Thursday, 4 June 2026
ทหารกัมพูชา

(สุรินทร์) กกล.สุรนารี ทำหนังสือเตือนทหารฝ่ายกัมพูชา ฉบับที่ 2 หลังมีเหตุการณ์ ผบ.พลน้อย.ร.42นำคณะแม่บ้าน จำนวน 25 คน ขึ้นมาเยี่ยมชมปราสาทตาเมือนธม พร้อมร่วมร้องเพลงปลุกใจชาติ

พลตรีสมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ลงพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือน โดยตรวจเข้มบริเวณโดยรอบตัวปราสาท พร้อมย้ำกำลังพลในพื้นที่ ห้ามมิให้เกิดเหตุการณ์ เช่น เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ที่มีทหารชาวกัมพูชาพาคณะแม่บ้าน จำนวนกว่า 25 คน ขึ้นมาเยี่ยมชมตัวปราสาทตาเมือน แล้วร่วมกันร้องเพลงชาติ หรือเพลงปลุกใจของชาวกัมพูชา ใดๆ ทั้งสิ้น 

โดยกองกำลังสุรนารีเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการทำหนังสือประท้วงการกระทำที่ไม่เหมาะสมไปยังผู้บัญชาการภูมิภาคทหาร ที่ 4 ประเทศกัมพูชา และถือว่าเป็นหนังสือประท้วงถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมเป็นฉบับที่ 2 เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์คล้ายลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 โดยทางกองทัพก็ได้ทำหนังสือประท้วงไปยังผู้บัญชาการภูมิภาคทหาร ที่ 4 ประเทศกัมพูชา แล้วครั้งที่ 1 และนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์เดิมๆ เป็นครั้งที่ 2

โดยหนังสือประท้วงมีเนื้อหาดังนี้ “ด้วยเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 กองกำลังสุรนารี ได้ตรวจพบว่ามีประชาชน ทหารกัมพูชา ทำการรวมกลุ่มยืนร้องเพลงบริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เข้าห้ามปรามไม่ให้กระทำในลักษณะดังกล่าว ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงเดิม ที่ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดถึงการปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายในการเยี่ยมชมปราสาทตาเมือนธม “กองกำลังสุรนารี จึงขอแสดงความไม่สบายใจต่อการกระทำของฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้ ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีในระดับพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงขึ้นในอนาคต 

จึงขอให้ท่านแจ้งเจ้าหน้าที่ ให้ชี้แจงถึงการปฏิบัติในการเยี่ยมชมปราสาทตาเมือนธม ให้กับประชาชน หรือนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมายังปราสาทตาเมือนธม ไม่ให้กระทำการในลักษณะดังกล่าวอีก ทั้งนี้เพื่อแสดงถึงความจริงใจ และความพยายามในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้งเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศต่อไป 

ทั้งนี้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ยังได้กล่าวถึงกรณีมีชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งขึ้นไปร้องเพลงปลุกใจ บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ว่า จริงๆ พื้นที่ตรงนี้อยู่ในประเทศไทย แต่ยังมีเส้นที่ยังแบ่งกันไม่ชัดเจน ยังเป็นเรื่องค้างคาอยู่ ซึ่งเราก็เปิดให้ฝ่ายกัมพูชา ประชาชนขึ้นไปสักการะสิ่งต่างๆ ได้เป็นปกติ แต่การขึ้นไปร้องเพลง หรือแสดงเชิงสัญลักษณ์แบบนี้ เราไม่สบายใจ ทางผู้บัญชาการทหารที่เกี่ยวข้องทำเรื่องประท้วงไปแล้ว
โดยล่าสุดสถานการณ์ในพื้นที่โดยรอบบริเวณปราสาทตาเมือนธม ยังคงมีการเฝ้าระวังของทหารทั้งสองฝ่าย โดยล่าสุดจะมีการหารือพูดคุยระหว่างผู้นำทหารทั้งสองฝ่ายอีกครั้งในเร็วๆนี้
 

วิเคราะห์เหตุ ‘พลเรือนไทย’ ชก ‘ทหารกัมพูชา’ ชี้ คนก่อเหตุหวังผลอะไร เพราะไทยมีแต่เสีย

(15 ก.ค. 68) จากกรณีที่มีคลิปหลุดมาว่ามีคนไทยชกหน้าทหารกัมพูชา ซึ่งคลิปดังกล่าวเป็นกระแสไปทั่วโซเชียลทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา  แต่การกระทำเยี่ยงนี้ในสายตาของคนชายแดนอย่างเอย่าแล้ว เอย่ามองว่านี่คือการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งชายคนนี้คืออดีตอาสาสมัครทหารพราน  ย่อมต้องรู้ถึงเหตุอันเป็นจุดอ่อนหรือประเด็นที่จะกลายเป็นข้อขัดแย้งบานปลายได้

จะว่าไปทางการไทยควรสอบสวนชายคนนี้อย่างละเอียดจะดีกว่า เพราะต้องไม่ลืมว่ามีทหารที่เป็นคนชายแดนจำนวนมากเป็นพวกที่อพยพถิ่นฐานมาจากประเทศเพื่อนบ้านแต่มาอยู่อาศัยตามจังหวัดชายแดนไทย ซึ่งนี่แท้จริงแล้วเป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปจากคนในพื้นที่ไม่ว่าจะฝั่งกัมพูชา ลาวหรือ เมียนมา ดังนั้นต้องทราบว่าคนเหล่านี้สามารถพูดภาษาของประเทศเพื่อนบ้านเราได้เป็นอย่างดี  จนบางทีก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าสรุปชายคนนี้ถูกว่าจ้างมาจากฝั่งกัมพูชาให้มาเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความตึงเครียดแล้วป้ายสีกองทัพให้แย่ลงหรือเปล่า เฉกเช่นดังที่เอย่าเคยเห็นมาแล้วในฝั่งเมียนมาที่ลูกหลานชาวกะเหรี่ยงที่เกิดแล้วโตในฝั่งไทยเรียนหนังสือไทย พูดภาษาไทยได้ อ่านภาษาไทยออก เขียนภาษาไทยเป็นแถมเกณฑ์ทหารไทยแต่ไปเสียชีวิตในนามของทหารกองกำลัง KNU เสียอย่างนั้น

ในเมื่อสถานการณ์ที่ชายแดนตรงปราสาทตาเมือนธมเป็นจุดข้อพิพาทแล้ว  เอย่าว่ากองทัพไทยควรจะระวังตัวให้จงหนักเพราะ ณ วันนี้กองทัพไทยไม่สามารถไว้ใจใครได้เลยทั้งฝ่ายคนข้างนอกอย่างกัมพูชาหรือคนในอย่างรัฐบาลไทยที่กระทำเหมือนพร้อมใจจะยกแผ่นดินให้กัมพูชาอย่างเต็มใจเสียอย่างนั้น  ไม่นับรวมกลุ่มพรรคการเมืองหลายกลุ่มที่พยายามจะดิสเครดิต ป้ายสีให้ทหารไทยดูแย่และหมดความน่าเชื่อถือลงไปอีก

เอย่าแค่อยากจะบอกว่าไม่มีใครทำให้ประเทศไทยดูแย่  ถ้าไม่ใช่คนไทยทำกันเอง  อย่างตัวอย่างล่าสุดที่เกิดขึ้นกับเพื่อนสนิทของเอย่าที่มาจากต่างประเทศด้วยกัน  นางเข้ามาที่สุวรรณภูมิเอย่าก็เดินมาที่ตรงจุดตรวจคนเข้าเมืองของไทยผ่านมาฉลุย  รอเพื่อนเอย่าสักพักออกมานางถามเอย่าว่า  “เธอๆ  เธอไม่ต้องจ่ายเงินให้ตำรวจสนามบินเหรอ เนี่ยทุกคนฝั่งต่างประเทศจ่ายกันหมดเลย  เขาเรียกคนละ 200 บาทไม่มีใบเสร็จ” พูดจบเอย่าก็ได้แต่ยิ้มอ่อน…ก็ไม่ต้องถามนะว่าทำไมต่างชาติไม่มาเที่ยวประเทศไทย

ดังนั้นในกรณีของเรื่องพิพาทชายแดนก็เช่นกัน  เอย่าว่ามันน่าจะมีอะไรลึกซึ้งกว่านี้ถ้าเอย่าคิดมากนะคะ  แต่ถ้าไม่งั้นก็เพราะว่าคนไทยนี่แหละที่ทำลายไทยด้วยเหตุการณ์แบบนี้  คนแบบชายในคลิปเขาไม่ใช่ตัวแทนหมู่บ้าน ตัวแทนคนไทยนะคะ  เขาคือตัวแทนที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศไทยต่างหาก  เราควรใช้สมองคิดมากกว่าอารมณ์นะคะ ว่าไปตอนนี้เอย่าก็มีเรื่องชวนให้คิดว่า เราจะต่อรองภาษีกับอเมริกาโดยยกฐานทัพเรือที่พังงาให้อเมริกาตั้งฐานทัพเรือนี่จริงหรือเปล่า....ว่าแล้วไว้เอย่ามาเล่าให้อ่านกันอีกทีนะคะ

ทภ.2 ควบคุม 18 ทหารเขมรยอมจำนนที่ซำแต พบเป็นศพในพื้นที่อีก 2 พร้อมส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

โฆษก ทบ. เผยกองทัพภาคที่ 2 ควบคุม 18 ทหารกัมพูชา หลังตอบโต้ถูกโจมตีพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ และได้ยอมจำนน ยึดหลักมนุษยธรรมดูแลพร้อมส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

วันนี้ (29 ก.ค. 68) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผลการควบคุมตัวทหารกัมพูชา จำนวน 18 นาย สืบเนื่องจากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ ซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธหนักและอาวุธวิถีโค้ง ยิงเข้ามาในเขตพื้นที่ของไทย ฝ่ายไทยจึงได้ใช้ หน่วยทหารม้าเฉพาะกิจเข้าทำการตอบโต้และกวาดล้างที่มั่นของฝ่ายกัมพูชา

จากการปฏิบัติดังกล่าว พบมีทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งยอมจำนนโดยไม่มีท่าทีหรือลักษณะจะคุกคามฝ่ายไทย ทางหน่วยจึงดำเนินการปลดอาวุธและควบคุมตัวตามขั้นตอน โดยยึดถือหลักมนุษยธรรมสากลอย่างเคร่งครัด มีจำนวน 18 นาย ชั้นยศ ร้อยตรี 1 นาย ,จ่าสิบโท 2 นาย ,สิบเอก 12 นาย ,สิบโท 2 นาย , สิบตรี 1 นาย และในจำนวนนั้นมีผู้บาดเจ็บ 1 นาย คือ สิบเอก มอม ริดที บาดเจ็บ ถูกกระสุนบริเวณสะโพกข้างขวา และ แขนซ้าย ซึ่งภายหลังฝ่ายไทยได้ส่งเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียชีวิตอยู่ในพื้นที่จำนวน 2 นาย

ขณะนี้ ทหารกัมพูชาทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุม ณ พื้นที่ปลอดภัยของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งได้จัดเตรียมการดูแลขั้นพื้นฐานไว้ให้ ทั้ง เสื้อผ้า อาหาร น้ำดื่ม และการรักษาพยาบาล ตามความจำเป็น ดูแลให้เป็นไปตามแบบปฏิบัติในทางทหารของสากล และยึดหลักมนุษยธรรมสากล จากนั้นจะดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ในส่วนของผู้เสียชีวิต ฝ่ายไทยจะดำเนินการส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิต ตามหลักปฏิบัติสากลในการปฏิบัติต่อศพในภาวะสงคราม อย่างสมเกียรติต่อไป

กองทัพบกยังคงยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน หลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และพันธกรณีที่ไทยถือปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาเจนีวาที่พึงกระทำต่อทหาร และ ศพของฝ่ายตรงข้ามอย่างเคร่งครัด

เสียงสะท้อนจากแนวหน้า ‘ทหารกัมพูชา’ กับความ “น้อยเนื้อต่ำใจ” เหมือนถูกทอดทิ้งกลางสมรภูมิ

(30 ก.ค. 68) [ข่าวลือวงใน] เสียงสะท้อนจากแนวหน้า ทหารกัมพูชา “น้อยเนื้อต่ำใจ” เหมือนถูกทอดทิ้งกลางสมรภูมิ

ท่ามกลางความเงียบเชียบของแนวปะทะที่เพิ่งสงบลง กระแสความไม่พอใจและความน้อยเนื้อต่ำใจในหมู่ทหารแนวหน้ากัมพูชายังคงคุกรุ่น โดยแหล่งข่าวภายในที่ไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า มีกระแสตัดพ้ออย่างหนักจากกำลังพลระดับล่าง ที่รู้สึกว่า “ถูกทอดทิ้ง” และ “ไม่มีใครเห็นคุณค่า” ของพวกเขาในสมรภูมิจริง

หนึ่งในคำกล่าวที่สะท้อนความรู้สึกนี้ได้ดีที่สุด คือคำพูดของทหารนายหนึ่งที่กล่าวว่า
“ตอนออกรบเราอยู่แนวหน้า ตอนเจ็บเจียนตายไม่มีใครถามหา แต่พอได้หน้า ได้กล้อง ได้คำชมกลับเป็นของคนอื่น”

ความรู้สึกนี้เกิดจากหลายเหตุการณ์สะสม โดยเฉพาะการที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเคยให้คำมั่นสัญญาว่า หากกองทัพอากาศไทยโจมตีอีกครั้ง จะใช้จรวด KS-1C ยิงตอบโต้ทันที และจะไม่ลังเลในการใช้ระบบ PHL-03 เพื่อปกป้องแนวหน้า แต่เมื่อถึงเวลาจริง ไม่เพียงแต่ไม่มีการยิงตอบโต้ จรวดและระบบอาวุธกลับถูกเก็บเงียบไว้ราวกับไม่เคยมีคำมั่นนั้นอยู่เลย

ผลที่ตามมาคือความสูญเสียจำนวนมาก ทหารหลายสิบรายได้รับบาดเจ็บ บางส่วนเสียชีวิตโดยไม่มีแม้แต่การสนับสนุนจากเบื้องหลัง ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งการปะทะตรงหน้าและความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งจากข้างหลัง

ไม่เพียงเท่านั้น การปรากฏตัวของหน่วย BHQ – หน่วยรบพิเศษที่ได้รับการฝึกอย่างดีและมีอาวุธล้ำสมัย – ในช่วงท้ายของการสู้รบเพียงไม่กี่นาทีก่อนเวลาหยุดยิง ก็ยิ่งสร้างบาดแผลในใจของทหารแนวหน้า หลายคนรู้สึกว่าพวกเขาถูกใช้เป็น “เกราะ” รองรับแรงปะทะตั้งแต่ต้น โดยไม่มีใครมาช่วยแม้แต่น้อย แต่กลับต้องทนดูหน่วยพิเศษเหล่านี้ “คว้าชัย” ไปพร้อมเสียงปรบมือจากผู้บัญชาการและประชาชน

แรงกดดันที่ถาโถมจากทั้งศัตรู การขาดการสนับสนุน และภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกว่า พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อชาติ หากแต่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเองท่ามกลางความเย็นชาและความเฉยเมยของผู้มีอำนาจ

แม้ทั้งหมดจะยังเป็นเพียง “ข่าวลือวงใน” แต่เสียงสะท้อนนี้อาจสะท้อนความปริแตกภายในกองทัพกัมพูชาที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบ ๆ และไม่อาจมองข้ามได้

กองทัพภาคที่ 2 เผยควบคุมตัว ‘ทหารกัมพูชา’ 20 นาย เข้าแดนไทย ยอมจำนน เพราะกระสุนหมด!! พร้อมส่งทหารเดี้ยง 2 นาย รักษา รพ.ในไทย

(31 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พบความเคลื่อนไหวสำคัญของกองกำลังกัมพูชา ทั้งการเสริมกำลังตามแนวชายแดน และการใช้โดรนบินลาดตระเวนในหลายจุด ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวทหารกัมพูชา 20 นาย บริเวณช่องซำแต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังฝ่ายทหารกัมพูชายอมจำนนเนื่องจากกระสุนหมด ในจำนวนนี้มี 2 นายบาดเจ็บ ถูกส่งตัวรักษาที่ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน อ.เมือง จ.สุรินทร์ พร้อมให้จิตแพทย์ประเมินอาการเนื่องจากอาจมีภาวะเครียดจากการรบ

ทั้งนี้ อาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิดที่ตรวจยึดได้ ถูกส่งให้เจ้าหน้าที่สรรพาวุธตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนทหารทั้ง 20 นาย ถูกดำเนินคดีฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และอยู่ระหว่างสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมของไทย

‘บิ๊กเล็ก’ วอนกัมพูชามาเก็บศพทหาร หวั่นโรคระบาด!! อย่าปฏิเสธว่าไม่ใช่ ถ้าวิญญาณทหารเขมรรู้คงเสียใจ

(4 ส.ค. 68) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดน โดยระบุว่า กัมพูชายังไม่มาเก็บศพทหารของตนที่เสียชีวิตหน้าแนวไทย จึงขอให้รีบดำเนินการ เพราะหากทิ้งไว้นานอาจเกิดโรคระบาด และขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นทหาร

“ทหารกัมพูชาเสียชีวิตในพื้นที่กัมพูชาบริเวณหน้าแนวเราเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่เรา เราได้ส่งกลับอย่างสมเกียรติ แต่ก็เสียใจแทนทหารกัมพูชาที่เสียชีวิต เพราะรัฐบาลเขาปฏิเสธว่าไม่ใช่ ถ้าวิญญาณทหารเขารับรู้ได้คงจะเสียใจ ถึงแม้จะเป็นคู่กรณีกันก็ตาม แต่มองว่าเมื่อเสียชีวิตแล้วก็ควรให้เกียรติ” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าไทยดูแลเชลยศึกกัมพูชา 18 นายตามอนุสัญญาเจนีวา และเปิดให้ ICRC เข้าตรวจสอบ พร้อมตั้งเป้าการประชุม GBC รอบนี้ให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจน โดยคณะไทยประกอบด้วยตัวแทนเหล่าทัพ, กระทรวงต่างประเทศ และมหาดไทย ซึ่งจะหารือต่อเนื่องถึงวันที่ 6 ส.ค. ก่อนสรุปผลและนำกลับเข้าพิจารณาในที่ประชุมความมั่นคงฯ

ส่วนข่าวปลอมเรื่องทหารไทยเตรียมบุกกัมพูชานั้น พล.อ.ณัฐพลระบุว่าไม่เป็นความจริง และทำให้สถานการณ์ชายแดนตึงเครียดโดยไม่จำเป็น พร้อมขอให้ทุกฝ่ายติดตามข้อมูลจาก ศบ.ทก. เท่านั้น เพราะเป็นแหล่งข่าวที่ผ่านการตรวจสอบ ไม่ทำให้ไทยเสียเครดิตในเวทีระหว่างประเทศ

สำหรับกรณีโดรน พล.อ.ณัฐพลระบุว่า ส่วนใหญ่ที่ล้ำแดนมาจากฝั่งกัมพูชา และฝ่ายไทยมีข้อมูลพร้อมตอบโต้ในที่ประชุม ขณะเดียวกันยอมรับว่า คู่เจรจากัมพูชารับมือยาก มักพูดอย่างทำอีกอย่าง ทำให้ไทยต้องประเมินความจริงใจต่อการคืนสู่สันติภาพแบบก้าวต่อก้าว พร้อมย้ำว่าไม่ได้โยนภาระให้กองทัพ แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือและเคารพผลของ GBC อย่างแท้จริง

‘กองทัพกัมพูชา’ ลุยแผนเสริมกำลังพลไม่หยุด รับอาสาสมัครชายหนุ่ม อายุ 18–25 ปี เข้าประจำการ

(3 ก.ย. 68) กองทัพบกกัมพูชาประกาศเปิดโครงการรับสมัครอาสาสมัครรุ่นใหม่ทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับราชการในกองทัพทหารราบ ตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงกลาโหม และกองบัญชาการทหารสูงสุด โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกกลางกำกับดูแลขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่แจกใบสมัคร ตรวจสอบประวัติ จนถึงการอนุมัติขั้นสุดท้าย

การรับสมัครเปิดตั้งแต่วันที่ 1–10 กันยายน ที่กองบัญชาการและสำนักงานทหารในภูมิภาค ก่อนส่งผลไปยังคณะกรรมการกลาง ซึ่งจะตรวจสอบข้อมูล ระหว่างวันที่ 14–15 กันยายน ต่อด้วยการตรวจร่างกายและคุณสมบัติในวันที่ 16–18 กันยายน และคัดกรองรอบสุดท้ายภายในสิ้นเดือนกันยายน เพื่อบรรจุเป็นทหารประจำการอย่างเป็นทางการ

ผู้สมัครต้องเป็นชายชาวกัมพูชา อายุ 18–25 ปี จบการศึกษาขั้นประถมเป็นอย่างน้อย สูงไม่น้อยกว่า 1.60 เมตร และมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง ติดยาเสพติด หรือประวัติอาชญากรรม โดยให้สิทธิพิเศษกับญาติของทหารผ่านศึก ผู้พิการจากการรบ หรือครอบครัวทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่

ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องยื่นเอกสารทางราชการครบถ้วน ทั้งบัตรประจำตัว หนังสือรับรองความประพฤติ ใบรับรองแพทย์ และรูปถ่าย พร้อมผ่านการตรวจสุขภาพ การตรวจสอบประวัติจากตำรวจทหาร และการตรวจสารเสพติด กองทัพย้ำว่าการรับสมัครครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษากำลังพลและเพิ่มความเข้มแข็งให้กับระบบการป้องกันประเทศของกัมพูชา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top