Thursday, 4 June 2026
ตรีนุช

ครูไทยเก่งรอบด้าน!! 'ตรีนุช' ตั้งเป้า ‘อบรมพัฒนา-เพิ่มทักษะ’ ครูไทย หวังลดความเหลื่อมล้ำ-สร้างโอกาสให้ผู้เรียน

(7 มี.ค. 66) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้ใกล้ถึงเวลาที่รัฐบาลจะยุบสภา เพื่อเลือกตั้งในปี 2566 นี้แล้ว ซึ่งในส่วนของงานการศึกษาที่ตนอยากฝากให้มีการทำงานอย่างต่อเนื่องแม้จะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน โดยเฉพาะนโยบายการสร้างโรงเรียนคุณภาพด้วยการสร้างเครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่ของโรงเรียนขนาดเล็ก อีกทั้งวางแผนเร่งดำเนินการคืนอัตรากำลังผู้บริหารและครูโรงเรียนขนาดเล็กให้เพื่อให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 นี้ด้วย โครงการอาชีวะอยู่ประจำเรียนฟรี มีงานทำ เพราะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างโอกาสให้แก่ผู้เรียนครบทุกมิติอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งนโยบายโรงเรียนคุณภาพและโครงการอาชีวะอยู่ประจำถือเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์เรื่องดังกล่าวอย่างดีที่สุด รวมถึงการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนไปสู่ศตวรรษที่ 21

ต่อคำถามว่า ขณะนี้มีสิ่งใดที่กังวลและยังอยากดำเนินการให้สำเร็จหรือไม่ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ยังมีอยู่แน่นอน ซึ่งก็คือประเด็นเรื่องการพัฒนาครู เพราะนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องการพัฒนาผู้เรียนให้ไปสู่การเรียนรู้ในโลกศตวรรษที่ 21 รวมถึงการเรียนการสอนผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้วย Active Learning ซึ่งครูผู้สอนจะต้องเติมเต็มทักษะเหล่านี้ตามผู้เรียนไปด้วย ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ครูได้รับการพัฒนาในเรื่องนี้อย่างตลอดเวลา เพราะการพัฒนาครูตนไม่อยากมีการพัฒนาแล้วจบ ๆ ไปแต่อยากให้มีการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นตนมองว่าในระยะยาวอาจศธ.อาจจะต้องมีหน่วยงานกลางหรือศูนย์พัฒนาครูขึ้น เพื่อนำครูเข้ามาอบรมพัฒนาเติมเต็มความรู้ด้านการสอนไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านดิจิทัลและภาษา โดยเรื่องการตั้งหน่วยงานกลางพัฒนาครูนั้นมีตัวอย่างของประเทศสิงค์โปรที่มีศูนย์พัฒนาครูทุกรูปแบบ ซึ่งทำได้ดีและครูประเทศสิงค์โปรมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ หากจะมีการตั้งศูนย์พัฒนาครูขึ้นจะต้องปรับโครงการ ศธ.หรือไม่นั้น ตนมองว่าก็เป็นโจทย์หนึ่งในอนาคตที่อาจจะเป็นเช่นนั้นแต่เราจะกำหนดขอบเขตการปรับโครงสร้างได้มากน้อยแค่ไหนก็คงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการสานต่อไป

‘ตรีนุช’ กางโรดแมป 60 วัน ยุบ ‘กศน.’ ตั้ง ‘กสร.’ ยกฐานะเป็นนิติบุคคลใต้ ศธ.

(23 มี.ค.66) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมานั้น จากนี้ภายใน 60 วันหลังพ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ หรือภายในวันที่ 19 พฤภาคม 2566 พ.ร.บ. ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 25561 จะถูกยกเลิก และยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จากหน่วยงานภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (กสร.) ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ภายในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ 1.การเรียนรู้ตลอดชีวิต 2.การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และ 3.การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ศธ.ได้กำหนดภารกิจที่ต้องทำให้เสร็จในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เกิดการตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ เช่น กำหนดอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และหน่วยงานภายในของ กสร., ประสาน สป.ศธ.เพื่อออกแบบและแนวทางให้ได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการขัาราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กสร. และประสานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อออกแบบและแนวทางให้ได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ. ) กสร., การจัดตั้ง ยุบ รวม เลิก รวมถึงโอนภารกิจ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้สิน รวมถึงข้าราชการ ลูกจ้างและอัตรากำลังทั้งหมด จากสป.ศธ.ไปขึ้นกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวม วิเคราะห์ และเสนอถ่ายโอนเรื่องต่างๆ, เร่งรัดให้มีการจัดทำกฎหมายรอง ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เพื่อจัดเตรียมกฎหมาย ประกาศกระทรวง ประกาศกรม และระเบียบกรมไว้ เพื่อให้เกิดการจัดทำให้แล้วเสร็จทันตามกรอบของระยะเวลาในแต่ละมาตรา และ การปฏิรูปหลักสูตรการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นต้น

‘ตรีนุช’ เปิดเกมรุกยกระดับแรงงานไทยทั้งระบบ สู้วิกฤตขาดแคลน – เร่งพัฒนาทักษะ – เสริมสวัสดิการครอบคลุม

‘ตรีนุช’ มอบนโยบายแรงงาน ย้ำโปร่งใส เน้นแก้แรงงานขาดแคลน-ยกระดับสิทธิแรงงาน-พัฒนาทักษะดิจิทัล

(2 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงแรงงานให้แก่คณะผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงแรงงาน เพื่อกำหนดเป้าหมายในการเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานที่เร่งด่วนและสำคัญ เช่น ปัญหาขาดแคลนแรงงาน, การเร่งพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทย และการส่งเสริมสวัสดิการแรงงาน โดยมุ่งเป้าเดินหน้านโยบายแรงงานให้สอดรับกับความท้าทายทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมย้ำหลักการทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกกลุ่ม ณ อาคารกระทรวงแรงงาน กรุงเทพฯ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งแก้ไขคือ การขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจที่เป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยจะเร่งดำเนินการทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในการจ้างแรงงานสัญชาติอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ศรีลังกา รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมาสามารถเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนที่ทำงานได้ชั่วคราว ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตลอดจนการเร่งรัดการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างทักษะใหม่ เช่น ภาษาและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเดินหน้าโครงการ “1 ตำบล 1 ช่างอเนกประสงค์” ที่มุ่งสร้างแรงงานแบบ Multi Skills และสนับสนุนเครื่องมือทำกินหลังการฝึกอบรม รวมถึงการจัดอบรมอาชีพให้นักศึกษาช่วงปิดภาคเรียนเพื่อรองรับนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน

ในส่วนของสวัสดิการแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยจะปรับแก้กฎกระทรวงเพื่อให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย เช่น การสู้รบบริเวณชายแดน และยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 เช่น เพิ่มเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพจาก 1,000 บาทเป็น 3,000 บาทต่อเดือน, เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 200 บาทเป็น 300 บาทต่อคน และปรับค่าทดแทนการขาดรายได้รักษาพยาบาลจาก 50 บาทเป็น 200 บาทต่อครั้ง ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตให้แก่แรงงานนอกระบบเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายขยายตลาดแรงงานเชิงรุก โดยใช้กลไกทูตแรงงานใน 12 ประเทศที่มีศักยภาพในการจ้างงาน เพื่อเพิ่มการจ้างงานและดูแลสิทธิประโยชน์แรงงานไทยในต่างแดน รวมทั้งการเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานด้วยเทคโนโลยี ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติและ Thai National Resume เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานทั้งระบบให้อยู่ในการดูแลของกระทรวงแรงงาน ตลอดจนการนำร่อง Sandbox One Stop Service ในพื้นที่ศักยภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานและผู้ประกอบการให้ได้รับบริการแบบครบวงจรในที่เดียว

นางสาวตรีนุช กล่าวทิ้งท้ายว่า “นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมาย เพื่อแก้ไขจัดการปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้นและการวางรากฐานในระยะยาว ทั้งด้านการจัดการแรงงานต่างด้าว การพัฒนาทักษะ การเสริมสวัสดิการ การเปิดตลาดแรงงานต่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนระบบแรงงานไทยให้มีความมั่นคง แข่งขันได้ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงแรงงานนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานทุกกลุ่ม”

‘ตรีนุช’ เปิดระบบ e-WorkPermit ตลอด 24 ชม. ยื่นขออนุญาตแรงงานต่างด้าวออนไลน์ เริ่ม 13 ต.ค. นี้

‘ตรีนุช’ เปิดตัวระบบ “e-WorkPermit” ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวออนไลน์ ให้บริการ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เริ่ม 13 ต.ค. นี้

(7 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้พัฒนาระบบการให้บริการอนุญาตทำงานแก่แรงงานต่างด้าวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ “e-WorkPermit” เพื่อให้บริการแบบออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ การอนุมัติ จนถึงการรับใบอนุญาตทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล ระบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอ และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service)” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากระบวนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้มีความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้เปิดศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานจำนวน 54 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับระบบใหม่ ประกอบด้วย ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว จำนวน 40 แห่งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้าง จำนวน 5 แห่ง หน่วยบริการเคลื่อนที่ จำนวน 8 หน่วย ศูนย์กำกับและควบคุมการปฏิบัติงาน จำนวน 1 แห่ง

ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนผ่านการให้บริการด้านแรงงานต่างด้าวไปสู่ระบบดิจิทัลแบบครบวงจร โดยภาครัฐทำหน้าที่กำกับดูแลกฎระเบียบ ส่วนภาคเอกชนผู้รับจ้างจะรับผิดชอบในการให้บริการและดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบที่กำหนด ระบบ e-WorkPermit จะช่วยลดการใช้เอกสาร ลดขั้นตอน ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้บริการ เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวแบบบูรณาการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ร่วมกันได้ 

โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ได้แก่ เริ่มจากการลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เมื่อยื่นคำขอและชำระค่ายื่นคำขอแล้ว สามารถรอการตรวจสอบเอกสาร และจะได้รับแจ้งผลการพิจารณาผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ E-mail, SMS และ Line OA เมื่อได้รับผลการอนุญาตทำงาน ก็สามารถชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และทำการนัดหมายออนไลน์เพื่อเลือกศูนย์บริการ วันและเวลาที่สะดวกในการเข้ารับบริการ จากนั้นเดินทางไปที่ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวที่เลือกไว้ เพื่อรับใบอนุญาตทำงานที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องด้วยเทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตน อาทิ การสแกนใบหน้า ม่านตา และลายนิ้วมือ เพื่อความปลอดภัยและแม่นยำของข้อมูล ทั้งนี้ บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ (บนจ.) สามารถลงทะเบียนในระบบ เพื่อเข้าใช้งานจัดเก็บโปรไฟล์และยืนยันตัวตนได้ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ส่วนคนต่างด้าวและนายจ้างสามารถลงทะเบียนการใช้งานระบบ และยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานได้พร้อมกัน ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป 

นายจ้างและสถานประกอบการที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th, Facebook DOE e-WorkPermit หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

“ตรีนุช” นั่งประธาน คบต. ทบทวนขยายเวลาทำงานแรงงานต่างด้าว ลาว เมียนมา และเวียดนาม ผ่อนผันต่อใบอนุญาต ลดหลักประกันนายจ้าง แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์  คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวนมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานภายในประเทศและสภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้

1. อนุญาตให้แรงงานต่างด้าว สัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีหลักฐานการอนุญาตให้อยู่หรือทำงานในประเทศไทยแต่การอนุญาตทำงานหรือการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่เข้าเมืองผิดกฎหมายก่อนที่ประกาศจะมีผลบังคับใช้และต้องการทำงาน สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานได้ 1 ปี ในส่วนคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ต้องเป็นคนที่อยู่หรือเคยอยู่และทำงานในราชอาณาจักรแล้วเท่านั้น และต้องดำเนินการตามแนวทางที่กรมการจัดหางานกำหนด

2. ผ่อนผันให้คนต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567  ที่ได้รับอนุญาตถึง 31 มีนาคม 2569 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ได้รับอนุญาตถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่และทำงานได้ต่อไปเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน พร้อมเอกสารหลักฐาน ก่อนที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ เพื่อป้องกันการขาดแคลนแรงงานอันจะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของนายจ้าง สถานประกอบการ

3. แก้ไขการเก็บหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ (กรณีหลักประกันของนายจ้าง) ตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 และมติวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 โดยให้นายจ้างวางหลักประกัน 1 พันบาท ต่อการจ้างคนต่างด้าว 1 คน สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อช่วยบรรเทาและลดภาระต้นทุนให้กับนายจ้าง สถานประกอบการ โดยนายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทาง กรณีมีค่าใช้จ่ายเกินหลักประกันที่วางไว้

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการทั้ง 3 แนวทางนี้เป็นการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนแรงงานและช่วยลดภาระให้กับนายจ้างได้อย่างแท้จริง โดยกรมการจัดหางานจะเร่งรัดสรุปผลการพิจารณาทั้งหมดเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุดต่อไป โดยแรงงานต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผันก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และประกาศกระทรวงมหาดไทย รวมถึงประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าว ติดตามข่าวสารและรายละเอียด แนวทางการปฏิบัติจากกรมการจัดหางานอย่างใกล้ชิด ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

“ตรีนุช” สั่ง กรมสวัสดิ์ฯ ออกประกาศให้ลูกจ้าง ที่ไม่สามารถทำงานได้จากเหตุน้ำท่วม หยุดงานได้ “โดยไม่ถือเป็นวันลา” พร้อมปล่อยกู้ซ่อมบ้าน-ฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากน้ำไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคกลาง อาทิ อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เป็นต้น ทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง และประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้างว่า ตนมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ว่าได้กำชับให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจข้อมูลสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ และลงพื้นที่สนับสนุนความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบกับหน่วยงานในจังหวัดตามภารกิจกระทรวงแรงงาน เพื่อดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

“ดิฉันมีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกท่านที่โรงงานถูกน้ำท่วม และได้กำชับให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลาและจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ พร้อมกำชับให้ส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน หรือ 5 เสือแรงงาน ในพื้นน้ำท่วมเฝ้าระวังสถานการณ์ และสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือตามภารกิจกระทรวงแรงงานอย่างเต็มกำลัง” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานออกหนังสือขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ กรณีที่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้ลูกจ้างสามารถเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์ดังกล่าวด้วย 

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายของที่อยู่อาศัยหรือการฟื้นฟูอาชีพภายหลังน้ำลดของลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อน จึงได้ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดทำโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจได้รับความช่วยเหลือในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพหลังประสบภัย โดยสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ประสบภัยหรือมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ประสบภัย ตามประกาศของจังหวัดที่กำหนดเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อให้บริการเงินกู้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ สูงสุดไม่เกินสหกรณ์ละ 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาการส่งชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ หากลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชนที่ประสบอุทกภัยได้รับความเดือดร้อน และต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ หรือสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

เจรจา ‘ไดกิ้น’ สำเร็จ โบนัส 7 เดือน เงิน 15,000 บาท เปลี่ยนทองเป็นเงิน 50,000 บาท พนักงานกลับเข้างานตามปกติ

(9 ธ.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเจรจาร่วมกันระหว่างบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ สหภาพแรงงานไดกิ้น อมตะ รักษ์เสรี ว่า หลังการเจรจานานกว่า 12ชม.โดยมีการเจรจาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. - วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 00.30 น.ในที่สุดก็ได้ข้อยุติเป็นทางออกร่วมกัน 

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มอบหมายให้นายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหัวหน้าคณะเจรจาไกล่เกลี่ย พร้อมด้วยนายเชิดศักดิ์ อุ่นคำ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี นายดุสิต สุขไสย ผอ.กลุ่มงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและข้อขัดแย้ง นายชุมพล ไพโรจน์สมบัติ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ สำนักแรงงานสัมพันธ์ และทีมงาน ร่วมเจรจา ณ ห้องลานนา โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ จากการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้

1. บริษัทฯ ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2568 ในอัตรา 7 เดือน + 12,000 + 3,000 บาท
2. บริษัทฯ ตกลงปรับขึ้นค่าจ้างประจำปี 2569 ที่ค่ากลางเกรด C ในอัตรา 3.0%
3. สวัสดิการรางวัลสถิติการทำงานต่อเนื่อง เปลี่ยนระบบการจ่ายจากทองคำเป็นการจ่ายด้วยเงิน 10 ปีขึ้นไป 50,000 บาท
4. บริษัทตกลงปรับเพิ่มสวัสดิการค่ากะจากเดิม 150 บาท/วัน เปลี่ยนเป็น 160 บาท/วัน
5. บริษัทตกลงพิจารณากำหนดวันหยุดเพิ่มเติมในปฏิทินปี 2569 วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 9 วัน และวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 9 วัน
.
นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ข้อตกลงมีอายุ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2569 ทั้งนี้ พนักงานซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ จะกลับเข้าทำงานตามปกติในวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่ายที่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีร่วมกันในครั้งนี้ กระทรวงแรงงานพร้อมที่จะดูแลสิทธิประโยชน์และคุ้มครองแรงงานทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างดีที่สุด
 

ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งระดมสิ่งของช่วยศูนย์อพยพชายแดนสระแก้ว ประสานหน่วยแพทย์ ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วย

วันที่  11 ธันวาคม 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังจากที่ดิฉันได้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ใน 4 อำเภอที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย- กัมพูชา ในศูนย์พักพิงของจังหวัดสระแก้ว ที่ผ่านมา ได้รับทราบถึงความต้องการด้านเครื่องอุปโภคและบริโภคที่ยังจำเป็นอย่างยิ่ง

ในวันนี้ จึงได้ส่งมอบสิ่งของ ประกอบด้วย น้ำดื่มสะอาดกว่า 420 แพค ปลากระป๋อง จำนวน 9 ลังๆ ละ 100 กระป๋อง 900 กระป๋อง ข้าวสารถุงละ 15 กิโลกรัม จำนวน 30 ถุง ข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม 35 ถุง ข้าวสาร 20 กิโลกรัม 2 กระสอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนาดใหญ่ 8 ลัง บะหมี่คัพ 300 ถ้วย บะหมี่ก้อน 9 ลัง ข้าวโพดหวาน จำนวน 8 ลัง 192 กระป๋อง น้ำพริกแม่ประนอม 720 กระปุก นม (คละรส) 1,038 กล่อง ขนมปังปี๊บ (ใหญ่) 13 ปิ๊บ ขนมเอลเซ่ 4 ลัง ขนมยูโร่ และขนมขบเคี้ยว 15 ลัง นมแลตตาซอย 125 มล. 8 ลัง นมโอวัลตินสมาร์ท 180 มล. 10 ลัง รวมถึง ผ้าห่ม 50 ผืน และชุดชั้นใน 26 กล่อง โดยได้รับความร่วมมือจากนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมด้วยการสนับสนุนรถบรรทุกระดมสิ่งของจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน  
.
นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอส่งกำลังใจให้กับประชาชนทุกคนในการดำเนินชีวิต การมอบสิ่งของครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และภาคเอกชนที่ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนสิ่งของจำเป็น เพื่อเป็นพลังใจและยืนยันว่ากระทรวงแรงงานจะยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ 
ขณะเดียวกันจะประสานหน่วยแพทย์ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภายในศูนย์พักพิงด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top