแต่ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ไปจนถึงผู้ให้บริการ e-Wallet ผู้ให้บริการโอนเงินรายย่อย (Money Transfer Agent) และผู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเงินตรา (Money Changer) 

การกำหนด customer profiling ที่ละเอียด การตรวจสอบระบบตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย และการบังคับใช้กฎเมื่อพบความเกี่ยวข้องกับการทำผิด จะช่วยคัดกรองและตรวจจับธุรกรรมผิดปกติให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะบัญชีที่ถูกใช้บนแพลตฟอร์มพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักของทุนเทาที่กำลังเติบโตแบบไร้รอยต่อ

อีกหนึ่งจุดเปราะบางที่ผู้ว่าฯ วิทัย เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา คือ "ธุรกิจทองคำในประเทศไทย" ซึ่งปัจจุบันเป็นธุรกิจที่ "ไม่มีการกำกับดูแล" ทำให้ ธปท. ไม่เห็นข้อมูลการซื้อขายทองคำในประเทศเลย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหน้าร้าน หรือผ่านแพลตฟอร์มและแอปเทรดทอง

ข้อมูลที่ ธปท. มีอยู่จำกัดเฉพาะธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) ที่เกิดขึ้นระหว่างร้านทองและธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ขณะที่ธุรกรรมทองคำจริงจำนวนมากเกิดขึ้นผ่านการซื้อขายกับตลาดต่างประเทศผ่านบริษัทในเครือ หรือแม้กระทั่งผ่านสกุลเงินดิจิทัล ซึ่ง ธปท. ไม่สามารถติดตามได้

ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้น คือธุรกรรมทองคำมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท เนื่องจากร้านทองต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการทำ "สแควร์โพสิชัน" ทั้งทองคำและเงินตราต่างประเทศ จึงมีความเคลื่อนไหว FX ในปริมาณสูง หากไม่มีข้อมูลเพียงพอ ธปท. ย่อมยากที่จะประเมินแรงกดดันต่อค่าเงินในช่วงเวลาสำคัญ

ธปท. จึงอยู่ระหว่างการปรับประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อขยายอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล และกำกับดูแลธุรกรรม FX ที่เชื่อมโยงกับทองคำให้ใกล้เคียงรูปแบบธุรกิจการเงินมากขึ้น นี่คือการปิดช่องโหว่สำคัญที่เคยถูกมองข้ามมานาน

แน่นอนว่า การสกัดทุนเทาไม่สามารถทำได้โดย ธปท. เพียงองค์กรเดียว ผู้ว่าฯ วิทัยได้เน้นย้ำการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ภายในประเทศ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ ปปง. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมสรรพากร และหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ

ในระดับสากล ธปท. ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Financial Action Task Force (FATF) องค์กรระหว่างประเทศที่กำหนดมาตรฐานการต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองทางการเงินกับประเทศคู่ค้าสำคัญทำให้สามารถติดตามทุนเทาข้ามแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กฎหมายที่เข้มงวดและบทลงโทษที่จริงจังคือเครื่องมือสำคัญในการยับยั้งผู้กระทำผิด ธปท. ได้ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพิ่มโทษสำหรับสถาบันการเงินที่ละเลยหน้าที่ในการตรวจสอบ และเสริมสร้างอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลในการเข้าถึงข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมาย

ปฏิบัติการเร่งสกัดทุนเทาครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการกำกับธุรกรรมผิดกฎหมาย แต่คือการยกเครื่องระบบการเงินไทยให้โปร่งใสขึ้นในหลายมิติ ตั้งแต่นโยบายกำกับดูแลผู้ให้บริการการเงินยุคดิจิทัล การจัดระเบียบทองคำ ไปจนถึงการสร้างฐานข้อมูลเส้นทางเงินที่ทันสมัยและครอบคลุมมากกว่าเดิม

นั่นเพราะเมื่อระบบการเงินสะอาดและโปร่งใส ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนจะเพิ่มพูน เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และที่สำคัญที่สุด คือสังคมไทยจะเป็นสังคมที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริง 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top