Friday, 5 June 2026
ทหารญี่ปุ่น

ค่ำคืนอันแสนสยด เสียงกรีดร้องของทหารญี่ปุ่นนับพันใน ‘แรมรี’ เกาะสยองที่ถูกครองด้วยมัจจุราชน้ำเค็ม

วันนี้ AYA Documentary มีเรื่องสนุกที่หลายคนอาจจะเคยทราบมาแล้ว แต่อีกหลายคนก็ยังไม่เคยทราบมาเล่าสู่กันฟัง  

หากใครเคยอ่านตำนานงูยักษ์เมืองกาญจนบุรีของไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วคิดว่ามันคือเรื่องจริง เอย่าแค่จะบอกว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมา เพราะไม่มีหลักฐานการสืบค้นว่ามันคือเรื่องจริง แตกต่างจากเรื่องสยองขวัญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันที่จะเล่าต่อจากนี้

เกาะแรมรี (Ramree Island) เป็นส่วนหนึ่งของเจาท์พิว (Kyauk Phyu) เป็นเกาะนอกชายฝั่งรัฐอาระกัน โดยเกาะมีคลองกว้างราว 150 เมตร กั้นแยกออกมาจากแผ่นดินใหญ่ มีพื้นที่เกาะ 1,350 ตารางกิโลเมตร 

ในปี พ.ศ.2485 ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นนำกำลังเข้ามาวางกำลังและยึดพื้นที่เกาะแห่งนี้ โดยมีทหารราว 1,000 นาย ซึ่งขณะนั้นกองทัพอังกฤษต้องการยึดพื้นที่แห่งนี้ เพื่อสร้างสนามบินสำหรับภารกิจส่งกำลังบำรุง จึงยกพลเข้าโจมตีทหารญี่ปุ่นเพื่อยึดเกาะแรมรีโดยใช้กองกำลังโอบตีจากทั้ง 2 ด้านเพื่อกดดันขับไล่ทหารญี่ปุ่นให้ออกจากที่มั่น 

ฝ่ายทหารญี่ปุ่นที่ฐานที่มั่นถูกระดมโจมตีอย่างหนักมีทางเดียว คือ ต้องถอยร่น ซึ่งทางเดียวที่จะหนีไปได้ คือลุยน้ำทะเลระดับหน้าอก เดินเข้าไปในป่าชายเลน เพื่อนำกำลังไปสมทบกับกำลังอีกส่วนหนึ่งที่อยู่อีกฟากหนึ่งของเกาะ 

ดังนั้นทหารญี่ปุ่นตัดสินใจหนีลงน้ำ เข้าป่าพรุ 

และคืนของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2488 จะเป็นคืนสยองที่ทุกคนต้องจดจำ เมื่อทหารเลือดซามูไรเกือบ 1,000 นายที่ไม่คุ้นกับภูมิประเทศบริเวณนั้นมาก่อน ถูกยุงในป่าพรุกัดขณะเข้าไปในพรุ จนต้องหนีตายเข้าไปในป่าชายเลนที่เต็มไปด้วยป่าโกงกาง อีกทั้งยังต้องเจอกับสัตว์มีพิษอีกจำนวนมากทั้งงูพิษ และหน่วยทหารของอังกฤษ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นทหารอินเดีย วางกำลังปิดล้อมพื้นที่ดังกล่าวแบบไม่ให้คลาดสายตา  

และในคืนนั้นทหารอังกฤษ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของทหารญี่ปุ่น ที่พยายามข้ามบึงในเวลากลางคืน ต้องตกเป็นอาหารของจระเข้น้ำเค็มที่ดักซุ่มรออยู่บริเวณนั้น  

ว่ากันว่า ‘นักล่าแห่งเกาะแรมรี ค่อยๆ ทำให้ทหารญี่ปุ่น ลับตาไปทีละคนๆ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายและเสียงปืนที่ยิงสะเปะสะปะในค่ำคืนเดือนมืด’  

ค่ำคืนแห่งการหนีตาย ทหารจำนวนกว่า 500 คน ข้ามน้ำ ข้ามป่าพรุไปไม่ถึงฝั่ง ลูกหลานซามูไรเหล่านี้ไม่ได้ออกมาพ้นบึงเลยด้วยซ้ำ ส่วนทหารที่เหลือรอดมาได้ ก็ล้วนบาดเจ็บสาหัส แต่ยังมีชีวิต และยังคงสติพอจะหวนระลึกถึงความน่าสะพรึงกลัวของเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนฝันร้ายที่ต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน

จีนเตือนญี่ปุ่น!! อย่าได้ริอ่านฟื้นลัทธิทหาร ชี้เสี่ยงละเมิดกฎระเบียบโลก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ปฏิญญาพอตส์ดัม “ห้ามญี่ปุ่น” กลับมาติดอาวุธ

(19 พ.ย. 68) เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวว่าลัทธิทหารต้องไม่ถูกฟื้นคืนกลับมาในญี่ปุ่น ระเบียบระหว่างประเทศของยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องไม่ถูกละเมิด และสันติภาพและเสถียรภาพของโลกต้องไม่ถูกทำลายอีกครั้ง

คำแถลงข้างต้นของเหมามีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจำนวนมากเปิดเผยว่าญี่ปุ่นกำลังวางแผนแก้ไขระบบยศของกองกำลังป้องกันตนเอง ซึ่งรวมถึงการฟื้นคืนยศเก่าของทหารญี่ปุ่นอย่าง "ไทสะ" (พันเอก) โดยสื่อมวลชนระบุว่านี่จะทำลายธรรมเนียมของกองกำลังฯ ที่ไม่เน้นย้ำการเป็นกองทัพทหารตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงจะซ้ำเติมหลายประเทศที่ทุกข์ทรมานจากการล่าอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น

เหมากล่าวว่าประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและประชาคมระหว่างประเทศจับตามองความเคลื่อนไหวทางทหารและความมั่นคงของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยปฏิญญาพอตส์ดัม (Potsdam Proclamation) กำหนดอย่างชัดเจนว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ "กลับมาติดอาวุธเพื่อทำสงคราม" และรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ซึ่งยึดมั่นสันตินิยม ได้กำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นการป้องกันประเทศโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ดี เรื่องน่าตกใจคือช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงและการป้องกันประเทศอย่างมาก เพิ่มงบประมาณการป้องกันประเทศทุกปี ผ่อนปรนข้อจำกัดการส่งออกอาวุธ พยายามพัฒนาอาวุธโจมตี และวางแผนละทิ้งหลักการปลอดนิวเคลียร์ 3 ประการ ส่วนกองกำลังฝ่ายขวาจัดของญี่ปุ่นพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลุดพ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพและถลำลึกสู่เส้นทางเสริมสร้างกำลังทหาร

ทั้งนี้ เหมากล่าวว่าสงครามการรุกรานของลัทธิทหารญี่ปุ่นสร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสแก่เอเชียและโลก การลืมเลือนสงครามย่อมนำสู่หายนะ การปลุกปั่นสงครามย่อมนำสู่ความพินาศ ดังนั้นบทเรียนจากประวัติศาสตร์ต้องไม่ถูกลืมเลือน บิดเบือน หรือลบทิ้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top