Friday, 5 June 2026
ตัน

‘ศาลอุทธรณ์’ สั่งรื้อ!! บ้านติดทะเลสาบ ‘คุณตัน’ หลังลงทุนร่วม 500 กว่าล้าน ด้วยเหตุผลแบบนี้...

(20 เม.ย.66) ผู้ใช้งาน TikTok ชื่อ ‘Liveble’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอประเด็นพิพาทบ้านพักติดทะเลสาบของ ‘ตัน-ภาสกรนที’ และ ‘อิง ภาสกรนที’ ที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยระบุว่า…

บ้านมูลค่า 500 กว่าล้านของคุณตัน ถูกสั่งรื้อโดยศาลอุทธรณ์ เหตุเกิดจากว่าหมู่บ้านที่ไปซื้อที่มา ตรงกลางมีทะเลสาบขนาด 100 กว่าไร่ และทีนี้ผู้พัฒนาโครงการก็ทำการแบ่งแปลงย่อยออกมาจากโฉนดทะเลสาบ เพื่อมาขายให้กับคุณอิงภรรยาคุณตัน ขนาดประมาณ 2 ไร่กว่าๆ 

แต่ในมุมลูกบ้านที่มาซื้อโครงการนี้ ซึ่งได้รับการโฆษณาว่า ที่ตรงนี้มันควรจะเป็นคลับเฮ้าส์หรือสโมสรของหมู่บ้านทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเศษเสี้ยวใดเศษเสี้ยวหนึ่ง ทีนี้ก็เลยเกิดปัญหา จนเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น โดยทางนิติบุคคลของหมู่บ้านเป็นผู้ยื่นฟ้อง 

‘ศาลฎีกา’ ยกคำร้องขอประกัน!! ‘ฟรานซิส-ตัน-ภาคิน’ คดีขัดขวางขบวนเสด็จฯ ยังคุมขังต่อ!! แม้ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี หลัง ‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษาจำคุก 16 ปี

(20 ก.ย. 68) ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัว ‘ฟรานซิส’ บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, ‘ตัน’ สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีกหนึ่งรายคือ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) สามจำเลยในคดีข้อหาหลักประทุษร้ายเสรีภาพพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาขัดขวางขบวนเสด็จระหว่างการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา63 หลังศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้องเป็นจำคุก 16 ปี 

หลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ช่วงเย็นของวานนี้ (18 ก.ย. 2568) นายประกันได้รับแจ้งคำสั่งของศาลฎีกา มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม กรณีไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ ส่วนเหตุผลตามคำร้องประกอบที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง”

ผลของคำสั่ง จะทำให้พวกเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมต่อไป ปัจจุบันพวกเขาถูกคุมขังมา 15 วันแล้ว 

ยื่นประกันตัวครั้งที่ 2 : ยืนยัน บุญเกื้อหนุน - สุรนาถ - ภาคิน มีภาระหน้าที่การงาน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมมาตลอด แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีก 

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว ‘ฟรานซิส’ บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, ‘ตัน’ สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีกหนึ่งรายคือ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) ต่อศาลอาญา ซึ่งการยื่นคำร้องในครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ถัดจากครั้งแรกที่ยื่นหลังมีคำพิพากษาและศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องไปเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568

สำหรับการยื่นประกันตัวในครั้งนี้ จำเลยทั้งสามคนเสนอหลักประกันเป็นเงินคนละ 800,000 บาท และขอให้ศาลไต่สวนแต่งตั้งผู้กำกับดูแล โดยบุญเกื้อหนุนและสุรนาถยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) พร้อมทั้งได้ยกเหตุผลถึงภาระหน้าที่ในการงานของจำเลยแต่ละคน การให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมมาตลอดจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ดังต่อไปนี้

กรณีของบุญเกื้อหนุน เป้าทอง ระบุว่า จำเลยเดินทางมามอบตัวเองและมาตามนัดหมายศาลโดยตลอด จึงไม่มีพฤติการณ์หลบหนี มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อีกทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนักศึกษาที่ออกมาทำกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อน และประสงค์จะพิสูจน์การกระทำของตนเอง ปัจจุบันจำเลยอยู่ระหว่างการรออนุมัติปริญญาจากมหาวิทยาลัยมหิดลในวันที่ 17 ก.ย. 2568 และมีแผนจะศึกษาต่อปริญญาโท การคุมขังจะกระทบกับการศึกษา อีกทั้งจำเลยยังมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการรักษาและควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ การคุมขังอาจทำให้สุขภาพแย่ลง

กรณีของสุรนาถ แป้นประเสริฐ ระบุว่า จำเลยทำงานเพื่อสังคมและชุมชนมานานกว่า 20 ปี จำเลยเป็นหัวหน้าองค์กรพัฒนาเอกชน “บางกอกฮับ” ดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาวะและยกระดับชุมชนต้นแบบในพื้นที่ไม่จดทะเบียนกรุงเทพมหานคร (ชุมชนยกกำลังดี) ซึ่งการคุมขังจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินงานและเครือข่ายของจำเลย ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางในสังคม 

ในคำร้องระบุอีกว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากจำเลยได้แสดงเจตนาเข้ามอบตัวทันทีที่ทราบหมายจับและมารายงานตัวต่อศาลตามนัดมาโดยตลอด อีกทั้งมีภูมิลำเนาแน่นอน และมีภาระผูกพันในการดูแลครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และชุมชน อีกทั้งจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ การควบคุมตัวจะทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

จำเลยไม่ใช่แกนนำ ไม่เคยปราศรัยพาดพิงสถาบัน และไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ อีกเลยนับตั้งแต่ถูกดำเนินคดีมาเกือบสามปี

กรณีของ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) ระบุว่าจำเลยเป็นพนักงานของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมากว่า 7 ปี และได้ลางานมาเพื่อฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ หากจำเลยไม่ได้ประกันตัวนั้นมีโอกาสที่จะสูญเสียงานดังกล่าว จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนและต่อสู้คดีจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และมีโอกาสต่อสู้คดีในชั้นฎีกา การควบคุมตัวจำเลยไว้จึงเป็นผลร้ายอย่างยิ่ง ซึ่งจำเลยเคยได้รับสิทธิประกันตัวมาตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนถึงศาลชั้นต้น

ต่อมาคำร้องดังกล่าวถูกส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่ง และศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 17 ก.ย. 2568 ให้ยกคำร้อง โดยระบุในคำสั่งว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม กรณีไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ ส่วนเหตุผลตามคำร้องประกอบที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง” โดยนายประกันเพิ่งได้รับแจ้งคำสั่งของศาลฎีกาเมื่อช่วงเย็นของวานนี้ (18 ก.ย.)

ผลของคำสั่ง จะทำให้พวกเขาถูกคุมขังต่อไป โดยเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2568 ได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยปัจจุบันพวกเขาถูกคุมขังมา 15 วันแล้ว 

ในคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 5 คน เดิมศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าเหตุการณ์เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนก็เพิ่งทราบเรื่องขบวนเสด็จฯ เมื่อใกล้ถึงที่เกิดเหตุ และเมื่อผู้ชุมนุมทราบว่าเป็นขบวนเสด็จฯ ก็ได้ล่าถอยไปและขบวนเสด็จก็ผ่านไปได้ 

แต่เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับ เป็นเห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุกสูงถึงคนละ 16 ปี ส่วนเอกชัย หงส์กังวาน ถูกเพิ่มโทษตามคำขออัยการโจทก์อีก 1 ปี 3 เดือน รวมจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ แต่การต่อสู้คดีในชั้นฎีกา ทั้งหมดยังไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวแต่อย่างใด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top