Thursday, 4 June 2026
ทำธุรกิจ

อยากเป็นเถ้าแก่ต้องรู้!! 5 กลยุทธ์พื้นฐาน คว้าโอกาสทางธุรกิจ

1.การแข่งขันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง
2.การแข่งขันด้วยความแตกต่าง
3.การแข่งขันด้วยต้นทุนและตลาดเป้าหมายจะแคบลง
4.การแข่งขันที่มุ่งเน้นคุณค่าให้ลูกค้าเหนื่อกว่าคู่แข่ง
5.การแข่งขันด้วยต้นทุนผสมกับความแตกต่าง


ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 

9 ขั้นตอนธุรกิจสตาร์ทอัพ ปั้นสินค้าออกสู่ตลาด

>> PRELAUNCH เตรียมพร้อมก่อนนำสินค้าออกสู่ตลาด
-ตั้งเป้าหมายที่ถูกต้อง
-ทำความเข้าใจลูกค้าและึุณค่าของสินค้า
-เริ่มต้นในตลาดที่เหมาะสม
.
>> PRODUCT LAUNCH STRATEGY กลยุทธ์การนำสินค้าออกสู่ตลาด
-ใช้เครื่องมือและช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
-สื่อสารถึงลูกค้าด้วย STORYTELLING
-ทำให้กลุ่มเป้าหมานสนใจทดลองสินค้า
.
>> AFTER LAUNCH PRODUCT WITH GROWTH MARKETING เร่งการเติบโตด้วยตลาด
-เก็บ FEEDBACK เพื่อนำมาปรับปรุง
- สินค้าเริ่มตอบโจทย์ตลาด วัดจาก ORGANIC GROWTH 
-เร่งการเติบโตด้วย GROWTH MARKETING


ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 

SMEs โตอย่าง ‘ยั่งยืน’ ได้จริง ง่ายๆ ด้วยหลัก ABC

A = Act
to Reduce Harm
เริ่มที่ไม่สร้างผลกระทบทางลบกับใคร เริ่มง่ายๆ กับพนักงาน

B = Benefit
to Stakeholder
ตามด้วยหาทางสร้างสิ่งดีๆ ให้กับลูกค้า คู่ค้า และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

C = Contribute
Solution
ขยายผลด้วยการลงมือทำอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี ส่งมอบสู่คนรุ่นต่อไป

ที่มา: ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

8 เทรนด์คว้าโอกาสธุรกิจบนโลกยุคใหม่


- Global Knowledge Society โลกแห่งการเรียนรู้และโอกาสใหม่ๆ
- Digital Age โอกาสเกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลา
- Connectivity เชื่อมต่อถึงกันง่ายขึ้น
- Urbanization สังคมเมืองขยายตัว โอกาสยิ่งเติบโต
- New Generation โอกาสจากคนรุ่นใหม่
- Womenomics ผู้หญิงเปี่ยมด้วยพลังและโอกาส
- Aging Society คนวัยเก๋าคือโอกาสและอนาคต
- World Friendly รักษ์โลกสร้างโอกาส

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อยากเป็น SMEs สีเขียว เริ่มต้นจากการ ‘ทิ้ง’ How to ทิ้ง? .. แค่แยก = ลด

-ขยะย่อยสลายได้
นำไปผลิตเป็นพลังงาน

-ขยะรีไซเคิล
นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้ง

-ขยะอันตราย
นำไปกำจัดให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้รั่วซึมลงแหล่งน้ำหรือชั้นผิวดิน

-ขยะทั่วไป
นำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ตามความเหมาะสมของแต่ละชุมชน

SMEs ร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีได้โดยไม่ต้องลงทุน เริ่มต้นที่การแยกขยะในสำนักงาน และสำหรับสถานประกอบการ ขยะรีไซเคิลอาจไม่ใช่ขยะอีกต่อไป หลายกิจการมีรายได้จากการรีไซเคิลสิ่งที่เคยเห็นว่าเป็นขยะ

#THESTATESTIMES
#EconBiz
#GoodsVoice 
#NewsFeed
#ทำธุรกิจ
#ธุรกิจ
#ธุรกิจยุคใหม่
#แยกขยะ
#ขยะ

‘SME D Bank’ เดินหน้าเติมทุนคู่พัฒนาวงการแฟรนไชส์ไทย อัดงบ 400 ลบ. ผุดสินเชื่อซื้อแฟรนไชส์ นำร่อง ‘Inthanin-Otteri’

‘SME D Bank’ ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย เดินหน้าส่งเสริมวงการธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อ วงเงิน 400 ลบ. เพื่อใช้ลงทุนซื้อแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐานโดดเด่น นำร่อง 2 แบรนด์ดัง ได้แก่ร้านกาแฟ ‘Inthanin’ และร้านสะดวกซัก ‘Otteri’ ควบคู่จัดโปรแกรมเสริมศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สร้างมาตรฐานแฟรนไชส์ และต่อยอดกิจการด้วยโมเดลแฟรนไชส์  

(10 ส.ค. 66) นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า โมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมและขยายตัวต่อเนื่อง มีส่วนสำคัญช่วยสร้างโอกาสผู้ประกอบการรายใหม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือผู้มีธุรกิจอยู่แล้วได้ต่อยอดธุรกิจด้วยโมเดลขายแฟรนไชส์ เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย จึงเปิดตัวโครงการสนับสนุนธุรกิจแฟรนไชส์ ทั้งผู้รับสิทธิแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซี : Franchisee) และผู้ให้สิทธิแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซอร์ : Franchisor) เข้าถึงบริการด้าน ‘การเงิน’ ควบคู่ด้าน ‘การพัฒนา’

สำหรับด้าน ‘การเงิน’ เปิดตัว ‘สินเชื่อแฟรนไชส์’ เพื่อเป็นเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการไปซื้อแฟรนไชส์ที่ผ่านความร่วมมือกับ SME D Bank เบื้องต้นนำร่องจับมือ 2 แฟรนไชส์ซอร์ชื่อดัง ได้แก่ บริษัท บางจาก รีเทล จำกัด เจ้าของแฟรนไชส์ ‘ร้านกาแฟอินทนิล’ (Inthanin Coffee) และบริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของแฟรนไชส์ร้านสะดวกซัก ‘อ๊อตเทริ วอชแอนด์ดราย’ (Otteri wash & dry) โดยเมื่อผู้ประกอบการที่ไปติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ ‘Inthanin’ หรือ ‘Otteri’ และผ่านการพิจารณาของแฟรนไชส์ซอร์แล้ว สามารถขอสินเชื่อจาก SME D Bank เพื่อใช้ลงทุนได้ โดยมีวงเงินเตรียมไว้บริการรวม 400 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น MLR -1% (ประมาณ 6.5%ต่อปี) วงเงินกู้ได้สูงสุดถึง 80% ของมูลค่าการลงทุน ระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 7 ปี ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 6 เดือน เปิดรับคำขอกู้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 67 หรือจนกว่าจะหมดวงเงินโครงการ แล้วแต่อย่างหนึ่งอย่างใดจะถึงก่อน

ส่วนด้าน ‘การพัฒนา’ เดินหน้าปั้นแฟรนไชส์ซี ควบคู่ส่งเสริมแฟรนไชส์ซอร์ ตามนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น หลักสูตร ADVANCED CMF ติวเข้ม 5 วันเต็ม ภายในเดือน ส.ค. และ ก.ย. 66 มอบความรู้ด้านกลยุทธ์เขียนแผนธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุน และการขยายธุรกิจแฟรนไชส์ จัด ณ อาคาร SME Bank Tower 

อีกทั้ง ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดโปรแกรมเพิ่มศักยภาพธุรกิจ ให้คำปรึกษาในด้านต่าง ๆ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำโมเดลแฟรนไชส์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ และยกระดับมาตรฐานแก่แฟรนไชส์ซอร์ เช่น ด้านกฎหมาย ภาษี มาตรฐานของสถานประกอบการ และเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแจ้งความประสงค์รับบริการ ‘สินเชื่อแฟรนไชส์’ และงานพัฒนาได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ www.smebank.co.th, LINE Official Account : SME Development Bank เป็นต้น รวมถึงสาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1357

เปิดใจ 'มาเฟียสายขาว' ที่ Startup รุ่นใหม่ต้องรู้ หากหวังชนะใจ 'วิชัย ทองแตง' 'โปร่งใส-ทุ่มเท' พร้อมพาเฮเข้าตลาดใน 3 ปี แง้ม!! 'เฮลท์เทค' โอกาสรุ่งสูง

เชื่อได้ว่าหลาย ๆ คนที่กำลังทำบริษัทสตาร์ตอัปอยู่ คงอยากจะรู้ว่าคุณวิชัย ทองแตง เศรษฐีพอร์ตหุ้นระดับหมื่นล้าน ผู้ได้ฉายา 'มาเฟียสายขาว' แห่งวงการสตาร์ตอัปท่านนี้ จะอยากสนับสนุนใครบ้าง โดยช่วงหนึ่งที่คุณวิชัย เคยแชร์ไว้ในงาน Beartai Best Buy ผ่านหัวข้อ The Money For Startup ระบุว่า…

“จริง ๆ คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เริ่มถอยห่างจากการเป็นพนักงานกินเงินเดือนมาเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากจะทดสอบและใช้ความรู้ความสามารถของตัวเอง เดินอยู่บนเส้นทางที่ตัวเองเป็นผู้กําหนด ซึ่งผมก็มองเห็นว่าศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และคิดว่าเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลย จึงได้ตัดสินใจเข้าไปช่วยส่งเสริม ผลักดัน ให้คำแนะนำ และในบางบริษัทก็เข้าไปร่วมลงทุนด้วย”

คุณวิชัยได้กล่าวถึงเป้าหมาย ขอบเขต และอนาคตของสตาร์ตอัปในมุมมองของตัวเองว่า “คำว่า ‘สตาร์ตอัป’ ในความหมายของผม ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ IT เท่านั้น แต่รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ด้วย แต่ที่ให้น้ำหนักกับธุรกิจ IT มากนั้น บอกตรง ๆ เลยว่าเวลาเราดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ ‘ตัวคูณ’ เยอะ และเป้าหมายการลงทุนของผม ในทุก ๆ การลงทุน จะมองไปยังเป้าหมายสุดท้ายคือเรื่องการเข้าตลาดทุนอยู่เสมอ”

“ผมเชื่อมั่นว่าสตาร์ตอัปสาย ‘เฮลท์เทค’ หรือธุรกิจสายสุขภาพในประเทศไทย สามารถเติบโตและก้าวเป็นผู้นำในระดับนานาชาติได้ ฉะนั้นผมจึงเปิดกว้างสำหรับสตาร์ตอัปที่มีแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบของการทำธุรกิจทางด้านสุขภาพ เพราะผมเชื่อว่าอย่างไรแล้วก็ไม่มีวันตกเทรนด์ สามารถเติบโตได้  และหากทำสำเร็จก็จะยั่งยืน เป็นจุดแข็งของประเทศได้เลย”

คุณวิชัยยังได้เผยถึงขั้นตอนการเข้าพบ เพื่อนำเสนอไอเดียธุรกิจ และเกณฑ์การตัดสินใจไว้ว่า “การเข้ามาพูดคุยกับผม เรียนตามตรงว่าจะยุ่งยากสักหน่อย ขั้นตอนแรกก็ต้องผ่านผู้ช่วยของผมก่อน 2 ท่าน หากผู้ช่วยเห็นว่าเหมาะสมและดูมีโอกาสเป็นไปได้ในอนาคต ก็จะพาเข้ามาพรีเซ็นต์กับผม”

“ส่วนเรื่องเกณฑ์การตัดสินใจก็คือ ‘ความถูกใจ’ ผมจะมองถึงเรื่องความคิดใหม่ ๆ ที่ผ่านการทุ่มเทมามากพอสมควร เพราะคนที่จะเข้ามาทำสตาร์ตอัปได้นั้น หากขาดความอดทน ทุ่มเทอย่างแท้จริง ก็ยากที่จะทำได้ ไม่ว่ากับธุรกิจใด ๆ ก็ตาม” คุณวิชัยกล่าว

นอกจากนี้ คุณวิชัยยังได้กล่าวถึงการพาธุรกิจสตาร์ตอัปที่ผ่านเกณฑ์เข้าตลาดทุน แม้ว่าเจ้าของธุรกิจนั้น ๆ ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเข้าตลาดทุนว่า “ก่อนอื่นคือต้องปรับจูนความเข้าใจ ให้เห็นตรงกันก่อน ว่าการจะเดินเข้าสู่ตลาดทุนได้ ต้องมีการปรับตัวเอง เพราะมีกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างชัดเจน แต่หัวใจหลักใหญ่ก็คือ ‘ต้องโปร่งใส’ ไม่ว่าจะทําธุรกิจอะไรก็ตาม ต้องคํานึงถึงความโปร่งใส ไม่เอาเปรียบ…

“อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เวลาผมจะลงทุนในธุรกิจใดก็ตาม สิ่งที่มองเป็นหลักสำคัญคือหากเอาเข้าตลาดทุน ต้องมองไปที่อนาคตว่าสามารถไปต่อได้หรือไม่? ธุรกิจนั้นมีอุปสรรคหรือมีข้อขัดข้องอะไรบ้าง หรือมีคู่แข่งมากเกินไปหรือไม่? ซึ่งตอนนี้ผมกําลังพยายามที่มอบความรู้เหล่านี้ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำสตาร์ตอัปอยู่…”

สุดท้าย คุณวิชัยได้ทิ้งท้ายเกี่ยวกับระยะเวลาพาบริษัทสตาร์ตอัปเข้าตลาดหลักทรัพย์ไว้ว่า “กว่าจะเข้าตลาดทุนได้นั้น ใช้เวลาปกติประมาณ 3 ปี แต่ก็มีโอกาสเร็วกว่านั้นหากว่ามีจังหวะที่เหมาะสม ธุรกิจนั้น ๆ แมตช์กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยมีทิศทางที่สอดคล้องกัน และสามารถไปด้วยกันได้ เพื่อให้ธุรกิจนั้น ๆ แข็งแรงและเติบโตได้ตามความฝันของคนรุ่นใหม่”

7 ทริกการตลาดรุ่นเก่า ที่ยังได้ผลในยุคดิจิทัล แค่เสริมเครื่องมือออนไลน์ให้ถูกจุด ก็มัดใจ “ลูกค้า” ให้ติดแบรนด์ได้ไม่ยาก

เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็พูดถึง AI, Martech, Funnel, Retargeting, CRM, CDP แต่ถ้ามองดี ๆ “ดีลใหญ่ ๆ” หรือ “ลูกค้าประจำจริง ๆ” ของธุรกิจส่วนใหญ่ กลับมาจากเทคนิคโคตรคลาสสิกสมัยรุ่นพ่อ-รุ่นแม่ทั้งนั้น

TST BIZ เลยอยากชวนดูว่า การตลาด-การขายแบบเก่า ๆ อะไรบ้าง ที่ถ้าเอามาปัดฝุ่น + เสริมออนไลน์ให้ถูกทาง ก็ยังยิงยาวได้อยู่  

1. การ “รู้จักกัน” จริง ๆ (Relationship Selling)  

ยุคก่อน  
- เซลส์มือเก๋าจะมี “เล่มโทรศัพท์” หรือสมุดโน้ต ชื่อ-ที่อยู่-สิ่งที่ลูกค้าชอบ  
- แวะไปทัก, ส่งของฝาก, โทรหาวันสำคัญ, กินข้าวด้วยกัน

ทำไมยังได้ผลอยู่? เพราะสุดท้ายแล้ว คนก็ยังตัดสินใจจาก “กูเชื่อใจมึงไหม” มากกว่าจากโพสต์สวย ๆ หรือแอดที่ยิงมาจากไหนไม่รู้

เอามาใช้ยุคนี้ยังไง?  

- เปลี่ยนสมุดโทรศัพท์ → เป็น CRM ง่าย ๆ (แม้แค่ Google Sheet ก็ได้) เก็บชื่อ, ตำแหน่ง, วันเกิดคร่าว ๆ, เรื่องส่วนตัวที่คุยกัน, ดีลล่าสุด  

- ตั้งระบบ follow-up: ลูกค้าปิดดีล → 7 วันโทรตาม / ทักแชตถามฟีดแบ็ก หรือ ครบ 3 เดือน → ทักไปอัปเดตว่ามีอะไรช่วยได้บ้าง  

- ใช้ Line / Facebook / LinkedIn แบบไม่สแปม คอยส่ง content ที่ “มีประโยชน์จริง” ให้ลูกค้ากลุ่มหลัก (เช่น บทความธุรกิจที่เกี่ยวกับเขา)  

เซลส์แบบเก่า = ใช้หน้า-เสียง-สมุดจด  
เซลส์ยุคนี้ = ใช้หน้า-เสียง-สมุดจด + แพลตฟอร์มดิจิทัล

หัวใจไม่เปลี่ยน คนยังซื้อจากคนที่เขาสบายใจด้วย  

2. แนะนำปากต่อปาก (Word of Mouth & Referral)  

ก่อนมีโซเชียล  
- ร้านดี → คนบอกเพื่อน  
- นายหน้าคนเก่ง → ลูกค้าบอกต่อ  
- ไม่มีรีวิว 5 ดาว แต่มีคำพูดว่า “ไปเจ้านี้เถอะ เชื่อเรา”

ตอนนี้ แพลตฟอร์มแค่ขยาย “เสียงคน” ให้ดังขึ้น แต่หลักการเดิมเป๊ะ จะเอากลับมาใช้ให้สุด ต้องทำ 3 อย่างนี้…

1) ทำของให้ดีจริงก่อน  
- บริการจริงใจ แก้ปัญหาเกินที่ลูกค้าคาดไว้  

2) ทำให้การบอกต่อ “ง่ายและไม่เขิน”  
- ทำ Referral Code ง่าย ๆ  
- ทำข้อความ template ให้ลูกค้าส่งให้เพื่อน (เช่น ข้อความแนะนำร้าน / โปร)

3) ให้ของขวัญแบบแฟร์ ๆ  
- คนแนะนำได้สิทธิ์ / ส่วนลด  
- คนถูกแนะนำก็ได้ดีลดีเหมือนกัน  

โมเดลเก่าคือ “ฝากบอกต่อด้วยนะพี่”  
โมเดลใหม่คือ “ฝากลิงก์นี้ให้เพื่อน ถ้าเพื่อนซื้อ พี่ได้เครดิต XXX นะ”  

3. ให้ลองก่อน ติดใจแล้วค่อยขาย (Sampling / Demo / Trial)

อันนี้คลาสสิกมาก ๆ คือ แจกชิมในห้าง / เปิดให้ลองใช้เครื่องมือ /ให้ใช้บริการรอบแรกฟรี / ราคาถูกมาก

สาเหตุที่ยังเวิร์ก เพราะลด “ความเสี่ยงในหัวลูกค้า” จาก “ซื้อแล้วกลัวพลาด” → “ลองดูก่อนก็ได้ ไม่เสียหาย”  

เอามาใช้ยุคนี้ได้ยังไง?  
- สินค้าจริง ให้ชิมฟรี / เทสเตอร์ / แพ็กเล็ก หรือ โปร “ครั้งแรก” สำหรับลูกค้าใหม่  
- สินค้าดิจิทัล / เซอร์วิส ให้ลองใช้ฟรี 7-14 วัน หรือ ทดลองใช้ฟีเจอร์บางส่วนก่อน (Free tier)  
- B2B / งานบริการ ทำ Pilot Project เล็ก ๆ พร้อม KPI ชัดเจน ถ้าทำได้ → ค่อยขยายเป็นสัญญาระยะยาว  

เทคนิคเสริม คือ อย่าแจกมั่ว → ให้แจก “คนที่ตรงกลุ่ม” และต้องไม่ลืมเก็บ Contact / Line / Email ทุกครั้งที่มีคนลอง ไม่เช่นนั้นจะเป็น “แจกแล้วหาย” ไม่รู้ว่าจะตามต่อยังไง

4. การขายแบบ “อธิบายทีละเคส” (Consultative Selling)  

เมื่อก่อนเซลส์ดี ๆ จะไม่ได้แค่พูดว่า “ของผมดีครับพี่” แต่จะนั่งลง-ฟังปัญหา-แล้วออกแบบโซลูชันให้ อันนี้คือ Consultative Selling ซึ่งตอนนี้กลับมาสำคัญสุด ๆ เพราะของในตลาดมัน “คล้ายกันไปหมด”

จุดสำคัญของสไตล์นี้คือ…

1) ถาม-ฟังจริง ๆ ว่า ตอนนี้ธุรกิจเจอปัญหาอะไร เคยลองอะไรมาแล้วบ้าง และอะไรที่ไม่อยากให้เกิดซ้ำอีก  

2) เสนอเฉพาะสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ไม่ยัดทุกอย่างเข้าแพ็กเกจ  

3) ใช้เคสจริง-ตัวเลขจริง ประกอบการขาย  

เอามาใช้ยุคนี้ได้ง่าย ๆ คือ ทำ Session ปรึกษาฟรี 15–30 นาที ผ่าน Zoom / Line Call  ทำ “คลินิกธุรกิจ / คลินิกการตลาด” สำหรับลูกค้าเก่า-ใหม่ ตัดช่วงสำคัญจากการคุย (ที่ไม่ลับ) มาทำเป็น content สั้น เช่น ทำ Q&A ที่คนอื่นก็น่าจะสงสัยเหมือนกัน  

ยุคนี้คนเบื่อเซลส์ที่พูดเยอะ  
แต่ยังอยากเจอ “คนที่มานั่งช่วยคิดด้วยจริง ๆ”  

5. โทรศัพท์หา / ไปเจอหน้า (Tele-Sales / Visit) ที่ไม่ใช่ Hard Sell

หลายคนบอกว่า “ยุคนี้ใครโทรมาก็รำคาญ” จริง…ถ้าโทรมาแบบ “ฮัลโหลพี่ สนใจโปรมั้ยครับ” แต่ tele-sales / การไปพบลูกค้า ยังมีที่ยืนถ้า “เปลี่ยนวิธีคิด” จาก ขาย → ไปช่วย

ตัวอย่างที่ยังเวิร์ก และควรทำ ต้องเป็นแบบนี้ โทรไปอัปเดต “พี่ครับ ลูกค้าในอุตสาหกรรมเดียวกับพี่ ช่วงนี้เขาเจอแบบนี้กัน ผมเลยอยากเล่าให้ฟัง เผื่อเป็นไอเดีย” หรือ นัดเจอเพื่อรีวิวงาน “ขอมาดู onsite หน่อย ว่าสิ่งที่เราขายไปยังตอบโจทย์อยู่ไหม หรือควรปรับอะไรเพิ่ม” 

สรุปง่าย ๆ ก็คือ โทรหรือไปหา เพื่อสร้างความสัมพันธ์และดูแล แล้วค่อยขาย ต่อเมื่อเขา “รู้สึกดี” กับเราแล้ว  

6. จด-เขียน-การ์ด-ของฝากเล็ก ๆ (Human Touch ที่แพลตฟอร์มทำแทนไม่ได้)

เมื่อก่อน  
- ร้านบ้าน ๆ จะติด Post-it “ขอบคุณนะคะ”  
- ของขวัญปีใหม่จากร้านประจำ  
- การ์ดเขียนมือจากเจ้าของกิจการ  

ทุกวันนี้หลายธุรกิจใช้ Automation จนกลายเป็น “รู้สึกห่าง”  

ถ้าดึงของเก่ากลับมาใช้ดี ๆ จะกลายเป็น “ตัวคั่น” ที่ทำให้แบรนด์เราไม่เหมือนใคร

ไอเดียที่ทำได้เลย และได้ผลแน่ ๆ คือ ใส่ Post-it เขียนมือทุกครั้งที่ส่งของล็อตสำคัญ-ลูกค้า VIP ส่งโปสการ์ด-การ์ดขอบคุณปีใหม่/เปิดตัวแบรนด์ ทำของเล็ก ๆ แบบมีเรื่องเล่า เช่น สมุดเล่มเล็ก “เจ้าของเขียนเอง” หรือ ปฏิทิน-สติ๊กเกอร์-ที่คั่นหนังสือ

ในยุคที่ทุกอย่างเป็น Digital อะไรที่จับต้องได้-มีลายมือคน กลายเป็น Rare Item ที่ลูกค้าจดจำ

7. After-Sales แบบ “ไม่ทิ้งลูกค้า”  

สุดยอดเซลส์รุ่นเก่าจะมี mindset ว่า “ดีลไม่จบตอนโอนเงิน ดีลจบตอนลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ / แนะนำต่อ”  

ฉะนั้น After-Sales ที่ยังเวิร์กมาก ๆ จึงเป็นการโทร/ทักไปหลังใช้สินค้า/บริการช่วงหนึ่ง ด้วยประโยคเช่น “พี่ใช้แล้วโอเคไหม มีอะไรติดขัดมั้ย เดี๋ยวผมช่วยแก้ให้” หรือการส่งคู่มือ-ทิปส์-วิดีโอสั้นสอนใช้ ไม่เพียงเท่านัน้นการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ให้ฟรีบ้างบางครั้ง เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่าเราไม่ได้คิดเป็นเงินทุกเรื่อง

จากนั้นแล้วค่อยต่อยอดเป็นโปรแกรมสมาชิก / ลูกค้าเก่าได้สิทธิ์พิเศษ หรือยิงโปรเฉพาะคนที่ซื้อครบ X ครั้ง  

8. สรุป: การตลาดเก่า ๆ ที่ยังได้ผล = การตลาดที่ “เข้าใจมนุษย์”  

ถ้าดูดี ๆ ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมเดียวกันคือ…
- ฟังมากกว่าพูด  
- ดูแลระยะยาว ไม่ใช่หวังยิงทีเดียวจบ  
- เห็นลูกค้าเป็นคน ไม่ใช่แค่ยอดขาย  

เทคโนโลยี-แพลตฟอร์ม-AI คือ “ตัวคูณกำลัง” ให้วิธีคิดแบบเก่าเหล่านี้ทำได้เร็วขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น แต่ “แกนหลัก” ยังเหมือนเดิมเป๊ะ คือ คนซื้อจากคนที่เขาเชื่อใจ และเชื่อใจคนที่ไม่ทำให้เขารู้สึกว่าโดนใช้เป็นแค่ตัวเลข


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top