Wednesday, 21 October 2026
ตะวันออกกลาง

ตะวันออกกลางไฟลามอีกครั้ง!! โดรนโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ UAE สะเทือนภูมิภาค ทรัมป์ถกด่วนทีมมั่นคงหลังกลับจากจีน ทรัมป์ขู่แรงอิหร่าน “รีบตัดสินใจ ไม่งั้นอาจไม่เหลืออะไร” ตลาดน้ำมันรับแรงกดดันพุ่งต่อ

ตะวันออกกลางที่ยังระอุ !!! ห้ามกระพริบตา พร้อมปะทุอยู่เสมอ

ล่าสุดมีการส่งโดรน 3 ลำไปถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ UAE

แม้บริหารจัดการได้ ยิงโดรนตก 2 ลำ ลำที่ 3 สร้างความเสียหายเล็กน้อย แต่สะท้อนถึงสถานการณ์ที่อ่อนไหวเกิดเหตุได้เสมอ ส่วน President Trump ล่าสุด ได้เรียกประชุมทีม National Security ทันทีหลังกลับจากจีน

โทรหานายกอิสราเอล หารือเรื่องต่างๆ รวมถึงสงครามอิหร่าน หลังจากนั้น ได้ลง Truth Social …

For Iran, the Clock is Ticking, and they better get moving, FAST, or there won’t be anything left of them. TIME IS OF THE ESSENCE!

สำหรับอิหร่าน เวลากำลังจะหมดลงแล้ว และพวกเขาควรรีบเดินหน้า ตัดสินใจเดี๋ยวนี้ เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นอิหร่านอาจไม่เหลืออะไร

ทุกนาทีมีค่า … เวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง! ล่าสุดโพสต์ภาพต่างๆ เกี่ยวกับการต่อสู้กับอิหร่าน

และภาพด้านล่าง ที่มีนัยยะยิ่ง สะท้อนการกดดันอิหร่านจากมุมต่างๆ ตามกำหนดการ

จะหารือทีม National Security, The Pentagon ต้นสัปดาห์นี้ พิจารณาทางเลือกต่างๆ

มาดูกันว่า ท่าน President Trump จะเลือกทางไหน เพราะใกล้ถึงจุดของ “Executive Decision”

ส่วนราคาน้ำมันโลกขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

หลังไปจีนแล้ว … ไม่มีคำตอบ … ไม่มีข่าวดีเรื่องอิหร่าน

ล่าสุด เช้านี้

Brent ทะลุ 110 ดอลล่าร์ต่อบาเรลอีกครั้ง

สะท้อนมุมมองตลาดกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า

ที่มา : กอบศักดิ์ ภูตระกูล
 

https://www.facebook.com/1044766528/posts/10237596948396764/?rdid=ORm2qtG8GrP6qwIX#

OECD ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอ!! การเติบโตปี 2026 เหลือ 2.8% คาดฟื้นปี 2027 เป็น 3.1% ความขัดแย้งตะวันออกกลางกดดัน หวังสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านช่วยผ่อนคลาย

วันพุธ (3 มิ.ย.) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัวลงจากร้อยละ 3.4 ในปี 2025 เหลือร้อยละ 2.8 ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2027

รายงานระบุว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มต้นปี 2026 ได้แข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แต่ความขัด

แย้งในตะวันออกกลางกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่กำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยแนวโน้มของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจยังคงส่งผลต่อไปอีกระยะ แม้หลังความขัดแย้งยุติลง

องค์การฯ ตระหนักถึงความไม่แน่นอนนี้ และได้วิเคราะห์โดยพิจารณาจาก 2 แนวทางที่เป็นไปได้ ได้แก่ สถานการณ์หยุดชะงักในระยะเวลาจำกัด ซึ่งผลกระทบต่างๆ จะคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ และสามารถคลี่คลายได้ค่อนข้างรวดเร็ว ส่วนอีกแนวทางคือสถานการณ์หยุดชะงักที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบในวงกว้างและมีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า

ทั้งนี้ องค์การฯ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกข้างต้น ภายใต้สถานการณ์พื้นฐานที่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มคืบหน้ามากขึ้น และราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 เป็นต้นไป

ที่มา : Xinhua

จีนปักหมุดบทบาทใหม่ในตะวันออกกลาง!! ‘สีจิ้นผิง’ พบผู้นำอียิปต์ ชู 4 ข้อ ริเริ่มสร้างกรอบความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลาง เน้นบทบาทภูมิภาคและสันติภาพ อียิปต์หนุนความร่วมมือร่วมพัฒนา

ไคโร, 3 ก.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (2 ก.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งพบปะหารือกับอับดุล ฟัตตาห์ อัลซีซี ประธานาธิบดีอียิปต์ ณ กรุงไคโร เสนอข้อริเริ่ม 4 ประการเพื่อสร้างกรอบความมั่นคงรูปแบบใหม่ในตะวันออกกลาง โดยยึดวิสัยทัศน์ที่มุ่งส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันอย่างครอบคลุมรอบด้าน อาศัยความร่วมมือ และมีความยั่งยืน พร้อมชี้ว่าจีนสนับสนุนนานาประเทศในภูมิภาคให้พัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และเรียกร้องให้ส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาคด้วยการกระตุ้นแรงขับเคลื่อนจากภายใน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนในตะวันออกกลางควรเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องของตนเองและปฏิเสธการแทรกแซงจากภายนอก โดยจีนสนับสนุนกลุ่มประเทศในภูมิภาคให้เสริมสร้างการเจรจาสันติภาพและความมั่นคง ร่วมสำรวจการสร้างกรอบความมั่นคงใหม่สำหรับตะวันออกกลาง และกำหนดอนาคตของตนเอง อีกทั้งควรใช้แนวทางที่ครอบคลุมเพื่อส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้านเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้นมีประเด็นร้อนหลายจุดที่ยึดโยงกันอย่างใกล้ชิด ขณะที่ปัญหาปาเลสไตน์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาในตะวันออกกลาง และไม่ควรถูกมองข้ามหรือลดทอนความสำคัญลงเด็ดขาด

สีจิ้นผิงระบุว่าการพัฒนาควรเป็นรากฐานในการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน และสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในตะวันออกกลางนั้นยังขึ้นอยู่กับการพัฒนา โดยจีนพร้อมร่วมมือกับนานาประเทศในตะวันออกกลางเพื่อรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนา ส่งเสริมการประสานผลประโยชน์ของประเทศในภูมิภาค ทยอยสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และขจัดต้นตอความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน สีจิ้นผิงเรียกร้องให้เสริมสร้างการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค โดยยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศในฐานะหลักการพื้นฐานในการจัดการกิจการต่างๆ ในตะวันออกกลาง พร้อมระบุว่าประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศภายนอกภูมิภาค ควรยุติแนวทางแบบสองมาตรฐานในประเด็นตะวันออกกลาง เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศในภูมิภาค ร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และสนับสนุนให้สหประชาชาติดำเนินบทบาทอย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการกิจการในตะวันออกกลาง
ด้านอัลซีซีกล่าวว่าอียิปต์ชื่นชมจุดยืนของจีนต่อประเด็นตะวันออกกลางที่มีความสม่ำเสมอ เป็นกลาง และเป็นธรรม พร้อมระบุว่าอียิปต์มุ่งส่งเสริมการลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค แก้ไขความขัดแย้งและความแตกต่างผ่านวิธีทางการเมือง ตลอดจนเดินหน้าส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาในภูมิภาค โดยอียิปต์พร้อมเดินหน้าเสริมสร้างการประสานงานกับจีนเพื่อบรรเทาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รักษาเสถียรภาพของภูมิภาค และร่วมกันสร้างกรอบความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

จริงหรือ? สงครามอิหร่านกำลังทำให้กองทัพสหรัฐฯ ใกล้จะ “พังทลาย” แล้ว

สำนักข่าว The Intercept รายงานว่า ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ เผชิญกับการโจมตีฐานทัพในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความขัดแย้งกับอิหร่าน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวว่า “ท้ายที่สุดแล้ว กองทัพสหรัฐฯ จะไม่สามารถปฏิบัติการต่อไปได้”

Nick Turse ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าว The Intercept ได้เขียนบทความ “Iran War Has the U.S. Military on the Brink of a ‘Breakdown’” โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองนายที่คุ้นเคยกับการปฏิบัติการในตะวันออกกลางระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากสงครามกับอิหร่าน โดยนายหนึ่งเตือนว่า ความตึงเครียดนี้อาจนำไปสู่ “ความล้มเหลว” ในความสามารถของกองทัพที่จะทำสงครามต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวไว้ว่าจะยุติลงในต้นเดือนเมษายน 2026

ขณะที่ความขัดแย้งลุกลามไปทั่วภูมิภาค กองทัพต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการโจมตีฐานทัพและเรือรบของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางโดยอิหร่าน การลดลงของคลังขีปนาวุธป้องกัน จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการซ่อมบำรุงเรือ การประจำการของกำลังพลที่ยืดเยื้อ ระบบส่งกำลังบำรุงที่ซับซ้อน ขวัญกำลังใจที่ลดลง และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังพล ความพร้อมทางทหาร และงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยสวนทางกับคำประกาศในเชิงบวกของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

รายงานเชิงลึกจากสำนักข่าว The Intercept ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง และสุ่มเสี่ยงต่อ “การพังทลาย (Breakdown)” จากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างต่อสาธารณะของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่ากองทัพอิหร่านถูกกำจัดไปแล้ว

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของสหรัฐฯ และรายงานที่เกี่ยวข้อง ระบุถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ เสื่อมถอยลง ดังนี้:
.
• คลังแสงอาวุธป้องกันภัยทางอากาศขาดแคลนอย่างรุนแรง: กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น ขีปนาวุธ Patriot กว่า 1,700 ลูก ขีปนาวุธ THAAD กว่า 200 ลูก รวมถึงขีปนาวุธ Standard Missile ของกองทัพเรืออีกจำนวนมาก เพื่อต่อต้านโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้คลังอาวุธลดลงอย่างมาก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถผลิตทดแทนได้ทัน โดย
▪ ขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot: ประมาณ 65% หรือ 2,330 นัด ถูกยิงไปแล้วระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม เหลือเพียง 830 นัด
▪ ขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD: เกือบครึ่งหนึ่งของหัวรบ 450 ลูกถูกใช้ไป เหลือน้อยกว่า 270 ลูก

รายงานของ Inspector General ของเพนตากอนยืนยันถึงปัญหาการขาดแคลนกระสุน ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน และความตึงเครียดด้านขวัญกำลังใจ โดยระบุว่า “คอขวดที่ยืดเยื้อที่สุดยังคงอยู่ที่การผลิตมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง การจัดหาวัตถุระเบิดและเชื้อเพลิงขับเคลื่อนที่มีความบริสุทธิ์สูง รวมถึงการสรรหาแรงงานฝีมือในภาคการผลิต”

• การโจมตีศูนย์โลจิสติกส์หลักและฐานทัพ: ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง อิหร่านระดมยิงโดรนและขีปนาวุธจนสามารถเจาะผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และโจมตีฐานทัพมากกว่า 15 แห่ง โดยเฉพาะฐานทัพเรือในกรุงมานามา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งกำลังบำรุงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

• ความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ราคาสูง: รายงานระบุว่า เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกทำลาย 4 เครื่อง เครื่องบิน F-35 ได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง เครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 เสียหาย 7 เครื่อง และโดรน MQ-9 Reaper ถูกยิงตกมากถึง 30 ลำ

• ความอ่อนล้าของกำลังพลและปัญหาการซ่อมบำรุง: กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องขยายระยะเวลาการประจำการของเรือบรรทุกเครื่องบิน เช่น USS Nimitz และ USS Gerald R. Ford ยาวนานกว่าภาวะปกติ ส่งผลให้เกิดปัญหางานซ่อมบำรุงสะสม ตลอดจนขวัญกำลังใจของกำลังพลที่ลดลงอย่างมาก

• ความสูญเสียด้านกำลังพล: แม้เพนตากอนจะพยายามรายงานตัวเลขความสูญเสียที่ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่สถิติระบุว่ามีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่านแล้วหลายร้อยนาย นับตั้งแต่ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม

คำว่า “Breakdown” เป็นคำเตือนของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ให้ข้อมูลกับ The Intercept แต่ไม่ใช่ข้อสรุปอย่างเป็นทางการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยปัญหาหลักที่นำไปสู่คำเตือนเรื่องความเสี่ยงต่อการพังทลาย สามารถแบ่งออกเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่
 

  1. วิกฤตการเกณฑ์ทหารและการสรรหากำลังพล (Recruitment Crisis)

• พลาดเป้าการรับสมัคร: เหล่าทัพส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกองทัพบกและกองทัพอากาศ ประสบปัญหาการสรรหากำลังพลใหม่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายต่อเนื่องกันหลายปี

• ข้อจำกัดด้านคุณสมบัติ: วัยรุ่นอเมริกันในวัยเข้าเกณฑ์ส่วนใหญ่ ราว 70-75% ไม่ผ่านคุณสมบัติพื้นฐาน ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ เช่น โรคอ้วน ประวัติการใช้สารเสพติด ปัญหาด้านสุขภาพจิต หรือประวัติอาชญากรรม

• ความสนใจที่ลดลง: ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ต่อการรับราชการทหารลดลงอย่างมาก รวมถึงการขาดแรงจูงใจและแรงสนับสนุนจากครอบครัว

2. ปัญหาการคงกำลังพลและการลาออกของบุคลากรเชี่ยวชาญ (Retention & Burnout)

• ภารกิจที่ซ้ำซ้อนและยาวนาน: การต้องกระจายกำลังไปทั่วโลก ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และอินโด-แปซิฟิก ทำให้กำลังพลเกิดความล้าจากการปฏิบัติการ (Operational Fatigue)

• ปัญหาคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิต: อัตราการฆ่าตัวตายในกองทัพยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปัญหาเรื่องที่พักอาศัย เงินชดเชยที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ และสวัสดิการครอบครัว ส่งผลให้ทหารที่มีประสบการณ์ เช่น นักบิน ช่างเทคนิค และเจ้าหน้าที่ไซเบอร์ ตัดสินใจลาออกไปทำงานในภาคเอกชน

3. ยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยร่อยหรอ (Supply & Equipment Exhaustion)

• ผลกระทบจากการส่งความช่วยเหลือ: การส่งยุทโธปกรณ์และกระสุนจำนวนมากให้แก่ประเทศพันธมิตรในความขัดแย้งระดับภูมิภาค เช่น ยูเครนและตะวันออกกลาง ทำให้คลังอาวุธสำรองของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว

• ฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโตไม่ทัน: โรงงานผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ไม่สามารถเร่งอัตราการผลิตขีปนาวุธและระบบอาวุธซับซ้อนให้ทันต่อความต้องการใช้งาน และการทดแทนอาวุธในคลังเดิมได้

4. ยุทธศาสตร์ที่กระจัดกระจาย (Overextension)

• สหรัฐฯ กำลังพยายามวางกำลังเพื่อ “ป้องปราม” ในหลายพื้นที่พร้อมกัน ทั้งการแข่งขันกับจีนในอินโด-แปซิฟิก การรับมือกับรัสเซียในยุโรป และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

• นักวิเคราะห์เตือนว่า ทรัพยากรและกำลังพลที่มีอยู่อย่างจำกัดอาจไม่สอดคล้องกับพันธกิจทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้กองทัพเผชิญกับจุดแตกหัก หากเกิดวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่พร้อมกันมากกว่าหนึ่งพื้นที่

ข้อวิจารณ์เหล่านี้สะท้อนถึงโจทย์สำคัญของ “เพนตากอน (Pentagon)” ในการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของกำลังพล และเร่งยกระดับฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน คำว่า กองทัพสหรัฐฯ ใกล้จะ “พังทลาย” ยังไม่น่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มี “ศักยสงคราม” (War Potential) อยู่ในระดับสูง และยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์สำรองในคลังจำนวนมาก แม้อาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภทอาจมีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญคือ “ศักยภาพทางทหาร” (Military Potential) และ “ขีดความสามารถในการรบ” (Combat Potential) ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลของสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเผชิญกับอิหร่าน เนื่องจากแม้อิหร่านจะประสบความสูญเสียอย่างมาก แต่สหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถสร้างความได้เปรียบมากพอที่จะกดดันให้อิหร่านยอมทำตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องการได้

นอกจากนี้ ผลจากสงครามดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อ “ศักยภาพทางทหาร” และ “ขีดความสามารถในการรบ” ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอินโด-แปซิฟิกและยุโรปอย่างเห็นได้ชัด และอาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับรัฐบาลและกองทัพสหรัฐฯ ตลอดจนประเทศอื่น ๆ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ ต่อไปในอนาคต

ซาอุฯ-อิหร่าน คุยความสัมพันธ์!! เจ้าชายไฟซาลพูดกับ 'อับบาส อารักชี' ผ่านโทรศัพท์ หารือสถานการณ์ภูมิภาค มุ่งลดความตึงเครียดอย่างยั่งยืน

สื่อของทางการซาอุดีอาระเบียรายงานว่า เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย สนทนาทางโทรศัพท์กับ "อับบาส อารักชี" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคและความพยายามในการลดความตึงเครียด

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1425348189753537/?rdid=xjPVvfDqBpEfdtSE#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top